
ราคานํ้ามันดิบยังพุ่งต่อเนื่อง มีโอกาสแตะ 55 ดอลลาร์/บาร์เรล
หลังจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน(โอเปก) ประกาศปรับลดระดับกำลังการผลิตน้ำมันดิบ 7 แสนบาร์เรลต่อวัน ลงมาอยู่ในระดับ 32.5-33 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกขยับตัวสูงขึ้นมากกกว่า 6 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล นับตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2559 เป็นต้นมา โดยปัจจุบันราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ปรับตัวมาอยู่ที่กว่า 50 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล น้ำมันดิบเบรนต์กว่า 52 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล และดูไบอยู่ที่ระดับ 50 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ถือว่าเป็นราคาสูงสุดในรอบปีก็ว่าได้
ราคาน้ำมันดิบมีโอกาสพุ่งต่อ
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายสถาบันได้ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ อาจจะยังมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอีกได้ ภายหลังที่สมาชิกของกลุ่มโอเปกได้จัดประชุมอย่างไม่เป็นทางการกับสมาชิกนอกลุ่มโอเปกอย่างรัสเซีย เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา บรรลุข้อตกลงในความร่วมมือกับกลุ่มโอเปก ที่จะปรับกำลังการผลิตลงด้วย จากปัจจุบันผลิตอยู่ราว 11.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน และยังเรียกร้องให้ผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปกรายอื่นๆ ร่วมในการปรับลดกำลังผลิตลงด้วย โดยเฉพาะการประชุมสามัญประจำปีของกลุ่มโอเปกในวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย จะเป็นการลงรายละเอียดในข้อตกลงลดกำลังการผลิตวันละ 7 แสนบาร์เรล ที่จะนำไปสู่ผลในทางปฏิบัติ
นอกจานี้ ยังมีปัจจัยที่จะเป็นแรงหนุนให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งต่อได้อีก จาก ปริมาณน้ำมันดิบคงกลังของสหรัฐอเมริกา ที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลง หลังปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบของสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มปรับตัวลดลง โดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐอเมริกา(อีไอเอ) รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐอเมริกา ปรับตัวลดลง 3 ล้านบาร์เรล แตะระดับต่ำกว่า 500 ล้านบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมกราคมปีนี้เป็นต้นมา
รวมถึงความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะทวีความรุนแรงขึ้น หลังจากที่อิรักเตือนว่าตุรกีจะเป็นผู้จุดชนวนสงครามในภูมิภาค เพราะคงกำลังทหารราว 2,000 นาย เพื่อกวาดล้างกลุ่มก่อการร้ายบริเวณพรมแดนทางตอนเหนือของอิรัก ขณะที่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและรัสเซียเพิ่มขึ้น เมื่อสหรัฐอเมริกายกเลิกการเจรจาเกี่ยวกับสงครามในซีเรียกับรัสเซีย ซึ่งรัสเซียตอบโต้ด้วยการระงับข้อตกลงความร่วมมือกำจัดพลูโตเนียมกับสหรัฐอเมริกาอย่างไม่มีกำหนด และซ้อมรับมือสงครามนิวเคลียร์ไว้ด้วย
ยังมีปัจจัยล้นตลาดฉุดราคา
อย่างไรก็ตาม บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ได้วิเคราะห์ให้เห็นว่า แม้การประกาศลดกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปก และการสนับสนุนการลดกำลังการผลิตของกลุ่มนอกโอเปก จะมีผลต่อตลาดน้ำมันก็ตาม แต่ยังมีความไม่แน่นอน ที่จะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทะยานไปสู่ที่ระดับ 60 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรลได้ เนื่องจากมีปัจจัยที่สมาชิกโอเปกบางประเทศอย่างอิรัก ส่งสัญญาณเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันดิบต่อเนื่องจากระดับ 4.62 ล้านบาร์เรลต่อวัน มาอยู่ที่ระดับ 4.7-5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่อิหร่านมีการผลิตเพิ่มขึ้น 25 % มาอยู่ที่ระดับ 3.63 ล้านบาร์เรลต่อวัน รวมถึงลิเบีย และไนจีเรีย ที่ได้รับการยกเว้นในการปรับลดกำลังการผลิตจากกลุ่มโอเปกด้วย
ประกอบกับราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวอยู่ในระดับ 50 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล จะเป็นเหตุให้ผู้ผลิตน้ำมันในแหล่งเชลล์ออยล์ ของสหรัฐอเมริกา กลับมาผลิตน้ำมันอีกครั้ง โดยเห็นได้จากช่วงที่ผ่านมาจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมนดิบในสหรัฐอเมริกาทยอยปรับตัวมาสู่ระดับ 428 แท่น ถือว่าสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปีนี้เป็นต้นมา และจะทำให้น้ำมันดิบเกิดการล้นตลาดมากขึ้น จากปัจจุบันเกินความต้องการอยู่ราว 1-1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งการปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปกดังกล่าวอาจไม่เพียงพอที่จะสามารถทำให้ตลาดน้ำมันปรับตัวเข้าสู่ภาวะสมดุลในปี 2560 ได้ และอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นไปอยู่ในแนวแคบๆ ได้
โดยไทยออยล์ประเมินราคาน้ำมันดิบในช่วงสัปดาห์นี้น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเหนือระดับ 50 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขึ้นไป
กูรูมองขยับอีก4-5ดอลลาร์สหรัฐฯ
ขณะที่นักวิชาการอิสระอย่างนายมนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมน้ำมัน ประเมินว่า จากปัจจัยดังกล่าวที่กล่าวมา คาดว่าราคาน้ำมันดิบในช่วงที่เหลือของปีนี้และแนวโน้มไตรมาส 1 ปี 2560 มีโอกาสขยับขึ้นได้อีก 4-5 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล จากราคาที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน หรืออยู่ที่ระดับประมาณ 54-55 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับราคาต่ำกว่าที่มีการวิเคราะห์ว่าจะพุ่งขึ้นไปถึง 60 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล เนื่องจากมีปัจจัยของปริมาณการผลิตที่ยังล้นตลาดกดดันอยู่ ในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจโลกก็ยังไม่ฟื้นตัวมากนัก
นอกจากนี้ ประกาศลดกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปกดังกล่าว ยังไม่มีบทสรุปที่ชัดเจนว่าสุดท้ายแล้วจะลดกำลังการผลิตจริงหรือไม่ และจะจัดสรรโควตากันอย่างไร ซึ่งจะมีการประชุมอีกครั้งในวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้
โดยส่วนตัวเห็นว่า หากโอเปกสามารถลดกำลังการผลิตลงได้ จะช่วยลดปริมาณกำลังการผลิตน้ำมันดิบในตลาดโลก แม้ว่าจะเป็นปริมาณที่ไม่มาก แต่ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบมีโอกาสปรับขึ้นอีก 4-5 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรลในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้
ขายปลีกไม่น่ากระทบแรง
ขณะที่แนวโน้มราคาน้ำมันดิบในช่วงต้นปีหน้า มองว่าขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวขึ้นมาก จะส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบด้วย เพราะเมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวจะทำให้มีความต้องการใช้น้ำมันดิบเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตามแม้ว่าทางโอเปกจะลดกำลังการผลิตจริง แต่ยังมีกำลังการผลิตส่วนเกินในตลาดโลกมากถึง 1-1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ดังนั้นจึงไม่ได้ส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบมากนัก โดยคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบครึ่งแรกปี 2560 ทรงตัวที่ระดับ 50-55 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล
นอกจากนี้ ในส่วนของราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ อาจรับผลกระทบจากการปรับตัวสูงขึ้นของน้ำมันดิบในตลาดโลก แต่ไม่มากมายนัก เนื่องจากราคาน้ำมันดิบไม่ได้ปรับขึ้นหวือหวารวดเร็วนัก รวมทั้งปัจจัยที่จะส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบให้ปรับตัวสูงขึ้นมาเหมือนในอดีตก็มีไม่มาก ดังนั้นราคาขายปลีกในประเทศจึงไม่น่าเป็นห่วง
