
"สมพร" ผิดหวัง “หอมสุวรรณภูมิ 1” พันธุ์ใหม่ กรมการข้าว DNA ข้าวหอมมะลิ แต่โรงสีเมินรับซื้อ
อึ้งทั้งบาง “หอมสุวรรณภูมิ 1” DNA ข้าวหอมมะลิ แต่ตลาดไม่รับซื้อ “สมพร” แฉโรงสีสกัดข้าวพันธุ์ดีไทยไปไม่ถึงผู้บริโภค ตอกย้ำวิกฤตโครงสร้างข้า ขณะที่ชาวนาเสพติดวงจรเงินอุดหนุน แนะถอดบทเรียนเวียดนาม ปรับพันธุ์ข้าว-ปลูกพืชมูลค่าสูง ฟื้นตลาดกลางข้าวเปลือก
KEY
POINTS
- ข้าวพันธุ์ใหม่ “หอมสุวรรณภูมิ 1” หรือ “หอมสยาม” ได้รับการยืนยันจาก สวทช. และกรมการข้าวว่ามี DNA ตรงกับข้าวหอมมะลิแท้
- สมาคมโรงสีข้าว โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คัดค้านและปฏิเสธที่จะรับซื้อข้าวพันธุ์ดังกล่าวจากเกษตรกร
- สาเหตุที่โรงสีไม่รับซื้อมาจากความกังวลเรื่องต้นทุนในการแยกกองข้าว และความเสี่ยงที่จะเกิดการปนเปื้อนกับข้าวหอมมะลิพันธุ์ดั้งเดิม
รศ.สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอิสระ และอดีตนักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองของชาติ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า นโยบายจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวไร่ละ 1,000 บาท ได้กลายเป็นมาตรการอุดหนุน (Subsidy) ที่สร้างความเคยชินในหมู่ชาวนา จนกลายเป็นธรรมเนียมนิยมที่รัฐบาลต้องแบกรับภาระงบประมาณอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคเกษตรไทย หากคำนวณจากพื้นที่ทำนาปีประมาณ 64 ล้านไร่ เกษตรกรเฉลี่ยถือครองไม่เกิน 10 ไร่ต่อครัวเรือน หรือได้รับเงินช่วยเหลือราว 10,000 บาทต่อครัวเรือน บนฐานเกษตรกรประมาณร่วม 5 ล้านครัวเรือน รัฐบาลจะต้องใช้งบประมาณสูงร่วม 5 หมื่น ล้านบาทต่อปี
“ยิ่งไปกว่านั้น การดึงเงินสำรองจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มาใช้จ่ายมาตรการอุดหนุนในอดีต ยังทำให้เกิดภาระหนี้ค้างสะสมของ ธ.ก.ส. สูงกว่า 800,000 ล้านบาท สร้างแรงกดดันต่อฐานะการคลังและภาระหนี้สาธารณะของประเทศ ที่ผ่านในปีที่แล้วมีการอุดหนุนทั้งนาปีและนาปรังไม่ได้ช่วยเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) หรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้ GDP ภาคเกษตร แต่กลับทำให้เกษตรกรยึดติดกับการรอเงินช่วยเหลือ ขณะที่ต้นทุนการผลิตข้าวไทยยังสูง และความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกถดถอยลงเรื่อยๆ”
แฉปม “หอมสุวรรณภูมิ 1” DNA มะลิแท้ แต่โรงสีไม่รับซื้อ
อีกหนึ่งปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งการพัฒนาข้าวไทย คือการล่มสลายของระบบตลาดกลางข้าวเปลือก หลังนโยบายรับจำนำข้าวราคาสูงในอดีตทำลายกลไกการคัดแยกคุณภาพและสายพันธุ์ข้าว จนไม่สามารถฟื้นกลับมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลกระทบสำคัญคือ แม้นักวิชาการจะพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ที่มีคุณภาพและศักยภาพทางการตลาด แต่กลับไม่มีระบบตลาดรองรับ ทำให้เกษตรกรไม่กล้าเปลี่ยนพันธุ์ปลูก
กรณี “ข้าวหอมสุวรรณภูมิ 1” หรือ “หอมสยาม” ซึ่งเป็นข้าวพื้นนุ่มและให้ผลผลิตสูง เป็นตัวอย่างชัดเจน แม้ผลตรวจ DNA โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ยืนยันว่ามีพันธุกรรมเหมือนข้าวหอมมะลิทุกประการ และทั้ง สวทช. กรมการข้าว รวมถึงสมาคมผู้ส่งออกข้าว ต่างเห็นพ้องให้จัดอยู่ในกลุ่มข้าวหอมมะลิ แต่กลับถูกสมาคมโรงสีข้าว โดยเฉพาะโรงสีในภาคอีสาน คัดค้านอย่างหนักจากความกังวลต่อแบรนด์ข้าวหอมมะลิเดิม
“สาเหตุสำคัญไม่ได้อยู่ที่คุณภาพพันธุ์ข้าว แต่อยู่ที่โรงสีไม่ต้องการแบกรับต้นทุนการแยกกองข้าวเปลือก และกังวลความเสี่ยงจากการปนกันจนผลตรวจ DNA ไม่ผ่าน เมื่อโรงสีไม่รับซื้อ ชาวนาก็ไม่กล้าปลูก ส่งผลให้พันธุ์ข้าวใหม่ที่มีศักยภาพขยายผลได้เพียงในวงจำกัด ต่างจากเวียดนามที่โรงสีและผู้ส่งออกทำงานร่วมกันบริหารจัดการสินค้าเกษตรอย่างเป็นระบบ"
ถอดบทเรียนเวียดนาม ปรับพันธุ์ข้าว-ปลูกพืชมูลค่าสูง
