
ผวาเบี้ยวบี/อี ฉุดตลาดหุ้นทรุด CHOW-RICH เริ่มยืนได้เรียก ร้องก.ล.ต.ปลุกเชื่อมั่น
คนวงการหุ้นจี้ก.ล.ต.รีบดับไฟเบี้ยวตั๋วบี/อี หวั่นความเชื่อมั่นลดลง กระทบการลงทุนในตลาดหุ้น เป้าตกอยู่กับบริษัทกลางและเล็ก สำรวจราคาเริ่มนิ่ง หลังจากร่วงติดต่อกันหลายวัน เชาว์สตีลยันผู้ถือหุ้นใหญ่กอดหุ้น 75%
แหล่งข่าวจากผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เปิดเผยว่า การผิดนัดชำระหนี้ตั๋วแลกเงิน(บี/อี)ของบริษัทจดทะเบียน(บจ.)ที่มีจำนวนมากขึ้น นอกจากส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นของบริษัทที่เบี้ยวหนี้เหล่านั้นแล้ว เกรงว่าหากยังคงมีข่าวเรื่องการผิดนัดบีอีอย่างต่อเนื่อง และความเชื่อมั่นที่ลดลง ส่งผลให้นักลงทุนไม่ต่ออายุตั๋วของบริษัทอื่นๆตามมา คาดว่ามีความเป็นไปได้สูงที่บริษัทหลายแห่งไม่สามารถชำระเงินได้
สาเหตุหนึ่งที่อาจจะทำให้บริษัทไม่สามารถชำระหนี้บี/อีได้ เนื่องจากมีการนำเงินระยะสั้น ไปใช้ลงทุนระยะยาว ไม่สามารถดึงเงินกลับมาได้ทันที และผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับในรูปของกำไร ก็ยังต้องใช้เวลานาน ส่งผลให้บริษัทขาดสภาพคล่องหรือขอวงเงินสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ไม่ทันกำหนดเวลาชำระคืน
ขณะที่ภาครัฐ นำโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดตั๋วบี/อีได้ ถ้าหากไม่รีบแก้ไข ปล่อยให้สถานการณ์คลี่คลายลงไปเอง ปัญหานี้อาจจะลามเข้าตลาดหุ้นก็เป็นไปได้สูง เนื่องจากนักลงทุนในตลาดหุ้นเกรงว่าบริษัทนั้นบริษัทนี้จะเบี้ยวหนี้ จึงมีการเทขายออกมา ฉุดให้ราคาหุ้นขนาดกบางหรือเล็กบางแห่งปรับตัวลง ตามความอ่อนไหวของข่าว
ยกตัวอย่างเช่น บริษัท เชาว์ สตีล อินดัสทรี้ฯ (CHOW) ที่มีกระแสข่าวเรื่องเบี้ยวหนี้ตั๋วพี/อี แม้ว่าบริษัทจะปฎิเสธข่าวและชี้แจงข้อมูลต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 16 มกราคม2560ที่ผ่านมาว่า บริษัทมีหนี้ตั๋วบี/อีจำนวน 2,390 ล้านบาท ที่จะทยอยครบกำหนดชำระและบริษัทเตรียมเงินไว้พร้อมแล้ว โดยใช้เงินจากสถาบันการเงินที่อนุมัติวงเงินกู้จำนวน 4,000 ล้านบาทมาชำระเงิน แต่หุ้น CHOW ยังคงอ่อนไหวกับข่าวนี้ ส่งให้ราคาหุ้นร่วงลงติดต่อกัน 5 วันทำการ (13,16-19มกราคม)และเพิ่งจะปรับขึ้นในวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา ทั้งนี้ บริษัทมีผู้ถือหุ้นใหญ่ คือกลุ่มจรธรรมศิริ ถือหุ้นมากถึง 75%
ส่วน บริษัท ริช เอเชีย คอร์ปอเรชั่นฯ (RICH) ที่เพิ่มทุนไม่สำเร็จ ทำให้ผิดนัดชำระหนี้หลาย รายการ เช่น ตั๋วบี/อี จำนวน 20 ล้านบาท หุ้นกู้ 3 สัญญา เริ่มผิดนัดตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม รวม 1,230 ล้านบาท และผิดนัดชำระหนี้ธนาคารในประเทศแห่งหนึ่ง ค้างชำระต้นเงิน 537 ล้านบาท ดอกเบี้ยคงค้างถึงวันที่ 10 มกราคม อีก 268,116,403.57 บาท รวม ทั้งสิ้น 805,862,758.51 บาท ราคาหุ้นปรับตัวลงแรงวันที่ 16 มกราคม ถึง 21%
“RICH ผิดนัดชำระหนี้ ทั้ง 5 รายการ รวมประมาณ 2,055 บาท คิดเป็น 54.15% ของสินทรัพย์รวม และยังมีตั๋วบี/อี 105 ล้านบาทจะทยอยครบกำหนดในเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน” บริษัทระบุ
ทางด้านบริษัท อี ฟอร์ แอล เอม (EFORL )ที่มีการผิดนัดตั๋วบี/อี 200 ล้านบาท ทางเทคนิค ปรากฎว่าราคาหุ้นเริ่มยืนได้แล้ว
