
KTBST มองหุ้นผันผวนกังวลเงินไหลออกหวั่นเฟดขึ้นดอกเบี้ยเดือนมิ.ย.
KTBST ประเมินตลาดหุ้นสัปดาห์นี้แนวโน้มดีหลังผลเลือกตั้งฝรั่งเศสตามคาด แต่ตลาดกังวลเงินไหลออกตลาดเกิดใหม่ เฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยเดือนมิ.ย. แนะชะลอลงทุน
ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ KTBST กล่าวว่า ทิศทางมองตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ (8-12 พ.ค.) มองว่า ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบสอง ที่ผลออกมาตามคาด คือ นาย Emmanuel Macron เป็นผู้ชนะ เท่ากับปัจจัยเสี่ยงของตลาดลดลงไปอีกหนึ่งตัว ทำให้ยุโรปจะเหลือแค่ BRExit และการเลือกตั้งของเยอรมัน ซึ่งยังไม่มีผลต่อตลาดตอนนี้ อีกทั้งผลการเลือกตั้งของฝรั่งเศสอาจเปลี่ยนทรรศนะคติของคนยุโรปที่เคยคิดอยากออกจากอียู ซึ่งตลาดยุโรปและค่าเงินยูโรจะดีจากผลการเลือกตั้งนี้
ขณะที่ความกังวลต่อการไหลออกของเงินทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่อาจสูงขึ้น นอกจากมาจากผลการเลือกตั้งของฝรั่งเศส ส่วนหนึ่งมาจากตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ ที่ดีขึ้นมาก (อัตราการว่างงานลดลงเหลือ 4.4% ต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี) ดันให้ค่าความน่าจะเป็นในการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ Fed (Fed Fund Rate Implies Probabilities) สำหรับการประชุม FOMC 14 มิ.ย. ขึ้นสู่ 98% (วันก่อน 94%)
ส่วนราคาน้ำมันดิบ WTI ปิดวันศุกร์ (5) ที่ 46 เหรียญสหรัฐจากที่ร่วงลงไปแตะ 45 เหรียญสหรัฐในวันก่อนหน้านี้ นักลงทุนยังมีความกังวลต่อการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯที่เพิ่มต่อเนื่องและทำสถิติสูงสุด ที่ 9.29 ล้านบาร์เรล/วันไปแล้ว โดยไม่สนใจที่ผู้ผลิตน้ำมันออกมาย้ำว่าจะลดกำลังการผลิตต่อในการประชุม OPEC 25 พ.ค.นี้ KTBST คาดว่า ด้วยนโยบายของ OPEC และผู้ผลิตน้ำมันรายอื่น ที่ไม่ต้องการให้ราคาน้ำมันตกต่ำลงไปมากกว่า 45 เหรียญสหรัฐ เพราะจะเป็นลบต่อเศรษฐกิจอย่างที่เคยเป็นมา จึงน่าจะมีการทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้ราคาดีดกลับขึ้นไป และตัวช่วยอย่างตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ออกมาดี คาดจะหนุนราคาน้ำมันดิบ ให้กลับขึ้นไปใกล้ 50 เหรียญสหรัฐ ได้ในเวลาไม่นานนัก
ทั้งนี้ปัจจัยในประเทศที่สำคัญๆ จะเป็นงบการเงินไตรมาส 1 หุ้นขนาดใหญ่ (ธนาคาร-โทรศัพท์-พลังงาน-ปิโตรเคมี) ราคาหุ้นน่าจะทยอยรับรู้กำไรไปบ้างแล้วจากการรายงานหรือการทำ Preview ของนักวิเคราะห์ สำหรับหุ้นขนาดกลางหรือเล็ก ที่รายงานผลประกอบการหลายตัวกำไรไม่ค่อยสดใสนัก การเก็งกำไรต่อผลประกอบการมีน้อยกว่าไตรมาสที่ผ่านๆมา