อย่างไรก็ตาม ความชัดเจนของสถานการณ์ราคาน้ำมันหลังจากนี้ไป ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศอาจปรับตัวขึ้นลงในระยะแคบๆ เพราะยังมีตัวแปรที่เป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้อีก เช่น เหตุความรุนแรงในตะวันออกกลาง รวมถึงสภาพภูมิอากาศ อย่างเฮอร์ริเคน ที่อาจจะเกิดขึ้นบริเวณชายฝั่งของสหรัฐอเมริกาได้อีก หรือสภาพอากาศที่หนาวเย็น เป็นต้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,201 วันที่ 16 - 19 ตุลาคม พ.ศ. 2559
ราคาน้ำมันดิบมีโอกาสพุ่งต่อ
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายสถาบันได้ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ อาจจะยังมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอีกได้ ภายหลังที่สมาชิกของกลุ่มโอเปกได้จัดประชุมอย่างไม่เป็นทางการกับสมาชิกนอกลุ่มโอเปกอย่างรัสเซีย เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา บรรลุข้อตกลงในความร่วมมือกับกลุ่มโอเปก ที่จะปรับกำลังการผลิตลงด้วย จากปัจจุบันผลิตอยู่ราว 11.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน และยังเรียกร้องให้ผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปกรายอื่นๆ ร่วมในการปรับลดกำลังผลิตลงด้วย โดยเฉพาะการประชุมสามัญประจำปีของกลุ่มโอเปกในวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย จะเป็นการลงรายละเอียดในข้อตกลงลดกำลังการผลิตวันละ 7 แสนบาร์เรล ที่จะนำไปสู่ผลในทางปฏิบัติ
นอกจานี้ ยังมีปัจจัยที่จะเป็นแรงหนุนให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งต่อได้อีก จาก ปริมาณน้ำมันดิบคงกลังของสหรัฐอเมริกา ที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลง หลังปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบของสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มปรับตัวลดลง โดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐอเมริกา(อีไอเอ) รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐอเมริกา ปรับตัวลดลง 3 ล้านบาร์เรล แตะระดับต่ำกว่า 500 ล้านบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมกราคมปีนี้เป็นต้นมา
รวมถึงความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะทวีความรุนแรงขึ้น หลังจากที่อิรักเตือนว่าตุรกีจะเป็นผู้จุดชนวนสงครามในภูมิภาค เพราะคงกำลังทหารราว 2,000 นาย เพื่อกวาดล้างกลุ่มก่อการร้ายบริเวณพรมแดนทางตอนเหนือของอิรัก ขณะที่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและรัสเซียเพิ่มขึ้น เมื่อสหรัฐอเมริกายกเลิกการเจรจาเกี่ยวกับสงครามในซีเรียกับรัสเซีย ซึ่งรัสเซียตอบโต้ด้วยการระงับข้อตกลงความร่วมมือกำจัดพลูโตเนียมกับสหรัฐอเมริกาอย่างไม่มีกำหนด และซ้อมรับมือสงครามนิวเคลียร์ไว้ด้วย
ยังมีปัจจัยล้นตลาดฉุดราคา
อย่างไรก็ตาม บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ได้วิเคราะห์ให้เห็นว่า แม้การประกาศลดกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปก และการสนับสนุนการลดกำลังการผลิตของกลุ่มนอกโอเปก จะมีผลต่อตลาดน้ำมันก็ตาม แต่ยังมีความไม่แน่นอน ที่จะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทะยานไปสู่ที่ระดับ 60 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรลได้ เนื่องจากมีปัจจัยที่สมาชิกโอเปกบางประเทศอย่างอิรัก ส่งสัญญาณเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันดิบต่อเนื่องจากระดับ 4.62 ล้านบาร์เรลต่อวัน มาอยู่ที่ระดับ 4.7-5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่อิหร่านมีการผลิตเพิ่มขึ้น 25 % มาอยู่ที่ระดับ 3.63 ล้านบาร์เรลต่อวัน รวมถึงลิเบีย และไนจีเรีย ที่ได้รับการยกเว้นในการปรับลดกำลังการผลิตจากกลุ่มโอเปกด้วย
ประกอบกับราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวอยู่ในระดับ 50 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล จะเป็นเหตุให้ผู้ผลิตน้ำมันในแหล่งเชลล์ออยล์ ของสหรัฐอเมริกา กลับมาผลิตน้ำมันอีกครั้ง โดยเห็นได้จากช่วงที่ผ่านมาจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมนดิบในสหรัฐอเมริกาทยอยปรับตัวมาสู่ระดับ 428 แท่น ถือว่าสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปีนี้เป็นต้นมา และจะทำให้น้ำมันดิบเกิดการล้นตลาดมากขึ้น จากปัจจุบันเกินความต้องการอยู่ราว 1-1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งการปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปกดังกล่าวอาจไม่เพียงพอที่จะสามารถทำให้ตลาดน้ำมันปรับตัวเข้าสู่ภาวะสมดุลในปี 2560 ได้ และอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นไปอยู่ในแนวแคบๆ ได้
โดยไทยออยล์ประเมินราคาน้ำมันดิบในช่วงสัปดาห์นี้น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเหนือระดับ 50 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขึ้นไป
กูรูมองขยับอีก4-5ดอลลาร์สหรัฐฯ
ขณะที่นักวิชาการอิสระอย่างนายมนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมน้ำมัน ประเมินว่า จากปัจจัยดังกล่าวที่กล่าวมา คาดว่าราคาน้ำมันดิบในช่วงที่เหลือของปีนี้และแนวโน้มไตรมาส 1 ปี 2560 มีโอกาสขยับขึ้นได้อีก 4-5 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล จากราคาที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน หรืออยู่ที่ระดับประมาณ 54-55 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับราคาต่ำกว่าที่มีการวิเคราะห์ว่าจะพุ่งขึ้นไปถึง 60 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล เนื่องจากมีปัจจัยของปริมาณการผลิตที่ยังล้นตลาดกดดันอยู่ ในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจโลกก็ยังไม่ฟื้นตัวมากนัก
นอกจากนี้ ประกาศลดกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปกดังกล่าว ยังไม่มีบทสรุปที่ชัดเจนว่าสุดท้ายแล้วจะลดกำลังการผลิตจริงหรือไม่ และจะจัดสรรโควตากันอย่างไร ซึ่งจะมีการประชุมอีกครั้งในวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้
โดยส่วนตัวเห็นว่า หากโอเปกสามารถลดกำลังการผลิตลงได้ จะช่วยลดปริมาณกำลังการผลิตน้ำมันดิบในตลาดโลก แม้ว่าจะเป็นปริมาณที่ไม่มาก แต่ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบมีโอกาสปรับขึ้นอีก 4-5 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรลในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้
ขายปลีกไม่น่ากระทบแรง
ขณะที่แนวโน้มราคาน้ำมันดิบในช่วงต้นปีหน้า มองว่าขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวขึ้นมาก จะส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบด้วย เพราะเมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวจะทำให้มีความต้องการใช้น้ำมันดิบเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตามแม้ว่าทางโอเปกจะลดกำลังการผลิตจริง แต่ยังมีกำลังการผลิตส่วนเกินในตลาดโลกมากถึง 1-1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ดังนั้นจึงไม่ได้ส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบมากนัก โดยคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบครึ่งแรกปี 2560 ทรงตัวที่ระดับ 50-55 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล
นอกจากนี้ ในส่วนของราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ อาจรับผลกระทบจากการปรับตัวสูงขึ้นของน้ำมันดิบในตลาดโลก แต่ไม่มากมายนัก เนื่องจากราคาน้ำมันดิบไม่ได้ปรับขึ้นหวือหวารวดเร็วนัก รวมทั้งปัจจัยที่จะส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบให้ปรับตัวสูงขึ้นมาเหมือนในอดีตก็มีไม่มาก ดังนั้นราคาขายปลีกในประเทศจึงไม่น่าเป็นห่วง
อย่างไรก็ตาม ความชัดเจนของสถานการณ์ราคาน้ำมันหลังจากนี้ไป ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศอาจปรับตัวขึ้นลงในระยะแคบๆ เพราะยังมีตัวแปรที่เป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้อีก เช่น เหตุความรุนแรงในตะวันออกกลาง รวมถึงสภาพภูมิอากาศ อย่างเฮอร์ริเคน ที่อาจจะเกิดขึ้นบริเวณชายฝั่งของสหรัฐอเมริกาได้อีก หรือสภาพอากาศที่หนาวเย็น เป็นต้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,201 วันที่ 16 - 19 ตุลาคม พ.ศ. 2559






