thansettakij
thansettakij
ปรับโครงสร้างใหม่ตามตลาดโลก เคาะยกเลิกระบบโควตา ลอยตัวราคานํ้าตาลก.พ.

ปรับโครงสร้างใหม่ตามตลาดโลก เคาะยกเลิกระบบโควตา ลอยตัวราคานํ้าตาลก.พ.

08 ก.พ. 60 | 12:00 น.
อัปเดตล่าสุด :08 ก.พ. 60 | 13:01 น.
ปี2560 ชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลต่างพยากรณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่า จะเป็นอีกปีที่ราคาน้ำตาลทรายไปสู่จังหวะขาขึ้น และทำให้ราคาอ้อยได้อานิสงส์ไปด้วย แต่ขณะเดียวกันก็ถือว่าเป็นปีที่กฎกติกา ของอุตสาหกรรมดังกล่าวในประเทศไทย กำลังเดินไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์โลก

"ฐานเศรษฐกิจ" สัมภาษณ์พิเศษ นายสมศักดิ์ จันทรรวงทอง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย(สอน.)ในฐานะภาครัฐมีความเห็นต่อทิศทางและความคืบหน้าในการเตรียมพร้อมอย่างไรต่อเรื่องเหล่านี้

 อ้อยและน้ำตาลยังดี

เลขาธิการสอน.มองภาพรวมของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลว่า ปีนี้(2560)จะเป็นอีกปีที่อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลรุ่งเรือง โดยวัดได้จาก 3 ปัจจัยหลัก ปัจจัยแรก มาจากที่อ้อยมีราคาดีขึ้นเห็นได้จากมติครม.ที่ก่อนหน้านี้อนุมัติค่าอ้อยขั้นต้น 1,050 บาทต่อตันอ้อย ที่คำนวณจากปัจจัยพื้นฐานที่ดีขึ้น เช่น ราคาการขายน้ำตาลล่วงหน้าโควตาข. (ส่งออกโดยบริษัท อ้อยและน้ำตาลไทยฯ หรืออนท.)ได้ราคาดี จึงนำมาคำนวณทำให้ค่าอ้อยขั้นต้นออกมาดีกว่าปีที่ผ่านมา ตรงนี้จะทำให้ชาวไร่อ้อยมีความมั่นใจมากขึ้น โดยในปีฤดูการผลิตอ้อยและน้ำตาล2560/2561ที่จะเริ่มต้นฤดูการใหม่ในเดือนตุลาคมนี้เป็นต้นไปนั้น จะมีปริมาณอ้อยมากขึ้นกว่าปี 2559/2560 ที่มีปริมาณอ้อยราว 91 ล้านตันอ้อย รอปิดหีบต้นเดือนเมษายนนี้ เพราะราคาอ้อยเป็นที่จูงใจ

ปัจจัยที่ 2 ราคาน้ำตาลในตลาดโลกดีขึ้นกรณีที่อนท.ขายน้ำตาลโควตาข.ในปี2560/2561 ออกไปแล้ว14% หรือราว 1.10 แสนตันน้ำตาล ทำให้มั่นใจว่าแนวโน้มราคาน้ำตาลจะดีต่อเนื่องต่อไปอีก และปัจจัยที่ 3 รัฐบาลให้ความสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพของชาวไร่อ้อยในการพัฒนาเกษตรกร มีการเพิ่มผลผลิตต่อไร เพิ่มค่าความหวาน และมีการพัฒนาพันธุ์อ้อย โดยโรงงานน้ำตาลและชาวไร่อ้อยมีการพัฒนาเป็นเกษตรกรสมัยใหม่ ทำให้อ้อยมีมูลค่าสูงขึ้น และสามารถเพิ่มผลผลิตได้อีกมาก

 ปรับโครงสร้างใหม่ตามโลก

แม้ช่วง2 ปีมานี้ ราคาอ้อยและน้ำตาลยืนอยู่ในแดนบวก แต่อีกด้านภารกิจหลักที่กระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อคือ การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลก โดยให้ความสำคัญกับ5 เรื่อง ไล่ตั้งแต่การปรับแก้กฎหมายให้เหมาะสมและเติบโตได้อย่างมั่นใจในตลาดโลก กติกาต่างๆจะมีการปรับปรุงกฎหมายให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันและเป็นไปตามกลไกกติกาโลกมากขึ้น เช่นเดียวกับการเพิ่มประสิทธิภาพอ้อยและน้ำตาลทราย รวมทั้งการหาวิธีในการเพิ่มมูลค่าอ้อย โดยการผลักดันเข้าสู่อุตสาหกรรมชีวภาพตามนโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ ที่จะใช้อ้อยเป็นวัตถุดิบ

"ยกตัวอย่างให้สามารถนำน้ำอ้อยไปทำอุตสาหกรรมชีวภาพได้ จากเดิมที่นำไปทำโดยตรงไม่ได้ สามารถนำอ้อยไปทำน้ำตาลได้อย่างเดียว ยกเว้นว่านำน้ำตาลหรือกากอ้อยไปทำได้"

