
แบงก์ Q2 กำไรพุ่ง 17% -11 ธนาคารรวม 5.3 หมื่นล้าน KTB นำโด่ง 139%
โบรกเกอร์ยังชอบหุ้นธนาคารขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่ยังแนะนำ “ซื้อ” BBL, KBANK, SCB และ KTB ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2561 ออกมาดีกว่าตลาดคาด KTB กำไรเพิ่มสูงสุดถึง 139% ขณะที่ SCB และ TMB มีกำไรลดลง 13%
ธนาคารพาณิชย์ประกาศผลประกอบการในไตรมาส 2/2561 มีกำไร 53,541 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 45,702 ล้านบาทในไตรมาส 2/2560 จำนวน 7,839 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 17% ซึ่งถือว่าออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ แม้รายได้จากค่าธรรมเนียมลดลง แต่จากการปรับตัวลดต้นทุนการดำเนินงานทำให้ชดเชยกับรายได้ที่ลดลง ธนาคารหลายแห่งกำไรเพิ่มขึ้นอย่างน่าสนใจ ทำให้ราคาหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นในปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา “ฐานเศรษฐกิจ” ได้รวบรวมผลประกอบการธนาคารพาณิชย์ และมุมมองของโบรกเกอร์ต่อหุ้นแต่ละตัว
ธนาคารกรุงไทย หรือ KTB มีผลการดำเนินงานเพิ่มขึ้นมากที่สุด ในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ กำไรเพิ่มขึ้น 139% เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิ 7,712 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 0.55 บาท บล.ฟิลลิปฯ และบล.ไทยพาณิชย์ฯ แนะนำ “ซื้อ” KTB ให้ราคาเป้าหมาย 19.40 และ 23 บาท ตามลำดับ
ธนาคารเกียรตินาคิน หรือ KKP มีผลงานเติบโต 31% โดยมีกำไรสุทธิ 1,551 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 1.83 บาท บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ฯ และบล.ฟิลลิปฯ แนะนำ “ซื้อ” KKP ให้ราคาเป้าหมาย 86 บาทและ 82 บาท ตามลำดับ
บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ปฯ หรือ LHFG เติบโต 31% เท่ากับ KKP มีกำไรสุทธิ 806 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 0.038 บาท บล.เอเซียพลัสฯ และบล.ฟิลลิปฯ แนะนำ “ซื้อ” LHFG ให้ราคาเป้าหมาย 1.70 บาทและ 1.84 บาท ตามลำดับ บล.ไทยพาณิชย์ฯ แนะนำ “ถือ” ให้ราคาเหมาะสม 1.55 บาท
ธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK มีกำไรเติบโต 22% โดยมีกำไรสุทธิ 10,917 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 4.56 บาท บล.เอเซียพลัสฯ, บล.ฟิลลิปฯ, บล.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ฯ และบล.ทิสโก้ฯ แนะนำ “ซื้อ” KBANK ให้ราคาเป้าหมาย 227, 226, 235 และ 223 บาทตามลำดับ
บริษัท ทุนธนชาตฯ หรือ TCAP เติบโตเท่ากับ KBANK ในอัตรา 22% เช่นกัน มีกำไรสุทธิ 2,051 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 1.76 บาท ในจำนวนโบรกเกอร์ 12 รายที่วิเคราะห์หุ้น TCAP มีโบรกเกอร์ 8 รายแนะนำ “ซื้อ” TCAP ราคาที่เหมาะสม 55-65 บาท โบรกเกอร์ 4 รายแนะนำ “ถือ” ให้ราคาเหมาะสม 51-55 บาท
บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียล กรุ๊ปฯ หรือ TISCO มีกำไรเติบโต 14% โดยมีกำไรสุทธิ 1,709 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 2.14 บาท ในจำนวนโบรกเกอร์ 13 รายที่ให้ความเห็นต่อหุ้น TISCO มีโบรกเกอร์ 11 รายแนะนำ “ซื้อ” TISCO ให้ราคาเป้าหมาย 96-103 บาท มี 2 รายแนะนำ “ถือ” ให้ราคาเหมาะสม 90-96 บาท มีโบรกเกอร์ 1 รายแนะนำ “ขาย” ให้ราคาเหมาะสม 65 บาท
ธนาคารกรุงเทพ หรือ BBL กำไรเติบโตเท่ากับ TISCO 14% โดยมีกำไรสุทธิ 9,194 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 4.82 บาท โบรกเกอร์ 8 รายแนะนำ “ซื้อ” BBL ให้ราคาเหมาะสมในช่วง 207-260 บาท
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา หรือ BAY มีกำไรสุทธิ 6,273 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 0.85 บาท เติบโต 7% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน บล.ฟิลลิปฯ และ บล.เอเชียเวลท์ฯ แนะนำ “ซื้อ” BAY ให้ราคาเป้าหมาย 47 บาท และ 46 บาทตามลำดับ บล.ไทยพาณิชย์ และ บล.เอเซียพลัสฯ แนะนำ “ถือ” BAY ให้ราคาเหมาะสม 43 บาทและ 42 บาทตามลำดับ
ลำดับถัดไปจะเป็นธนาคารพาณิชย์ที่กำไรลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2560 โดยธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB มีกำไรสุทธิลดลง 7% โดยมีกำไรสุทธิ 11,111 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 3.27 บาท โบรกเกอร์ 5 รายแนะนำ “ซื้อ” SCB ให้ราคาเหมาะสม 145-155 บาท โบรกเกอร์ 3 รายแนะนำ “ถือ” ให้ราคาเหมาะสม 132-138 บาท
ธนาคารทหารไทย หรือ TMB มีกำไรลดลง 13% โดยมีกำไรสุทธิ 2,026 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 0.0462 บาท โบรกเกอร์ 5 รายแนะนำ “ซื้อ” TMB ให้ราคาเหมาะสม 2.60-2.98 บาท โบรกเกอร์ 2 รายแนะนำ “ถือ” ให้ราคาเหมาะสม 2.50-2.65 บาท
ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย CIMBT มีกำไรสุทธิลดลงจำนวนมากที่สุดถึง 46% จากไตรมาส 2/2560 มีกำไรสุทธิ 357 ล้านบาทลดลงเหลือกำไรสุทธิ 191 ล้านบาทในไตรมาส 2/2561 และกำไรต่อหุ้น 0.01 บาท หุ้น CIMBT มีมูลค่าการซื้อขายประมาณ 1 ล้านบาทต่อวัน ไม่มีบทวิเคราะห์จากโบรกเกอร์ ราคาหุ้น CIMBT อยู่ที่ประมาณ 0.88-0.90 บาท ราคาต่อกำไรต่อหุ้น หรือ P/E 62 เท่า
TMB มีผลการดำเนินงานที่ลดลง 13% นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TMB ระบุว่าแนวโน้มความต้องการสินเชื่อยังไม่กลับมามากนัก โดย 2 ไตรมาสที่ผ่านมาสินเชื่อเติบโตไม่มากตามที่ตลาดคาดไว้ สาเหตุจากธุรกิจขนาดกลางขนาดเล็กยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควร แม้ TMB จะมีการขยายตัวเพิ่มจากเดิมติดลบในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่รายใหญ่ขยายตัวบางอุตสาหกรรมและรายย่อยที่ธนาคารต้องระมัดระวังจากคำเตือนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)เรื่องหนี้ครัวเรือนที่มาจากการใช้จ่ายเพื่ออุปโภคบริโภคแตกต่างจากต่างประเทศที่เป็นภาระหนี้จากที่อยู่อาศัย
“สภาพคล่องของแบงก์ถูกปล่อยกู้ในสินเชื่อรายใหญ่ สินเชื่อบ้านและลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ หรือ NIM แคบต่อเนื่องมา 1-2 ปีแล้ว”
หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL ปัจจุบันทรงๆ แต่ต้องระมัดระวังในกลุ่มหนี้จัดชั้นที่กล่าวถึงเป็นพิเศษ(SM)ที่ยังอยู่ในอาการยื้อ หากยื้อต่อไม่ไหวจะไหลเป็น NPL ในที่สุด
หน้า 17 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับ 3,385 วันที่ 22-25 กรกฎาคม 2561
ธนาคารพาณิชย์ประกาศผลประกอบการในไตรมาส 2/2561 มีกำไร 53,541 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 45,702 ล้านบาทในไตรมาส 2/2560 จำนวน 7,839 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 17% ซึ่งถือว่าออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ แม้รายได้จากค่าธรรมเนียมลดลง แต่จากการปรับตัวลดต้นทุนการดำเนินงานทำให้ชดเชยกับรายได้ที่ลดลง ธนาคารหลายแห่งกำไรเพิ่มขึ้นอย่างน่าสนใจ ทำให้ราคาหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นในปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา “ฐานเศรษฐกิจ” ได้รวบรวมผลประกอบการธนาคารพาณิชย์ และมุมมองของโบรกเกอร์ต่อหุ้นแต่ละตัว
ธนาคารกรุงไทย หรือ KTB มีผลการดำเนินงานเพิ่มขึ้นมากที่สุด ในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ กำไรเพิ่มขึ้น 139% เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิ 7,712 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 0.55 บาท บล.ฟิลลิปฯ และบล.ไทยพาณิชย์ฯ แนะนำ “ซื้อ” KTB ให้ราคาเป้าหมาย 19.40 และ 23 บาท ตามลำดับ
ธนาคารเกียรตินาคิน หรือ KKP มีผลงานเติบโต 31% โดยมีกำไรสุทธิ 1,551 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 1.83 บาท บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ฯ และบล.ฟิลลิปฯ แนะนำ “ซื้อ” KKP ให้ราคาเป้าหมาย 86 บาทและ 82 บาท ตามลำดับ
บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ปฯ หรือ LHFG เติบโต 31% เท่ากับ KKP มีกำไรสุทธิ 806 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 0.038 บาท บล.เอเซียพลัสฯ และบล.ฟิลลิปฯ แนะนำ “ซื้อ” LHFG ให้ราคาเป้าหมาย 1.70 บาทและ 1.84 บาท ตามลำดับ บล.ไทยพาณิชย์ฯ แนะนำ “ถือ” ให้ราคาเหมาะสม 1.55 บาท
บริษัท ทุนธนชาตฯ หรือ TCAP เติบโตเท่ากับ KBANK ในอัตรา 22% เช่นกัน มีกำไรสุทธิ 2,051 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 1.76 บาท ในจำนวนโบรกเกอร์ 12 รายที่วิเคราะห์หุ้น TCAP มีโบรกเกอร์ 8 รายแนะนำ “ซื้อ” TCAP ราคาที่เหมาะสม 55-65 บาท โบรกเกอร์ 4 รายแนะนำ “ถือ” ให้ราคาเหมาะสม 51-55 บาท
บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียล กรุ๊ปฯ หรือ TISCO มีกำไรเติบโต 14% โดยมีกำไรสุทธิ 1,709 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 2.14 บาท ในจำนวนโบรกเกอร์ 13 รายที่ให้ความเห็นต่อหุ้น TISCO มีโบรกเกอร์ 11 รายแนะนำ “ซื้อ” TISCO ให้ราคาเป้าหมาย 96-103 บาท มี 2 รายแนะนำ “ถือ” ให้ราคาเหมาะสม 90-96 บาท มีโบรกเกอร์ 1 รายแนะนำ “ขาย” ให้ราคาเหมาะสม 65 บาท