รศ.สมพร กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภาคเกษตรเวียดนามก้าวแซงไทย คือการวางยุทธศาสตร์ที่มุ่งปรับโครงสร้างการผลิต มากกว่าการใช้เงินอุดหนุนเป็นเครื่องมือหลัก โดยปรับเปลี่ยนสายพันธุ์ข้าวจากข้าวเนื้อแข็งเป็นข้าวเนื้อนุ่ม พร้อมส่งเสริมเกษตรผสมผสานและการปลูกพืชมูลค่าสูง (High-value crops) ตัวอย่างชัดเจนคือ แคนตาลูปสีชมพูจากเวียดนามที่ส่งมาจำหน่ายในไทยในราคากิโลกรัมละ 140-150 บาท สะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนจากพืชผลที่มีมูลค่าต่ำไปสู่สินค้าเกษตรคุณภาพสูง สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้มากกว่าการทำนาข้าวหลายเท่าตัว
ขณะที่เวียดนามกำหนดยุทธศาสตร์ส่งออกข้าวไม่เกิน 7 ล้านตันต่อปี โดยให้ความสำคัญกับการผลิตเพื่อบริโภคภายในประเทศ และไม่มุ่งแข่งขันด้านปริมาณในตลาดโลกเหมือนไทย ซึ่งยังคงพื้นที่นาปีสูงถึง 60-64 ล้านไร่ และมีพื้นที่นาปรังเพิ่มขึ้น โดยไม่สามารถลดพื้นที่ปลูกได้อย่างเป็นระบบ ดังนั้น ไทยต้องเร่งเพิ่มผลผลิตต่อไร่ และสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรรายย่อยปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชที่มีมูลค่าสูงกว่า ไม่ใช่ยึดติดกับการขยายพื้นที่และรอเงินอุดหนุนจากรัฐ”
ภัยพิบัติเปิดโอกาสข้าวไทย
ด้านสถานการณ์การค้าโลก รศ.สมพร มองว่า ความกังวลเรื่องความมั่นคงทางอาหาร (Food Insecurity) ในยุโรป ส่วนหนึ่งเกิดจากภัยคุกคามทางไซเบอร์และการพึ่งพาระบบซูเปอร์มาร์เก็ตของคนเมือง ขณะที่ไทยยังมีฐานการผลิตอาหารรองรับ แต่ต้องเตรียมรับมือภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะ Rain Bomb ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก เช่น ปราจีนบุรี นครนายก และสระแก้ว กระทบเส้นทางขนส่งและดันราคาพืชผักสดสูงขึ้น
ในทางกลับกัน ภัยแล้งในฟิลิปปินส์และผลผลิตที่ลดลงในมาเลเซีย ทำให้ทั้งสองประเทศต้องเร่งนำเข้าข้าวเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร กลายเป็นโอกาสของข้าวไทย โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิที่ราคาปรับตัวสูงขึ้นในตลาดสิงคโปร์และฮ่องกงในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ส่วนกรณีสหรัฐฯ ที่มีการจัดเก็บภาษีตามมาตรา 301 รวมภาษีอื่นๆ ในอัตราราว 19% กับข้าวหอมมะลิไทย ซึ่งมีปริมาณส่งออกประมาณ 900,000 ตันต่อปี ยังถือเป็นระดับที่ยอมรับได้ และไม่ได้หมายความว่ากำแพงภาษีจะเปลี่ยนแปลงทันทีหลังการเลือกตั้ง เนื่องจากต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมายและสภาคองเกรสของสหรัฐฯ
ชาวนา 2 ขั้ว กลุ่มหนึ่งรอเงินรัฐ อีกกลุ่มโกยไร่ละแสน
รศ.สมพร กล่าวทิ้งท้ายว่า เกษตรกรไทยกำลังแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มอย่างชัดเจน กลุ่มแรกคือ Smart Farmer ที่นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการผลิต ปรับเปลี่ยนไปปลูกข้าวสายพันธุ์คุณภาพสูง เช่น ข้าวบาสมาติ หรือข้าวสายพันธุ์ญี่ปุ่น ซึ่งสามารถจำหน่ายได้ในราคากิโลกรัมละ 80-100 บาทต่อกิโลกรัม และสร้างรายได้สูงถึง 80,000-100,000 บาทต่อไร่
ขณะที่เกษตรกรอีกกลุ่มยังยึดติดกับการรอเงินอุดหนุนจากภาครัฐ เพื่อนำไปจ่ายค่าเช่านาและเป็นรายได้ประจำ จนกลายเป็นวงจรที่ยากจะหลุดพ้น ภาครัฐจึงจำเป็นต้องเร่ง Reskill เกษตรกรรุ่นใหม่ ควบคู่กับการเพิ่มผลิตภาพและปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวไปสู่พืชมูลค่าสูง โดยเฉพาะเกษตรกรสูงวัย 60-70 ปีที่อาจปรับตัวได้ยาก ต้องมีมาตรการรองรับที่เหมาะสม
ดังนั้น โจทย์ใหญ่ของภาคเกษตรไทยจึงไม่ใช่การเพิ่มเงินอุดหนุนให้มากขึ้น แต่คือการเปลี่ยนจากระบบที่เกษตรกรรอรับเงินช่วยเหลือ ไปสู่ระบบที่สร้างรายได้จากนวัตกรรม ผลผลิตคุณภาพสูง และตลาดที่มีประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันและสร้างความยั่งยืนให้เศรษฐกิจเกษตรไทยในระยะยาว







