
วิชัย”ตั้งธงปลดเอสพี“ไอเฟค”เร็วที่สุด
“วิชัย” ระบุ ไอเฟคเร่งปลดเอสพีให้เร็วที่สุด ควบคู่แก้หนี้ต่อเนื่อง ล่าสุดเจ้าหนี้หลายรายยอมยืดหนี้กว่า 1,000 ล้านเดินหน้าปิดงบการเงินปี59 ลุยขับเคลื่อนธุรกิจโรงไฟฟ้าทดแทนคู่ขนานตามแผนงานที่วางไว้ เพื่อสร้างรายได้ ดันธุรกิจมีกำไร
นายวิชัย ถาวรวัฒนยงค์ ประธานกรรมการ บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีส เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือIFEC เปิดเผยถึงแนวทางการปลดเครื่องหมาย SP และแผนการผลักดันธุรกิจของบริษัทจากนี้ไปว่า บริษัทต้องเร่งแก้ไขปัญหาหนี้ โดยมีแผนในการแก้หนี้ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
โดยขณะนี้บริษัทได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้มาอย่างต่อเนื่อง ได้เจรจากับเจ้าหนี้ และมีการยืดหนี้ไปแล้วกว่า 1,000 ล้านบาท เดือนมีนาคมที่ผ่านมาเราโรโอเวอร์ได้เกือบหมด ได้แก่ บลจ.ยูโอบี บลจ.ซีไอเอ็มบี ซึ่งบริษัทได้แจ้งและเปิดเผยข้อมูลความคืบหน้าดังกล่าวผ่านตลาดหลักทรัพย์ นักลงทุนได้รับทราบแล้ว
“หนี้ตั๋วบีอีของบริษัทกว่า 3,000 ล้านบาท ตอนนี้เจ้าหนี้บริษัทเข้าใจสถานการณ์บริษัทดีขึ้น การเจรจาประนอมหนี้ก็เป็นที่น่าพอใจ และเจ้าหนี้เองก็ไม่ต้องการที่จะให้หุ้นของบริษัทต้องเข้าไปอยู่ในกลุ่มรีแฮบโก้”
สำหรับภาระหนี้ของไอเฟค ณ วันที่ 19 เมษายน 2560 บริษัทมีภาระหนี้ของตั๋วบีอีจำนวน 3,066 ล้านบาท และภาระหนี้อื่นๆอีก 3,000 ล้านบาท โดยมีนายฉัตรณรงค์ ฉัตรภูติ กรรมการบริษัท ทำหน้าที่เป็นตัวแทนคณะกรรมการในการแก้ไขปัญหาหนี้ดังกล่าว
นายวิชัย กล่าวต่อว่า ในส่วนของการปิดงบการเงินของบริษัทปี 2559 และงบการเงินไตรมาสแรก ปี 2560 บริษัทคาดจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด และจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้
โดยทิศทางการดำเนินงานของบริษัทนั้น โอกาสทางธุรกิจของไอเฟคมีมูลค่ามหาศาล สำหรับโครงการใหม่ๆ ระหว่างนี้มีการหารือกับพันธมิตรต่างประเทศ และในประเทศ ซึ่งมีหลายแห่งให้ความสนใจมาโดยตลอด และการดำเนินธุรกิจของไอเฟคได้ทำควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาต่างๆ ตลอดเวลา
ในส่วนของธุรกิจโซลาร์ฟาร์ม หรือธุรกิจโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งพื้นดินสำหรับหน่วยงานราชการละสหกรณ์การเกษตรพ.ศ. 2560 หรือโซลาร์ฟาร์มกลุ่มราชการ และสหกรณ์การเกษตร ซึ่ง ไอเฟค เป็นบริษัทที่มีศักยภาพในการเข้าร่วมการคัดเลือก โดยภายในสิ้นเดือนนี้ ไอเฟค มีแผนเข้าร่วมการคัดเลือกโครงการดังกล่าว1 แห่ง อีกทั้งยังมีแผนที่จะรุกธุรกิจโซลาร์ฟาร์มในกลุ่มซีแอลเอ็มวีอีกด้วย ส่วนธุรกิจพลังงานไฟฟ้าจากขยะยังคงเดินหน้าต่อ
อย่างไรก็ตาม ไอเฟค ได้วางวิชั่นระยะกลางและยาว เข้าสู่ยุค 4.0 หรือเรียกว่า “พลังงาน 4.0” ซึ่งเป็นยุคที่พลังงานจะผสานเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ และสอดคล้องกับแน้วโน้มพัฒนาเมืองอัฉริยะ (Smart City) ที่ทุกประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย กำลังมุ่งมั่นพัฒนาขณะนี้ ซึ่งรัฐบาลวางแผนดำเนินการที่ จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดภูเก็ต”
“ไอเฟค มีความพร้อมเข้าสู่ธุรกิจอุตสาหกรรม ที่รองรับ Smart City โดยวางแผนเข้าสู่โครงการ Smart Grid ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัฉริยะ ซึ่งเป็นการปรับความสมดุลการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งมิเตอร์ไฟฟ้า มิเตอร์น้ำประปา เป็นต้น อนาคตประเทศไทยจะใช้พลังงานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งรัฐบาลกำลังสนับสนุน ดังนั้นหน่วยธุรกิจที่จะมารองรับความต้องการนี้ จะเติบโตขึ้นอีกมาก”
ส่วนการประชุมคณะกรรมการในวันที่ 11 พฤษภาคมที่จะถึงนี้ คณะกรรมการบริษัทมีความมุ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า นายทวิช เตชะนาวากุล ในฐานะกรรมการบริษัท จะให้ความร่วมมือแก่บริษัท ในการเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการในวันดังกล่าว เนื่องจากจะได้ร่วมกันผลักดันแผนงานต่างๆ ของไอเฟค ให้เดินหน้าต่อไป เป้าหมายเพื่อผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นทุกคน