นอกจากนี้ยังกำหนดมาตรฐานต้นทุนการผลิตอ้อยและน้ำตาลทรายของแต่ละฝั่งเพื่อมาจัดสรรผลประโยชน์ให้เป็นธรรมมากขึ้น และกำหนดมาตรฐานการผลิตอ้อยและน้ำตาลทรายให้สามารถผลิตของที่มีประสิทธิภาพ ที่ปัจจุบันมีการกำหนดมาตรฐานฐานด้วยการวัดค่าความหวาน และกำหนดมาตรฐานการผลิตน้ำตาลที่มาตรฐาน 90 กิโลกรัมต่อตันอ้อย

อีกทั้งการปรับเสถียรภาพของกองทุนอ้อยและน้ำตาลให้มีเสถียรภาพมากขึ้น เพื่อเอาไปใช้ในการกำกับดูแลการผลิตน้ำตาลให้เป็นไปในหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย(กอน.) คือจะต้องมีเงินจากการเรียกเก็บจากรายได้สุทธิของระบบอ้อยและน้ำตาลทรายประมาณ 600 ล้านบาทต่อปีเพื่อมาบริหารกองทุน และต่อไปพอราคาน้ำตาลลอยตัวกองทุนก็ต้องมาบริหารโดยนำเงินดังกล่าวอกมาชดเชยให้ผู้บริโภคถ้าราคาน้ำตาลในตลาดโลกสูงเกินไป และสุดท้ายมีการจัดตั้งสถาบันวิจัยและการพัฒนาในด้านต่างๆ เช่น การพัฒนาพันธุ์อ้อย เป็นต้น

  ลอยตัวสรุปได้กลางก.พ.

นายสมศักดิ์กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีที่บราซิลยื่นคำร้องต่อองค์การการค้าโลก(WTO) กล่าวหารัฐบาลไทยดำเนินมาตรการอุดหนุนการส่งออกและอุดหนุนภายในประเทศให้กับสินค้าน้ำตาลทรายว่า เรื่องนี้ถึงแม้จะฟ้องต่อ WTO ไปแล้ว แต่การฟ้องยังอยู่ในขั้นเจรจา เพราะเราเองกำลังแก้ไขปรับปรุงแก้กฎหมายอ้อยและน้ำตาลอยู่แล้ว โดยนำกฎกติกาโลกมาดูให้สอดคล้องกัน ซึ่งการที่บราซิลฟ้องมาก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ เรากำลังจะแก้ไข ปรับปรุง กฎหมายอ้อยและน้ำตาลพอดี

ล่าสุดเมื่อวันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมาทางบราซิลขอทราบความคืบหน้าผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ (Video Conference)ก็เข้าใจว่าทางบราซิลยังไม่แฮปปี้ เนื่องจากทางเรายังไม่สามารถตอบได้ เพราะการปรับแก้ไขยังไม่เสร็จทั้งหมด โดยตามแผนจะเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้

ส่วนงานที่ยังพิจารณาไม่เสร็จ เช่นเรื่อง การยกเลิกน้ำตาลโควตา ก.(บริโภคในประเทศ โควตา ข.(ส่งออกโดยอนท.)และโควตา ค.(ส่งออกโดยโรงงานน้ำตาล) และเรื่องการลอยตัวของน้ำตาลในประเทศที่ยังตกลงกันไม่ได้ระหว่างภาครัฐ โรงงานน้ำตาลและชาวไร่อ้อย ยกตัวอย่างเช่น เรื่องการลอยตัวนั้น ซีกโรงงานน้ำตาลอยากให้ลอยตัวเลย แต่ภาครัฐมองว่าถ้าลอยตัวตอนนี้จะกระทบต่อผู้บริโภคเนื่องจากราคาน้ำตาลในตลาดโลกกำลังสูง ส่วนชาวไร่อ้อยก็มองว่าถ้าราคาน้ำตาลตกต่ำลง ชาวไร่จะอยู่อย่างไร เพราะจะดึงให้ราคาอ้อยร่วงไปด้วย เป็นต้น ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดนี้จะต้องเร่งสรุปให้เสร็จสิ้นภายในกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้ จากนั้นจะต้องนำไปทำประชาพิจารณ์ แล้วส่งผลเข้าบอร์ดคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย พอบอร์ดฯอนุมัติก็ออกเป็นกฎระเบียบบังคับใช้ต่อไป

“ถ้าเร่งสรุปได้ทันกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้ ก็จะเป็นการฉลองเดือนแห่งความรักไปเลย ขณะนี้บราซิลยังรอดูการแก้ไขจากฝ่ายไทย ซึ่งล่าสุดบราซิลยังไม่มีการตั้งองค์คณะตัดสินเรื่องนี้ และถ้าฝ่ายไทยมั่นใจว่าไม่ผิดและพร้อมแก้ไขก็ไม่ต้องกังวลอะไรเหล่านี้คือความคืบหน้าทั้งหมด

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,234 วันที่ 9 - 11 กุมภาพันธ์ 2560
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • money_market