
บลจ.เชียร์หุ้นลุ้น1,700จุด ‘กรุงศรี’ชี้พื้นฐานปึ๊ก-ธนชาตแนะหุ้นเติบโตรับศก.ฟื้น
บลจ.มองแนวโน้มหุ้นไทยยังดี “กรุงศรี” แนะเก็บหุ้นลุ้นดัชนี 1,700 จุด ด้านบลจ.ธนชาต เชียร์ลงทุนหุ้นเติบโต รับเศรษฐกิจฟื้น ชู 5 พอร์ตลงทุนตามความระดับความเสี่ยง
นางสุภาพร ลีนะบรรจงประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนตราสารทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงศรีฯกล่าวว่า บริษัทยังมองตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้นสู่ระดับ1,700 จุด มีอัตราส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) 16 เท่า ได้ในปีนี้และหากเกิดสถานการณ์ที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายมองแนวรับแข็งแกร่งอยู่ที่ 1,450 จุดแม้สถานการณ์ในต่างประเทศยังมีความไม่แน่นอนในหลายเรื่องและยังคงต้องติดตามแผนปฏิรูปภาษีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ประธานาธิบดีสหรัฐฯ
“ภาพรวมเศรษฐกิจโลกตอนนี้ยังไปได้ดีเติบโตระดับ 2.3-3% ขณะที่ปัจจัยในประเทศภาครัฐยังมีแผนการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง จึงมองหุ้นไทยที่แกว่งตัวอยู่ระดับนี้ยังเข้าลงทุนได้ เพราะปัจจัยพื้นฐานตลาดไม่ได้เปลี่ยนและเป็นราคาที่ถูกลงจากช่วงต้นปีซึ่งดัชนีขึ้นแตะ 1,590 จุด ดังนั้นเมื่อเทียบตลาดหุ้นภูมิภาคแล้วหุ้นไทยยังน่าลงทุนและหุ้นหลายตัวราคายังถูก”นางสุภาพร กล่าว
นายบุญชัย เกียรติธนาวิทย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.ธนชาต กล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐผ่านจุดที่แย่ไปแล้ว ขณะที่อัตราดอกเบี้ยคงปรับตัวขึ้นไม่แรง ส่วนความกังวลในยุโรปและจีนมองว่าสะท้อนอยู่ในราคาหุ้นแล้ว จึงมองปัจจัยต่างประเทศในตอนนี้ไม่น่ากังวล ยกเว้นจะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงระหว่างประเทศเกิดขึ้น ส่วนปัจจัยในประเทศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเอื้อต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย แม้อาจทำให้ปีนี้จีดีพีเติบโตได้ดีกว่าปีที่ผ่านมาเล็กน้อย แต่หากมีทิศทางชัดเจนต่อเนื่องคาดว่าจะส่งผลให้ปีหน้าจีดีพีเติบโตดีกว่านี้ ส่วนปีนี้คาดการณ์ดัชนีสิ้นปีอยู่ที่ 1,650 จุด
“จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงของการฟื้นตัว จึงแนะนำลงทุนหุ้น Growth Stock ที่มีแนวโน้มการเติบโตสูง ซึ่งจะเติบโตได้ดี ส่วนหุ้นที่เน้นความผันผวนต่ำ อย่างกองทุน Low Beta ของบริษัทอาจให้น้ำหนักลงทุนน้อยกว่าหุ้นเติบโต ยกเว้นแต่ว่านักลงทุนรับความเสี่ยงจากหุ้นไม่ได้มากกองทุนนี้ก็ยังเป็นทางเลือกได้ แต่ผลตอบแทนอาจไม่ได้หวือหวาในช่วงเศรษฐกิจโต”นายบุญชัย กล่าว
สำหรับนักลงทุนที่สนใจสามารถพิจารณาจากพอร์ตการลงทุน ซึ่งบริษัทจัดทำทุก 3 เดือน เพื่อให้แนวทางการลงทุนตามระดับความเสี่ยง 5 กลุ่ม 1.รับความเสี่ยงได้ต่ำ 2.รับความเสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำ 3.รับความเสี่ยงปานกลาง 4.รับความเสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูงและ5.รับความเสี่ยงได้สูง
