
BCAPลั่น5ปีมีกองทุนครบ แนะกระจายสินทรัพย์ทั่วโลก สร้างโอกาสในวิกฤติ
บลจ.บางกอกแคปปิตอลแจง ตลาดไม่เอื้อ ส่งผลชะลอออก ETF ลงทุนใน 5 ดัชนีอัจฉริยะ ชี้เห็นโอกาสเปิดก่อนปลายปี หลังดัชนีฟื้นตัว ความเชื่อมั่นตลาดกลับมา เผยเตรียมออกกองทุนรวมเต็มรูปแบบ และครบทุกอย่างใน 5 ปี
หลังจากที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) บางกอกแคปปิตอล จำกัด หรือ BCAP เปิดตัวดัชนีลงทุนอัจฉริยะของตลาดหุ้นไทย (BCAP Smart Index Series) 5 ดัชนีเมื่อเดือนมีนาคมและจะทยอยออกกองทุน ETF 5 กองทุน เพื่อลงทุนตามดัชนีใหม่ที่สร้างขึ้น เพื่อเป็นทางเลือกให้กับนักลงทุน แต่ดูเหมือนว่า ทุกอย่างจะไม่เป็นไปตามแผน หลังจากภาพรวมตลาดไม่อำนวย จากแรงกดดันปัจจัยลบจากต่างประเทศ
นายธนาวุฒิ พรโรจนาง กูร หัวหน้าสายงานบริหารการลงทุน BCAP เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า บริษัทได้ชะลอออกกองทุนที่จะลงทุนตามดัชนีที่สร้างขึ้น เพราะดัชนีลงทุนอัจฉริยะทั้ง 5 ดัชนี แม้จะแพร่หลายและได้รับความนิยมในต่างประเทศ แต่ถือเป็นรูปแบบการลงทุนใหม่สำหรับไทย ดังนั้นการที่จะแนะนำอะไรใหม่ๆให้กับนักลงทุนในภาวะที่ความเชื่อมั่นตลาดไม่มี ทำให้ไม่มีนักลงทุนคนไหนอยากซื้อกองอะไรใหม่ๆ จะทำให้มีความเสี่ยงในแง่การตอบรับ
ทั้งนี้ช่วง 2 ไตรมาสที่ผ่านมา หากไม่นับประเภท RMF ถือว่าตลาดค่อนข้างเงียบ แทบจะไม่มีอะไรใหม่ออกมา อย่างไรก็ตามขณะนี้ถือว่า ตลาดฟื้นตัวขึ้น นักลงทุนเริ่มมีความเชื่อมั่น ดูจังหวะมีความเป็นไปได้ว่า ก่อนสิ้นปีมีโอกาสที่จะออกกองทุนได้ โดยจะออกมาเป็นกลุ่มของดัชนีให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับสภาพตลาด เพราะถ้าดูแล้วตลาดเริ่มฟื้นตัวขึ้น ถ้าไม่มีปัจจัยลบอื่นเพิ่มเข้ามา ตลาดก็น่าจะไปต่อได้ เพราะปัจจัยพื้นฐานของไทยไม่ได้เปลี่ยน อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่กำไรบริษัทจดทะเบียนยังคาดว่าจะเติบโตที่ 8%
“ปัจจัยที่กระทบเราหลักๆมาจากภายนอก เป็นสภาพของตลาดทั่วโลกที่ปัจจัยเสี่ยงหลายเรื่องกระทบ แต่หลังๆที่กระทบเราคือ เรื่องของตลาดเกิดใหม่ 2-3 ประเทศที่มีเรื่องขึ้น เราเลยเห็นเงินทุนไหลออกไปชัดเจนและกระทบไปทั้งภูมิภาค แต่ถ้ามองพื้นฐานเราแล้ว ปัจจัยต่างๆค่อนข้างแกร่ง ซึ่งตั้งแต่ต้นปีเราก็พูดกันว่า ปัจจัยเสี่ยงในประเทศมีเรื่องเดียวคือ การเลือกตั้ง ซึ่งขณะนี้ก็ชัดเจนมากขึ้น จึงเชื่อว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างๆน่าจะไล่กลับมาในปลายปีและยังเป็นฤดูกาลออกกองทุนหุ้นระยะยาว LTF ด้วย”
สำหรับการบริหารพอร์ตลูกค้า หลักๆบริษัทจะดูแลกองทุนส่วนบุคคลประมาณครึ่งหนึ่งของสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ(AUM)รวมกว่า 3 หมื่นล้านบาท บริษัทได้ขายหุ้นทำกำไรและลดนํ้าหนักหุ้นมาตั้งแต่ต้นปี เพราะมองว่าหุ้นไม่น่าจะไกลกว่านี้ หลังจากที่ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจในหลายๆประเทศทั่วโลกเติบโตสูงกว่าศักยภาพบวกกับมูลค่าตลาดที่ขึ้นไปสูงมาก ทำให้ตลาดค่อนข้างที่จะตึงมาก
อย่างไรก็ตาม ภายใน 5 ปีจะขยายกองทุนรวมให้เต็มรูปแบบ จะมีทุกอย่างครบให้กับนักลงทุนในแบบฉบับที่คิดว่า เหมาะกับนักลงทุนจะมากกว่าที่มีอยู่ในตลาด โดยปีหน้าที่เห็น จะเป็น กองทุนรวมที่เน้นการลงทุนกระจายความเสี่ยงต่างประเทศค่อนข้างเยอะในประเทศ เพราะสิ่งที่ดีสุดขณะนี้คือ กระจายความเสี่ยงไปทั่วโลก เพราะเมื่อไหร่ที่มีวิกฤติ จะสามารถฉวยโอกาสได้เสมอ