นายวิชัย ถาวรวัฒนยงค์ ประธานกรรมการ บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีส เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือIFEC เปิดเผยถึงแนวทางการปลดเครื่องหมาย SP และแผนการผลักดันธุรกิจของบริษัทจากนี้ไปว่า บริษัทต้องเร่งแก้ไขปัญหาหนี้ โดยมีแผนในการแก้หนี้ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
โดยขณะนี้บริษัทได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้มาอย่างต่อเนื่อง ได้เจรจากับเจ้าหนี้ และมีการยืดหนี้ไปแล้วกว่า 1,000 ล้านบาท เดือนมีนาคมที่ผ่านมาเราโรโอเวอร์ได้เกือบหมด ได้แก่ บลจ.ยูโอบี บลจ.ซีไอเอ็มบี ซึ่งบริษัทได้แจ้งและเปิดเผยข้อมูลความคืบหน้าดังกล่าวผ่านตลาดหลักทรัพย์ นักลงทุนได้รับทราบแล้ว
“หนี้ตั๋วบีอีของบริษัทกว่า 3,000 ล้านบาท ตอนนี้เจ้าหนี้บริษัทเข้าใจสถานการณ์บริษัทดีขึ้น การเจรจาประนอมหนี้ก็เป็นที่น่าพอใจ และเจ้าหนี้เองก็ไม่ต้องการที่จะให้หุ้นของบริษัทต้องเข้าไปอยู่ในกลุ่มรีแฮบโก้”
สำหรับภาระหนี้ของไอเฟค ณ วันที่ 19 เมษายน 2560 บริษัทมีภาระหนี้ของตั๋วบีอีจำนวน 3,066 ล้านบาท และภาระหนี้อื่นๆอีก 3,000 ล้านบาท โดยมีนายฉัตรณรงค์ ฉัตรภูติ กรรมการบริษัท ทำหน้าที่เป็นตัวแทนคณะกรรมการในการแก้ไขปัญหาหนี้ดังกล่าว
นายวิชัย กล่าวต่อว่า ในส่วนของการปิดงบการเงินของบริษัทปี 2559 และงบการเงินไตรมาสแรก ปี 2560 บริษัทคาดจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด และจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้
โดยทิศทางการดำเนินงานของบริษัทนั้น โอกาสทางธุรกิจของไอเฟคมีมูลค่ามหาศาล สำหรับโครงการใหม่ๆ ระหว่างนี้มีการหารือกับพันธมิตรต่างประเทศ และในประเทศ ซึ่งมีหลายแห่งให้ความสนใจมาโดยตลอด และการดำเนินธุรกิจของไอเฟคได้ทำควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาต่างๆ ตลอดเวลา
ในส่วนของธุรกิจโซลาร์ฟาร์ม หรือธุรกิจโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งพื้นดินสำหรับหน่วยงานราชการละสหกรณ์การเกษตรพ.ศ. 2560 หรือโซลาร์ฟาร์มกลุ่มราชการ และสหกรณ์การเกษตร ซึ่ง ไอเฟค เป็นบริษัทที่มีศักยภาพในการเข้าร่วมการคัดเลือก โดยภายในสิ้นเดือนนี้ ไอเฟค มีแผนเข้าร่วมการคัดเลือกโครงการดังกล่าว1 แห่ง อีกทั้งยังมีแผนที่จะรุกธุรกิจโซลาร์ฟาร์มในกลุ่มซีแอลเอ็มวีอีกด้วย ส่วนธุรกิจพลังงานไฟฟ้าจากขยะยังคงเดินหน้าต่อ
อย่างไรก็ตาม ไอเฟค ได้วางวิชั่นระยะกลางและยาว เข้าสู่ยุค 4.0 หรือเรียกว่า “พลังงาน 4.0” ซึ่งเป็นยุคที่พลังงานจะผสานเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ และสอดคล้องกับแน้วโน้มพัฒนาเมืองอัฉริยะ (Smart City) ที่ทุกประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย กำลังมุ่งมั่นพัฒนาขณะนี้ ซึ่งรัฐบาลวางแผนดำเนินการที่ จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดภูเก็ต”
“ไอเฟค มีความพร้อมเข้าสู่ธุรกิจอุตสาหกรรม ที่รองรับ Smart City โดยวางแผนเข้าสู่โครงการ Smart Grid ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัฉริยะ ซึ่งเป็นการปรับความสมดุลการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งมิเตอร์ไฟฟ้า มิเตอร์น้ำประปา เป็นต้น อนาคตประเทศไทยจะใช้พลังงานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งรัฐบาลกำลังสนับสนุน ดังนั้นหน่วยธุรกิจที่จะมารองรับความต้องการนี้ จะเติบโตขึ้นอีกมาก”
ส่วนการประชุมคณะกรรมการในวันที่ 11 พฤษภาคมที่จะถึงนี้ คณะกรรมการบริษัทมีความมุ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า นายทวิช เตชะนาวากุล ในฐานะกรรมการบริษัท จะให้ความร่วมมือแก่บริษัท ในการเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการในวันดังกล่าว เนื่องจากจะได้ร่วมกันผลักดันแผนงานต่างๆ ของไอเฟค ให้เดินหน้าต่อไป เป้าหมายเพื่อผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นทุกคน






