
PTTEP งบ Q3 ขาดทุน 8.6 พันล้าน เหตุขาดทุนด้อยค่า 'มาเรียนา'
ปตท.สผ. ไตรมาส 3 ขาดทุนสุทธิ 8,681 ล้านบาท พลิกจากงวดปีก่อนกำไรสุทธิ 5,446 ล้านบาท เหตุปรับแผนพัฒนาโครงการมาเรียนา ออยล์ แซนด์ บันทึกขาดทุนด้อยค่า ฉุดผลงาน ขณะที่ยอดขาย รายได้เติบโต
บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP แจ้งผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปี 2560 บริษัทและบริษัทย่อยขาดทุนสุทธิ 8,681.60 ล้านบาท ขาดทุนต่อหุ้น 2.42 บาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนกำไรสุทธิ 5,446.27 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 1.33 บาท
ส่วน 9 เดือน ปี 2560 กำไรสุทธิ 11,138.15 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 2.26 บาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนกำไรสุทธิ 13,732.09 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 3.13 บาท
บริษัทชี้แจงว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ผลประกอบการหลักเป็นไปตามแผนที่วางไว้ โดยปัจจัยหลักทั้งด้านปริมาณการขาย ราคาขายและต้นทุนปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาส 2 ปี 2560 สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานเพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตและรักษาต้นทุนการผลิตในระดับต่ำ เป็นผลให้บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานตามปกติสูงขึ้นจากไตรมาส 2 กว่า 30%
อย่างไรก็ตามบริษัทได้มีการปรับแผนการพัฒนาโครงการมาเรียนา ออยล์ แซนด์ ประเทศแคนาดา ทำให้บริษัทต้องรับรู้ขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ตามมาตรฐานบัญชีจำนวน 558 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งไม่กระทบเงินสดในมือและกระแสเงินสดของบริษัท
ในส่วนของกลยุทธ์บริษัทให้ความสำคัญกับการรักษาระดับการผลิตและต้นทุนการผลิตให้เป็นไปตามแผน มุ่งมั่นในการเข้าร่วมประมูลแหล่งสัมปทานในอ่าวไทยที่กำลังจะหมดอายุ เร่งรัดโครงการที่อยู่ระหว่างการตัดสินใจขั้นสุดท้าย โดยเฉพาะโครงการโมซัมบิก โรวูมา ออฟชอร์ แอเรีย วัน ที่มีความคืบหน้าในด้านการเจรจาสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ระยะยาวกับผู้ซื้อ รวมถึงแสวงหาโอกาสลงทุนเพิ่มเติมทั้งการเข้าซื้อทรัพย์สินในธุรกิจต้นน้ำและธุรกิจ LNG ครบวงจร เพื่อเพิ่มปริมาณสำรองปิโตรเลียมและรองรับการเติบโตของบริษัททั้งในระยะสั้นและระยะยาว
งวดไตรมาส 3 ปี 2560 ขาดทุนเมื่อเทียบไตรมาสก่อนหน้า สาเหตุจาก 1) การรับรู้ขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ของโครงการมาเรียนา ออยล์ แซนด์ จำนวน 558 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 2) ค่าเสื่อมราคา ค่าสูญสิ้น และค่าตัดจำหน่ายเพิ่มขึ้นจำนวน 32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากปริมาณการขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น โดยหลักมาจากโครงการพีทีทีอีพี ออสตราเลเซีย ในขณะที่ 3) รายได้ค่าขายเพิ่มขึ้นจานวน 89 ล้านดอลลาร์สหัฐโดยหลักมาจากปริมาณขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น