ธนาคารกรุงเทพ หรือ BBL กำไรเติบโตเท่ากับ TISCO 14% โดยมีกำไรสุทธิ 9,194 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 4.82 บาท โบรกเกอร์ 8 รายแนะนำ “ซื้อ” BBL ให้ราคาเหมาะสมในช่วง 207-260 บาท
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา หรือ BAY มีกำไรสุทธิ 6,273 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 0.85 บาท เติบโต 7% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน บล.ฟิลลิปฯ และ บล.เอเชียเวลท์ฯ แนะนำ “ซื้อ” BAY ให้ราคาเป้าหมาย 47 บาท และ 46 บาทตามลำดับ บล.ไทยพาณิชย์ และ บล.เอเซียพลัสฯ แนะนำ “ถือ” BAY ให้ราคาเหมาะสม 43 บาทและ 42 บาทตามลำดับ
ลำดับถัดไปจะเป็นธนาคารพาณิชย์ที่กำไรลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2560 โดยธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB มีกำไรสุทธิลดลง 7% โดยมีกำไรสุทธิ 11,111 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 3.27 บาท โบรกเกอร์ 5 รายแนะนำ “ซื้อ” SCB ให้ราคาเหมาะสม 145-155 บาท โบรกเกอร์ 3 รายแนะนำ “ถือ” ให้ราคาเหมาะสม 132-138 บาท
ธนาคารทหารไทย หรือ TMB มีกำไรลดลง 13% โดยมีกำไรสุทธิ 2,026 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 0.0462 บาท โบรกเกอร์ 5 รายแนะนำ “ซื้อ” TMB ให้ราคาเหมาะสม 2.60-2.98 บาท โบรกเกอร์ 2 รายแนะนำ “ถือ” ให้ราคาเหมาะสม 2.50-2.65 บาท
ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย CIMBT มีกำไรสุทธิลดลงจำนวนมากที่สุดถึง 46% จากไตรมาส 2/2560 มีกำไรสุทธิ 357 ล้านบาทลดลงเหลือกำไรสุทธิ 191 ล้านบาทในไตรมาส 2/2561 และกำไรต่อหุ้น 0.01 บาท หุ้น CIMBT มีมูลค่าการซื้อขายประมาณ 1 ล้านบาทต่อวัน ไม่มีบทวิเคราะห์จากโบรกเกอร์ ราคาหุ้น CIMBT อยู่ที่ประมาณ 0.88-0.90 บาท ราคาต่อกำไรต่อหุ้น หรือ P/E 62 เท่า
TMB มีผลการดำเนินงานที่ลดลง 13% นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TMB ระบุว่าแนวโน้มความต้องการสินเชื่อยังไม่กลับมามากนัก โดย 2 ไตรมาสที่ผ่านมาสินเชื่อเติบโตไม่มากตามที่ตลาดคาดไว้ สาเหตุจากธุรกิจขนาดกลางขนาดเล็กยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควร แม้ TMB จะมีการขยายตัวเพิ่มจากเดิมติดลบในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่รายใหญ่ขยายตัวบางอุตสาหกรรมและรายย่อยที่ธนาคารต้องระมัดระวังจากคำเตือนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)เรื่องหนี้ครัวเรือนที่มาจากการใช้จ่ายเพื่ออุปโภคบริโภคแตกต่างจากต่างประเทศที่เป็นภาระหนี้จากที่อยู่อาศัย
“สภาพคล่องของแบงก์ถูกปล่อยกู้ในสินเชื่อรายใหญ่ สินเชื่อบ้านและลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ หรือ NIM แคบต่อเนื่องมา 1-2 ปีแล้ว”
หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL ปัจจุบันทรงๆ แต่ต้องระมัดระวังในกลุ่มหนี้จัดชั้นที่กล่าวถึงเป็นพิเศษ(SM)ที่ยังอยู่ในอาการยื้อ หากยื้อต่อไม่ไหวจะไหลเป็น NPL ในที่สุด
หน้า 17 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับ 3,385 วันที่ 22-25 กรกฎาคม 2561