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,229 วันที่ 22 - 25 มกราคม 2560
แหล่งข่าวจากผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เปิดเผยว่า การผิดนัดชำระหนี้ตั๋วแลกเงิน(บี/อี)ของบริษัทจดทะเบียน(บจ.)ที่มีจำนวนมากขึ้น นอกจากส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นของบริษัทที่เบี้ยวหนี้เหล่านั้นแล้ว เกรงว่าหากยังคงมีข่าวเรื่องการผิดนัดบีอีอย่างต่อเนื่อง และความเชื่อมั่นที่ลดลง ส่งผลให้นักลงทุนไม่ต่ออายุตั๋วของบริษัทอื่นๆตามมา คาดว่ามีความเป็นไปได้สูงที่บริษัทหลายแห่งไม่สามารถชำระเงินได้
สาเหตุหนึ่งที่อาจจะทำให้บริษัทไม่สามารถชำระหนี้บี/อีได้ เนื่องจากมีการนำเงินระยะสั้น ไปใช้ลงทุนระยะยาว ไม่สามารถดึงเงินกลับมาได้ทันที และผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับในรูปของกำไร ก็ยังต้องใช้เวลานาน ส่งผลให้บริษัทขาดสภาพคล่องหรือขอวงเงินสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ไม่ทันกำหนดเวลาชำระคืน
ขณะที่ภาครัฐ นำโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดตั๋วบี/อีได้ ถ้าหากไม่รีบแก้ไข ปล่อยให้สถานการณ์คลี่คลายลงไปเอง ปัญหานี้อาจจะลามเข้าตลาดหุ้นก็เป็นไปได้สูง เนื่องจากนักลงทุนในตลาดหุ้นเกรงว่าบริษัทนั้นบริษัทนี้จะเบี้ยวหนี้ จึงมีการเทขายออกมา ฉุดให้ราคาหุ้นขนาดกบางหรือเล็กบางแห่งปรับตัวลง ตามความอ่อนไหวของข่าว
ยกตัวอย่างเช่น บริษัท เชาว์ สตีล อินดัสทรี้ฯ (CHOW) ที่มีกระแสข่าวเรื่องเบี้ยวหนี้ตั๋วพี/อี แม้ว่าบริษัทจะปฎิเสธข่าวและชี้แจงข้อมูลต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 16 มกราคม2560ที่ผ่านมาว่า บริษัทมีหนี้ตั๋วบี/อีจำนวน 2,390 ล้านบาท ที่จะทยอยครบกำหนดชำระและบริษัทเตรียมเงินไว้พร้อมแล้ว โดยใช้เงินจากสถาบันการเงินที่อนุมัติวงเงินกู้จำนวน 4,000 ล้านบาทมาชำระเงิน แต่หุ้น CHOW ยังคงอ่อนไหวกับข่าวนี้ ส่งให้ราคาหุ้นร่วงลงติดต่อกัน 5 วันทำการ (13,16-19มกราคม)และเพิ่งจะปรับขึ้นในวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา ทั้งนี้ บริษัทมีผู้ถือหุ้นใหญ่ คือกลุ่มจรธรรมศิริ ถือหุ้นมากถึง 75%
ส่วน บริษัท ริช เอเชีย คอร์ปอเรชั่นฯ (RICH) ที่เพิ่มทุนไม่สำเร็จ ทำให้ผิดนัดชำระหนี้หลาย รายการ เช่น ตั๋วบี/อี จำนวน 20 ล้านบาท หุ้นกู้ 3 สัญญา เริ่มผิดนัดตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม รวม 1,230 ล้านบาท และผิดนัดชำระหนี้ธนาคารในประเทศแห่งหนึ่ง ค้างชำระต้นเงิน 537 ล้านบาท ดอกเบี้ยคงค้างถึงวันที่ 10 มกราคม อีก 268,116,403.57 บาท รวม ทั้งสิ้น 805,862,758.51 บาท ราคาหุ้นปรับตัวลงแรงวันที่ 16 มกราคม ถึง 21%
“RICH ผิดนัดชำระหนี้ ทั้ง 5 รายการ รวมประมาณ 2,055 บาท คิดเป็น 54.15% ของสินทรัพย์รวม และยังมีตั๋วบี/อี 105 ล้านบาทจะทยอยครบกำหนดในเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน” บริษัทระบุ
ทางด้านบริษัท อี ฟอร์ แอล เอม (EFORL )ที่มีการผิดนัดตั๋วบี/อี 200 ล้านบาท ทางเทคนิค ปรากฎว่าราคาหุ้นเริ่มยืนได้แล้ว
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,229 วันที่ 22 - 25 มกราคม 2560