ในไตรมาส 3 บริษัทมีรายได้จากการขายสูงขึ้นกว่าร้อยละ 9 มาอยู่ที่ 1,064 ล้านดอลลาร์ สรอ. เมื่อเทียบกับ 975 ล้านดอลลาร์ สรอ. ในไตรมาสก่อนหน้า โดยหลักเป็นผลมาจากปริมาณการขายเฉลี่ยที่สูงขึ้นจาก 281,435 บาร์เรลต่อวันในไตรมาส 2/59 เป็น 298,139 บาร์เรลเทียบเท่าน้ามันดิบต่อวันในไตรมาส 3 อีกทั้งปริมาณการขายในไตรมาสนี้ยังสูงกว่าประมาณการเดิมที่บริษัทคาดการณ์ไว้ที่ประมาณ 290,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ซึ่งการปรับตัวสูงขึ้นดังกล่าวมาจากการเพิ่มการผลิตของโครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซียตามที่ผู้ซื้อในประเทศมาเลเซียสามารถกลับมารับก๊าซธรรมชาติได้ตามปกติ แผนงานการปิดซ่อมบารุงที่ลดลงโดยหลักจากโครงการบงกช ปริมาณการขายน้ำมันดิบที่สูงขึ้นของแหล่งมอนทาราในออสเตรเลีย รวมถึงความสำเร็จในการเพิ่มปริมาณการผลิตคอนเดนเสทของโครงการในอ่าวไทย
สำหรับแนวโน้มราคาน้ำมันดิบในไตรมาสสุดท้ายของปี บริษัทมองว่าราคาน้ำมันดิบดูไบจะอยู่ในระดับประมาณ 55 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับราคาน้ำมันดิบในช่วงปลายไตรมาส
นอกจากนี้บริษัทพยายามรักษาระดับการผลิตของโครงการในประเทศไทย โดยคาดว่าปริมาณการขายเฉลี่ยทั้งปี 2560 จะอยู่ที่ประมาณ 300,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ามันดิบต่อวัน ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าปริมาณการขายในไตรมาส 4 จะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3 อันเป็นผลมาจากแนวโน้มที่ดีขึ้นของการขายก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยและแนวทางการเพิ่มการผลิตคอนเดนเสทจากโครงการในอ่าวไทยและน้ำมันดิบในโครงการเอส 1 คาดว่าราคาก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยของปี 2560 จะอยู่ที่ประมาณ 5.6 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู เป็นผลจากการปรับตัวของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก (บนสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีที่ 52 ดอลลาร์สหัฐต่อบาร์เรล) โดยบริษัทคาดว่าจะสามารถรักษาต้นทุนต่อหน่วยในระดับต่ำได้ที่ประมาณ 29 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นไปตามการคาดการณ์เดิม
บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP แจ้งผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปี 2560 บริษัทและบริษัทย่อยขาดทุนสุทธิ 8,681.60 ล้านบาท ขาดทุนต่อหุ้น 2.42 บาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนกำไรสุทธิ 5,446.27 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 1.33 บาท
ส่วน 9 เดือน ปี 2560 กำไรสุทธิ 11,138.15 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 2.26 บาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนกำไรสุทธิ 13,732.09 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 3.13 บาท
บริษัทชี้แจงว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ผลประกอบการหลักเป็นไปตามแผนที่วางไว้ โดยปัจจัยหลักทั้งด้านปริมาณการขาย ราคาขายและต้นทุนปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาส 2 ปี 2560 สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานเพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตและรักษาต้นทุนการผลิตในระดับต่ำ เป็นผลให้บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานตามปกติสูงขึ้นจากไตรมาส 2 กว่า 30%
อย่างไรก็ตามบริษัทได้มีการปรับแผนการพัฒนาโครงการมาเรียนา ออยล์ แซนด์ ประเทศแคนาดา ทำให้บริษัทต้องรับรู้ขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ตามมาตรฐานบัญชีจำนวน 558 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งไม่กระทบเงินสดในมือและกระแสเงินสดของบริษัท
