
กูรูคาดบาทอ่อนรับปธน.คนใหม่ แนะไทยปรับตัวภาคส่งออกยังติดลบเหตุนโยบายกีดกัน
ศูนย์วิจัย/นักเศรษฐศาสตร์ ชี้ เลือกตั้งสหรัฐฯ กระทบเงินทุนไหลเข้าระยะสั้น หลังผลชัดเจนเงินไหลสู่กลับดันบาทสิ้นปีอ่อนค่า 35.50-36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ลั่นไทยปรับตัวรับการส่งออกยังติดลบ เหตุผลกระทบทางอ้อมนโยบายกีดกันทางการค้า คาดปี 60 เงินบาทยังอ่อนค่าต่อแตะ 37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) (บมจ.) เปิดเผยว่า ในมุมการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา จะเห็นนโยบายเศรษฐกิจของตัวแทนทั้ง 2 คน ค่อนข้างเป็นที่กังขา แต่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ นั้นเป็นนโยบายที่ส่งผลกระตุ้นระยะสั้น แม้ว่าระยะยาวจะมีความเสี่ยง แต่ถูกใจชนชั้นกลาง เพราะเป็นตัวสะท้อนผู้ที่เบื่อการเมือง อย่างไรก็ดี หากทรัมป์ได้รับตำแหน่ง จะเห็นค่าเงินบาทอ่อนค่าทั้งก่อนและหลังเลือกตั้ง เนื่องจากคนเกิดความวิตกกังวล ทำให้คนวิ่งไปหาสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ดอลลาร์สหรัฐฯ เงินเยน-ญี่ปุ่น และทองคำ อย่างไรก็ดี หากดูปัจจัยพื้นฐานของไทยยังมีเสถียรภาพไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง มีเงินสำรองค่อนข้างสูง โดยธนาคารประเมินว่าเงินบาทภายใต้ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีกรอบเงินบาทจะอยู่ที่ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
ขณะที่ กรณีฮิลลารี คลินตัน ได้รับตำแหน่ง จะเห็นเงินทุนไหลเข้าระยะสั้น เนื่องจากตลาดจะมองว่าสินทรัพย์ปลอดภัยดี และมีการโยกไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้น ทำให้ค่าเงินบาทจะแข็งระยะสั้น ประกอบกับมองว่าภายใต้การนำของฮิลลารีจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น 1 ครั้ง ในการประชุมธนาคารกลาง (เฟด) ที่จะมีขึ้นกลางเดือนธันวาคม ส่งผลให้ค่าเงินจะกลับมาอ่อนค่าอยู่ที่ระดับ 35.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
อย่างไรก็ดี แนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2560 ของทั้ง 2 คน จะมีความแตกต่างเช่นกัน โดยนโยบายทรัมป์จะเห็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง เนื่องจากนโยบายส่วนใหญ่จะเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจและเรื่องของภาษี ซึ่งกดดันอัตราเงินเฟ้อทำให้ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยขึ้นอย่างน้อย 2 ครั้ง ขณะที่นโยบายของฮิลลารี จะเห็นการเผชิญภาวะหนี้สาธารณะชนเพดาน จึงต้องดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินเข้ามาช่วย โดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้เพียง 1 ครั้งในช่วงปลายปี เพื่อรักษาเสถียรภาพการคลัง ซึ่งในส่วนของไทยจะเห็นการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.5% เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและค่าเงินบาทจะยังอยู่ในทิศทางอ่อนค่าอยู่ที่กรอบ 37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ บมจ.ธนาคารทหารไทย หรือ ทีเอ็มบี เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ทิศทางค่าเงินบาทในปีนี้ จะเห็นว่าแข็งค่าขึ้นประมาณ 3% เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศสิงคโปร์และมาเลเซียแข็งค่าอยู่ที่ 2% ทั้งนี้ ค่าเงินบาทที่แข็งค่ากว่าเล็กน้อยส่วนหนึ่งมาจากเสถียรภาพการเงินและการเมืองที่ดี และนโยบายภาครัฐที่กำลังขับเคลื่อน ทำให้ยังเห็นการไหลเข้าของเงินทุน แต่หลังจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา จะเห็นทิศทางเงินทุนเปลี่ยนทิศเช่นเดียวกับตลาดเกิดใหม่ที่ไม่รับความสนใจ โดยเงินลงทุนจะหันไปที่ยูโรโซนและญี่ปุ่น ส่งผลให้กระแสเงินลงทุนในภูมิภาคไม่มาก โดยมองกรอบเงินบาทอยู่ที่ 34.85-35.25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงก่อนและหลังเลือกตั้งสหรัฐฯ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,208 วันที่ 10 - 12 พฤศจิกายน 2559
นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) (บมจ.) เปิดเผยว่า ในมุมการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา จะเห็นนโยบายเศรษฐกิจของตัวแทนทั้ง 2 คน ค่อนข้างเป็นที่กังขา แต่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ นั้นเป็นนโยบายที่ส่งผลกระตุ้นระยะสั้น แม้ว่าระยะยาวจะมีความเสี่ยง แต่ถูกใจชนชั้นกลาง เพราะเป็นตัวสะท้อนผู้ที่เบื่อการเมือง อย่างไรก็ดี หากทรัมป์ได้รับตำแหน่ง จะเห็นค่าเงินบาทอ่อนค่าทั้งก่อนและหลังเลือกตั้ง เนื่องจากคนเกิดความวิตกกังวล ทำให้คนวิ่งไปหาสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ดอลลาร์สหรัฐฯ เงินเยน-ญี่ปุ่น และทองคำ อย่างไรก็ดี หากดูปัจจัยพื้นฐานของไทยยังมีเสถียรภาพไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง มีเงินสำรองค่อนข้างสูง โดยธนาคารประเมินว่าเงินบาทภายใต้ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีกรอบเงินบาทจะอยู่ที่ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
ขณะที่ กรณีฮิลลารี คลินตัน ได้รับตำแหน่ง จะเห็นเงินทุนไหลเข้าระยะสั้น เนื่องจากตลาดจะมองว่าสินทรัพย์ปลอดภัยดี และมีการโยกไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้น ทำให้ค่าเงินบาทจะแข็งระยะสั้น ประกอบกับมองว่าภายใต้การนำของฮิลลารีจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น 1 ครั้ง ในการประชุมธนาคารกลาง (เฟด) ที่จะมีขึ้นกลางเดือนธันวาคม ส่งผลให้ค่าเงินจะกลับมาอ่อนค่าอยู่ที่ระดับ 35.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
อย่างไรก็ดี แนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2560 ของทั้ง 2 คน จะมีความแตกต่างเช่นกัน โดยนโยบายทรัมป์จะเห็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง เนื่องจากนโยบายส่วนใหญ่จะเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจและเรื่องของภาษี ซึ่งกดดันอัตราเงินเฟ้อทำให้ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยขึ้นอย่างน้อย 2 ครั้ง ขณะที่นโยบายของฮิลลารี จะเห็นการเผชิญภาวะหนี้สาธารณะชนเพดาน จึงต้องดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินเข้ามาช่วย โดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้เพียง 1 ครั้งในช่วงปลายปี เพื่อรักษาเสถียรภาพการคลัง ซึ่งในส่วนของไทยจะเห็นการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.5% เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและค่าเงินบาทจะยังอยู่ในทิศทางอ่อนค่าอยู่ที่กรอบ 37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ บมจ.ธนาคารทหารไทย หรือ ทีเอ็มบี เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ทิศทางค่าเงินบาทในปีนี้ จะเห็นว่าแข็งค่าขึ้นประมาณ 3% เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศสิงคโปร์และมาเลเซียแข็งค่าอยู่ที่ 2% ทั้งนี้ ค่าเงินบาทที่แข็งค่ากว่าเล็กน้อยส่วนหนึ่งมาจากเสถียรภาพการเงินและการเมืองที่ดี และนโยบายภาครัฐที่กำลังขับเคลื่อน ทำให้ยังเห็นการไหลเข้าของเงินทุน แต่หลังจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา จะเห็นทิศทางเงินทุนเปลี่ยนทิศเช่นเดียวกับตลาดเกิดใหม่ที่ไม่รับความสนใจ โดยเงินลงทุนจะหันไปที่ยูโรโซนและญี่ปุ่น ส่งผลให้กระแสเงินลงทุนในภูมิภาคไม่มาก โดยมองกรอบเงินบาทอยู่ที่ 34.85-35.25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงก่อนและหลังเลือกตั้งสหรัฐฯ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,208 วันที่ 10 - 12 พฤศจิกายน 2559