ด้านภาพรวมการซื้อขายในตลาดหุ้นช่วง 4 เดือนแรก ปี 2560 ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 1.51% โดยนักลงทุนสถาบันในประเทศซื้อสุทธิ 3.53 หมื่นล้านบาท นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 8,093 ล้านบาทและบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ซื้อสุทธิ 3,370 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนในประเทศขายสุทธิ 4.67 หมื่นล้านบาท โดยนักลงทุนสถาบันมีการปรับพอร์ตเปลี่ยนตัวหุ้น โดยขายหุ้นที่มีราคาแพงและเลือกซื้อหุ้นที่มีราคาถูก
อย่างไรก็ตามจากการสำรวจข้อมูลการซื้อขายหุ้นของกองทุนภายใต้การบริหารของบลจ.ในประเทศ ที่ได้รายงานการได้มา/จำหน่ายหลักทรัพย์ของกิจการ (แบบ 246-2) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตั้งต่วันที่ 3 ม.ค.-28 เม.ย.2560 มีจำนวน 20 รายการ โดยพบว่าหุ้นบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ (LPN) มีการแจ้งรายการซื้อขายมากสุด 4 รายการ เมื่อผู้ลงทุนมีการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์ที่ผ่านทุกๆ 5% ของจำนวนหลักทรัพย์ที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด
สำหรับบลจ.อเบอร์ดีน จำหน่ายหุ้น LPN เมื่อวันที่ 30 มี.ค.2560 คิดเป็น 0.04% ส่งผลให้เหลือถือหุ้น 4.99% ขณะที่บลจ.กรุงศรี ขายหุ้น LPN เมื่อวันที่ 11 ม.ค.2560 จำนวน 0.73% เหลือ 4.28% ส่วนบลจ.บัวหลวงได้มาหุ้น LPN เมื่อวันที่ 4 ม.ค.2560 จำนวน 0.14% ถือเพิ่มเป็น 5.13% และวันที่ 25 ม.ค.2560 ขายหุ้น LPN 0.30% เหลือถือหุ้น 4.75%
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,258 วันที่ 4 - 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
นางสุภาพร ลีนะบรรจงประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนตราสารทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงศรีฯกล่าวว่า บริษัทยังมองตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้นสู่ระดับ1,700 จุด มีอัตราส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) 16 เท่า ได้ในปีนี้และหากเกิดสถานการณ์ที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายมองแนวรับแข็งแกร่งอยู่ที่ 1,450 จุดแม้สถานการณ์ในต่างประเทศยังมีความไม่แน่นอนในหลายเรื่องและยังคงต้องติดตามแผนปฏิรูปภาษีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ประธานาธิบดีสหรัฐฯ
“ภาพรวมเศรษฐกิจโลกตอนนี้ยังไปได้ดีเติบโตระดับ 2.3-3% ขณะที่ปัจจัยในประเทศภาครัฐยังมีแผนการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง จึงมองหุ้นไทยที่แกว่งตัวอยู่ระดับนี้ยังเข้าลงทุนได้ เพราะปัจจัยพื้นฐานตลาดไม่ได้เปลี่ยนและเป็นราคาที่ถูกลงจากช่วงต้นปีซึ่งดัชนีขึ้นแตะ 1,590 จุด ดังนั้นเมื่อเทียบตลาดหุ้นภูมิภาคแล้วหุ้นไทยยังน่าลงทุนและหุ้นหลายตัวราคายังถูก”นางสุภาพร กล่าว