ด้านข่าวเรื่อง PTTEP-PTT ถูกทางการอินโดนีเซียยื่นฟ้องต่อศาลของประเทศอินโดนีเซีย ไปเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (3) โดยเรียกร้องค่าเสียหาย 27.5 ล้านล้านรูเปียส์ (2.1 พันล้านเหรียญ) และมีแผนจะอายัดสินทรัพย์ของ 3 บริษัทที่ยื่นฟ้องไปด้วย อาจมีผลต่อหุ้นที่เกี่ยวข้อง
สำหรับทิศทางตลาดหุ้นในสัปดาห์นี้ (8-12 พ.ค.) ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส จะเป็นผลบวกต่อตลาดทั่วโลกความเสี่ยงลดลง เช่นเดียวกับสถานการณ์ของเกาหลีเหนือที่เริ่มดีขึ้นหลังสหรัฐฯจะใช้เพียงมาตรการ Sanction อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดที่ถูกนักลงทุนต่างประเทศขาย (แต่ซื้อในตลาดเอเชียแห่งอื่น) เป็นปัจจัยถ่วงตลาดหุ้นไว้
นอกจากนี้ ความเสี่ยงที่ยังมีต่อจากสัปดาห์ก่อน คือเรื่องของ Fund Flow ของนักลงทุนต่างประเทศ ที่อาจลดพอร์ตหรือปรับพอร์ต หลังมีโอกาสมากขึ้นที่ Fed จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนหน้า และการเข้ามาเก็งกำไรในผลประกอบการในหุ้นรายตัว จะไม่คึกคักเหมือนไตรมาสก่อนๆ จะมีการลงทุนแบบเลือกลงทุนและซื้อขายสั้นๆมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ดัชนีฯมีลักษณะเป็น sideway ตัวแปรที่ชี้ทิศทางที่สำคัญ คือ นักลงทุนต่างประเทศจะขายหุ้นต่อหรือไม่
"กลยุทธ์การลงทุนแนะนำชะลอดูสถานการณ์ ถ้าดัชนีฯลงมาต่ำกว่า 1,566 ให้ลดพอร์ตลงบ้าง และด้วยสภาพตลาดแบบนี้ (ไม่ขึ้น-ไม่ลง) การเล่นแบบเก็งกำไรช่วงสั้นๆ จะเหมาะกับตลาดแบบนี้ คือ “ลงซื้อ ขึ้นขาย” สำหรับหุ้นที่ KTBST แนะนำลงทุนในสัปดาห์นี้ KKP , MC , UNIQ , ILINK , HANA , INTUCH , MTLS มองกรอบดัชนีในสัปดาห์นี้จะผันผวนในกรอบ 1,550 -1,586 จุด"ดร.วิน กล่าว
ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ KTBST กล่าวว่า ทิศทางมองตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ (8-12 พ.ค.) มองว่า ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบสอง ที่ผลออกมาตามคาด คือ นาย Emmanuel Macron เป็นผู้ชนะ เท่ากับปัจจัยเสี่ยงของตลาดลดลงไปอีกหนึ่งตัว ทำให้ยุโรปจะเหลือแค่ BRExit และการเลือกตั้งของเยอรมัน ซึ่งยังไม่มีผลต่อตลาดตอนนี้ อีกทั้งผลการเลือกตั้งของฝรั่งเศสอาจเปลี่ยนทรรศนะคติของคนยุโรปที่เคยคิดอยากออกจากอียู ซึ่งตลาดยุโรปและค่าเงินยูโรจะดีจากผลการเลือกตั้งนี้
ขณะที่ความกังวลต่อการไหลออกของเงินทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่อาจสูงขึ้น นอกจากมาจากผลการเลือกตั้งของฝรั่งเศส ส่วนหนึ่งมาจากตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ ที่ดีขึ้นมาก (อัตราการว่างงานลดลงเหลือ 4.4% ต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี) ดันให้ค่าความน่าจะเป็นในการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ Fed (Fed Fund Rate Implies Probabilities) สำหรับการประชุม FOMC 14 มิ.ย. ขึ้นสู่ 98% (วันก่อน 94%)