หน้า 19 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่38 ฉบับ 3403 ระหว่างวันที่ 23 - 26 กันยายน 2561
หลังจากที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) บางกอกแคปปิตอล จำกัด หรือ BCAP เปิดตัวดัชนีลงทุนอัจฉริยะของตลาดหุ้นไทย (BCAP Smart Index Series) 5 ดัชนีเมื่อเดือนมีนาคมและจะทยอยออกกองทุน ETF 5 กองทุน เพื่อลงทุนตามดัชนีใหม่ที่สร้างขึ้น เพื่อเป็นทางเลือกให้กับนักลงทุน แต่ดูเหมือนว่า ทุกอย่างจะไม่เป็นไปตามแผน หลังจากภาพรวมตลาดไม่อำนวย จากแรงกดดันปัจจัยลบจากต่างประเทศ
นายธนาวุฒิ พรโรจนาง กูร หัวหน้าสายงานบริหารการลงทุน BCAP เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า บริษัทได้ชะลอออกกองทุนที่จะลงทุนตามดัชนีที่สร้างขึ้น เพราะดัชนีลงทุนอัจฉริยะทั้ง 5 ดัชนี แม้จะแพร่หลายและได้รับความนิยมในต่างประเทศ แต่ถือเป็นรูปแบบการลงทุนใหม่สำหรับไทย ดังนั้นการที่จะแนะนำอะไรใหม่ๆให้กับนักลงทุนในภาวะที่ความเชื่อมั่นตลาดไม่มี ทำให้ไม่มีนักลงทุนคนไหนอยากซื้อกองอะไรใหม่ๆ จะทำให้มีความเสี่ยงในแง่การตอบรับ
ทั้งนี้ช่วง 2 ไตรมาสที่ผ่านมา หากไม่นับประเภท RMF ถือว่าตลาดค่อนข้างเงียบ แทบจะไม่มีอะไรใหม่ออกมา อย่างไรก็ตามขณะนี้ถือว่า ตลาดฟื้นตัวขึ้น นักลงทุนเริ่มมีความเชื่อมั่น ดูจังหวะมีความเป็นไปได้ว่า ก่อนสิ้นปีมีโอกาสที่จะออกกองทุนได้ โดยจะออกมาเป็นกลุ่มของดัชนีให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับสภาพตลาด เพราะถ้าดูแล้วตลาดเริ่มฟื้นตัวขึ้น ถ้าไม่มีปัจจัยลบอื่นเพิ่มเข้ามา ตลาดก็น่าจะไปต่อได้ เพราะปัจจัยพื้นฐานของไทยไม่ได้เปลี่ยน อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่กำไรบริษัทจดทะเบียนยังคาดว่าจะเติบโตที่ 8%
“ปัจจัยที่กระทบเราหลักๆมาจากภายนอก เป็นสภาพของตลาดทั่วโลกที่ปัจจัยเสี่ยงหลายเรื่องกระทบ แต่หลังๆที่กระทบเราคือ เรื่องของตลาดเกิดใหม่ 2-3 ประเทศที่มีเรื่องขึ้น เราเลยเห็นเงินทุนไหลออกไปชัดเจนและกระทบไปทั้งภูมิภาค แต่ถ้ามองพื้นฐานเราแล้ว ปัจจัยต่างๆค่อนข้างแกร่ง ซึ่งตั้งแต่ต้นปีเราก็พูดกันว่า ปัจจัยเสี่ยงในประเทศมีเรื่องเดียวคือ การเลือกตั้ง ซึ่งขณะนี้ก็ชัดเจนมากขึ้น จึงเชื่อว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างๆน่าจะไล่กลับมาในปลายปีและยังเป็นฤดูกาลออกกองทุนหุ้นระยะยาว LTF ด้วย”
สำหรับการบริหารพอร์ตลูกค้า หลักๆบริษัทจะดูแลกองทุนส่วนบุคคลประมาณครึ่งหนึ่งของสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ(AUM)รวมกว่า 3 หมื่นล้านบาท บริษัทได้ขายหุ้นทำกำไรและลดนํ้าหนักหุ้นมาตั้งแต่ต้นปี เพราะมองว่าหุ้นไม่น่าจะไกลกว่านี้ หลังจากที่ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจในหลายๆประเทศทั่วโลกเติบโตสูงกว่าศักยภาพบวกกับมูลค่าตลาดที่ขึ้นไปสูงมาก ทำให้ตลาดค่อนข้างที่จะตึงมาก
อย่างไรก็ตาม ภายใน 5 ปีจะขยายกองทุนรวมให้เต็มรูปแบบ จะมีทุกอย่างครบให้กับนักลงทุนในแบบฉบับที่คิดว่า เหมาะกับนักลงทุนจะมากกว่าที่มีอยู่ในตลาด โดยปีหน้าที่เห็น จะเป็น กองทุนรวมที่เน้นการลงทุนกระจายความเสี่ยงต่างประเทศค่อนข้างเยอะในประเทศ เพราะสิ่งที่ดีสุดขณะนี้คือ กระจายความเสี่ยงไปทั่วโลก เพราะเมื่อไหร่ที่มีวิกฤติ จะสามารถฉวยโอกาสได้เสมอ
หน้า 19 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่38 ฉบับ 3403 ระหว่างวันที่ 23 - 26 กันยายน 2561