นายบุญชัย เกียรติธนาวิทย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.ธนชาต กล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐผ่านจุดที่แย่ไปแล้ว ขณะที่อัตราดอกเบี้ยคงปรับตัวขึ้นไม่แรง ส่วนความกังวลในยุโรปและจีนมองว่าสะท้อนอยู่ในราคาหุ้นแล้ว จึงมองปัจจัยต่างประเทศในตอนนี้ไม่น่ากังวล ยกเว้นจะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงระหว่างประเทศเกิดขึ้น ส่วนปัจจัยในประเทศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเอื้อต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย แม้อาจทำให้ปีนี้จีดีพีเติบโตได้ดีกว่าปีที่ผ่านมาเล็กน้อย แต่หากมีทิศทางชัดเจนต่อเนื่องคาดว่าจะส่งผลให้ปีหน้าจีดีพีเติบโตดีกว่านี้ ส่วนปีนี้คาดการณ์ดัชนีสิ้นปีอยู่ที่ 1,650 จุด
“จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงของการฟื้นตัว จึงแนะนำลงทุนหุ้น Growth Stock ที่มีแนวโน้มการเติบโตสูง ซึ่งจะเติบโตได้ดี ส่วนหุ้นที่เน้นความผันผวนต่ำ อย่างกองทุน Low Beta ของบริษัทอาจให้น้ำหนักลงทุนน้อยกว่าหุ้นเติบโต ยกเว้นแต่ว่านักลงทุนรับความเสี่ยงจากหุ้นไม่ได้มากกองทุนนี้ก็ยังเป็นทางเลือกได้ แต่ผลตอบแทนอาจไม่ได้หวือหวาในช่วงเศรษฐกิจโต”นายบุญชัย กล่าว
สำหรับนักลงทุนที่สนใจสามารถพิจารณาจากพอร์ตการลงทุน ซึ่งบริษัทจัดทำทุก 3 เดือน เพื่อให้แนวทางการลงทุนตามระดับความเสี่ยง 5 กลุ่ม 1.รับความเสี่ยงได้ต่ำ 2.รับความเสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำ 3.รับความเสี่ยงปานกลาง 4.รับความเสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูงและ5.รับความเสี่ยงได้สูง
ด้านภาพรวมการซื้อขายในตลาดหุ้นช่วง 4 เดือนแรก ปี 2560 ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 1.51% โดยนักลงทุนสถาบันในประเทศซื้อสุทธิ 3.53 หมื่นล้านบาท นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 8,093 ล้านบาทและบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ซื้อสุทธิ 3,370 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนในประเทศขายสุทธิ 4.67 หมื่นล้านบาท โดยนักลงทุนสถาบันมีการปรับพอร์ตเปลี่ยนตัวหุ้น โดยขายหุ้นที่มีราคาแพงและเลือกซื้อหุ้นที่มีราคาถูก
อย่างไรก็ตามจากการสำรวจข้อมูลการซื้อขายหุ้นของกองทุนภายใต้การบริหารของบลจ.ในประเทศ ที่ได้รายงานการได้มา/จำหน่ายหลักทรัพย์ของกิจการ (แบบ 246-2) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตั้งต่วันที่ 3 ม.ค.-28 เม.ย.2560 มีจำนวน 20 รายการ โดยพบว่าหุ้นบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ (LPN) มีการแจ้งรายการซื้อขายมากสุด 4 รายการ เมื่อผู้ลงทุนมีการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์ที่ผ่านทุกๆ 5% ของจำนวนหลักทรัพย์ที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด
สำหรับบลจ.อเบอร์ดีน จำหน่ายหุ้น LPN เมื่อวันที่ 30 มี.ค.2560 คิดเป็น 0.04% ส่งผลให้เหลือถือหุ้น 4.99% ขณะที่บลจ.กรุงศรี ขายหุ้น LPN เมื่อวันที่ 11 ม.ค.2560 จำนวน 0.73% เหลือ 4.28% ส่วนบลจ.บัวหลวงได้มาหุ้น LPN เมื่อวันที่ 4 ม.ค.2560 จำนวน 0.14% ถือเพิ่มเป็น 5.13% และวันที่ 25 ม.ค.2560 ขายหุ้น LPN 0.30% เหลือถือหุ้น 4.75%
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,258 วันที่ 4 - 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2560