ส่วนราคาน้ำมันดิบ WTI ปิดวันศุกร์ (5) ที่ 46 เหรียญสหรัฐจากที่ร่วงลงไปแตะ 45 เหรียญสหรัฐในวันก่อนหน้านี้ นักลงทุนยังมีความกังวลต่อการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯที่เพิ่มต่อเนื่องและทำสถิติสูงสุด ที่ 9.29 ล้านบาร์เรล/วันไปแล้ว โดยไม่สนใจที่ผู้ผลิตน้ำมันออกมาย้ำว่าจะลดกำลังการผลิตต่อในการประชุม OPEC 25 พ.ค.นี้ KTBST คาดว่า ด้วยนโยบายของ OPEC และผู้ผลิตน้ำมันรายอื่น ที่ไม่ต้องการให้ราคาน้ำมันตกต่ำลงไปมากกว่า 45 เหรียญสหรัฐ เพราะจะเป็นลบต่อเศรษฐกิจอย่างที่เคยเป็นมา จึงน่าจะมีการทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้ราคาดีดกลับขึ้นไป และตัวช่วยอย่างตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ออกมาดี คาดจะหนุนราคาน้ำมันดิบ ให้กลับขึ้นไปใกล้ 50 เหรียญสหรัฐ ได้ในเวลาไม่นานนัก
ทั้งนี้ปัจจัยในประเทศที่สำคัญๆ จะเป็นงบการเงินไตรมาส 1 หุ้นขนาดใหญ่ (ธนาคาร-โทรศัพท์-พลังงาน-ปิโตรเคมี) ราคาหุ้นน่าจะทยอยรับรู้กำไรไปบ้างแล้วจากการรายงานหรือการทำ Preview ของนักวิเคราะห์ สำหรับหุ้นขนาดกลางหรือเล็ก ที่รายงานผลประกอบการหลายตัวกำไรไม่ค่อยสดใสนัก การเก็งกำไรต่อผลประกอบการมีน้อยกว่าไตรมาสที่ผ่านๆมา
ด้านข่าวเรื่อง PTTEP-PTT ถูกทางการอินโดนีเซียยื่นฟ้องต่อศาลของประเทศอินโดนีเซีย ไปเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (3) โดยเรียกร้องค่าเสียหาย 27.5 ล้านล้านรูเปียส์ (2.1 พันล้านเหรียญ) และมีแผนจะอายัดสินทรัพย์ของ 3 บริษัทที่ยื่นฟ้องไปด้วย อาจมีผลต่อหุ้นที่เกี่ยวข้อง
สำหรับทิศทางตลาดหุ้นในสัปดาห์นี้ (8-12 พ.ค.) ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส จะเป็นผลบวกต่อตลาดทั่วโลกความเสี่ยงลดลง เช่นเดียวกับสถานการณ์ของเกาหลีเหนือที่เริ่มดีขึ้นหลังสหรัฐฯจะใช้เพียงมาตรการ Sanction อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดที่ถูกนักลงทุนต่างประเทศขาย (แต่ซื้อในตลาดเอเชียแห่งอื่น) เป็นปัจจัยถ่วงตลาดหุ้นไว้
นอกจากนี้ ความเสี่ยงที่ยังมีต่อจากสัปดาห์ก่อน คือเรื่องของ Fund Flow ของนักลงทุนต่างประเทศ ที่อาจลดพอร์ตหรือปรับพอร์ต หลังมีโอกาสมากขึ้นที่ Fed จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนหน้า และการเข้ามาเก็งกำไรในผลประกอบการในหุ้นรายตัว จะไม่คึกคักเหมือนไตรมาสก่อนๆ จะมีการลงทุนแบบเลือกลงทุนและซื้อขายสั้นๆมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ดัชนีฯมีลักษณะเป็น sideway ตัวแปรที่ชี้ทิศทางที่สำคัญ คือ นักลงทุนต่างประเทศจะขายหุ้นต่อหรือไม่
"กลยุทธ์การลงทุนแนะนำชะลอดูสถานการณ์ ถ้าดัชนีฯลงมาต่ำกว่า 1,566 ให้ลดพอร์ตลงบ้าง และด้วยสภาพตลาดแบบนี้ (ไม่ขึ้น-ไม่ลง) การเล่นแบบเก็งกำไรช่วงสั้นๆ จะเหมาะกับตลาดแบบนี้ คือ “ลงซื้อ ขึ้นขาย” สำหรับหุ้นที่ KTBST แนะนำลงทุนในสัปดาห์นี้ KKP , MC , UNIQ , ILINK , HANA , INTUCH , MTLS มองกรอบดัชนีในสัปดาห์นี้จะผันผวนในกรอบ 1,550 -1,586 จุด"ดร.วิน กล่าว