ในส่วนของกลยุทธ์บริษัทให้ความสำคัญกับการรักษาระดับการผลิตและต้นทุนการผลิตให้เป็นไปตามแผน มุ่งมั่นในการเข้าร่วมประมูลแหล่งสัมปทานในอ่าวไทยที่กำลังจะหมดอายุ เร่งรัดโครงการที่อยู่ระหว่างการตัดสินใจขั้นสุดท้าย โดยเฉพาะโครงการโมซัมบิก โรวูมา ออฟชอร์ แอเรีย วัน ที่มีความคืบหน้าในด้านการเจรจาสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ระยะยาวกับผู้ซื้อ รวมถึงแสวงหาโอกาสลงทุนเพิ่มเติมทั้งการเข้าซื้อทรัพย์สินในธุรกิจต้นน้ำและธุรกิจ LNG ครบวงจร เพื่อเพิ่มปริมาณสำรองปิโตรเลียมและรองรับการเติบโตของบริษัททั้งในระยะสั้นและระยะยาว
งวดไตรมาส 3 ปี 2560 ขาดทุนเมื่อเทียบไตรมาสก่อนหน้า สาเหตุจาก 1) การรับรู้ขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ของโครงการมาเรียนา ออยล์ แซนด์ จำนวน 558 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 2) ค่าเสื่อมราคา ค่าสูญสิ้น และค่าตัดจำหน่ายเพิ่มขึ้นจำนวน 32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากปริมาณการขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น โดยหลักมาจากโครงการพีทีทีอีพี ออสตราเลเซีย ในขณะที่ 3) รายได้ค่าขายเพิ่มขึ้นจานวน 89 ล้านดอลลาร์สหัฐโดยหลักมาจากปริมาณขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น
ในไตรมาส 3 บริษัทมีรายได้จากการขายสูงขึ้นกว่าร้อยละ 9 มาอยู่ที่ 1,064 ล้านดอลลาร์ สรอ. เมื่อเทียบกับ 975 ล้านดอลลาร์ สรอ. ในไตรมาสก่อนหน้า โดยหลักเป็นผลมาจากปริมาณการขายเฉลี่ยที่สูงขึ้นจาก 281,435 บาร์เรลต่อวันในไตรมาส 2/59 เป็น 298,139 บาร์เรลเทียบเท่าน้ามันดิบต่อวันในไตรมาส 3 อีกทั้งปริมาณการขายในไตรมาสนี้ยังสูงกว่าประมาณการเดิมที่บริษัทคาดการณ์ไว้ที่ประมาณ 290,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ซึ่งการปรับตัวสูงขึ้นดังกล่าวมาจากการเพิ่มการผลิตของโครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซียตามที่ผู้ซื้อในประเทศมาเลเซียสามารถกลับมารับก๊าซธรรมชาติได้ตามปกติ แผนงานการปิดซ่อมบารุงที่ลดลงโดยหลักจากโครงการบงกช ปริมาณการขายน้ำมันดิบที่สูงขึ้นของแหล่งมอนทาราในออสเตรเลีย รวมถึงความสำเร็จในการเพิ่มปริมาณการผลิตคอนเดนเสทของโครงการในอ่าวไทย
สำหรับแนวโน้มราคาน้ำมันดิบในไตรมาสสุดท้ายของปี บริษัทมองว่าราคาน้ำมันดิบดูไบจะอยู่ในระดับประมาณ 55 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับราคาน้ำมันดิบในช่วงปลายไตรมาส
นอกจากนี้บริษัทพยายามรักษาระดับการผลิตของโครงการในประเทศไทย โดยคาดว่าปริมาณการขายเฉลี่ยทั้งปี 2560 จะอยู่ที่ประมาณ 300,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ามันดิบต่อวัน ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าปริมาณการขายในไตรมาส 4 จะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3 อันเป็นผลมาจากแนวโน้มที่ดีขึ้นของการขายก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยและแนวทางการเพิ่มการผลิตคอนเดนเสทจากโครงการในอ่าวไทยและน้ำมันดิบในโครงการเอส 1 คาดว่าราคาก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยของปี 2560 จะอยู่ที่ประมาณ 5.6 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู เป็นผลจากการปรับตัวของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก (บนสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีที่ 52 ดอลลาร์สหัฐต่อบาร์เรล) โดยบริษัทคาดว่าจะสามารถรักษาต้นทุนต่อหน่วยในระดับต่ำได้ที่ประมาณ 29 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นไปตามการคาดการณ์เดิม






