
ข้าวหอมมะลิพุ่งไม่หยุด "โรงสี-ส่งออก" กระอัก ผู้ค้าชะลอซื้อ เสี่ยงขาดทุนยับ
สแกนข้าวนาปี 2569/70 ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิพุ่งแรง ดันราคาส่งออก FOB แตะ 2,000 ดอลลาร์ต่อตัน ผู้นำเข้าชะลอออเดอร์ โรงสีเสี่ยงขาดทุน ขณะที่เวียดนาม-กัมพูชาเร่งชิงตลาดข้าวหอมไทย ด้านสมาคมโรงสีฯ วอนผู้ส่งออกเปิดทาง “กข119” ข้าวหอมนุ่มพันธุ์ใหม่ ผลผลิตสูง อายุสั้น หวังเพิ่มทางเลือกให้ชาวนาและยกระดับการแข่งขัน
KEY
POINTS
- ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลดีต่อรายได้ชาวนา แต่สร้างแรงกดดันด้านต้นทุนวัตถุดิบให้แก่โรงสีและผู้ส่งออก
- ราคาส่งออกข้าวหอมมะลิไทยที่สูงขึ้น ทำให้ผู้นำเข้าในต่างประเทศชะลอการสั่งซื้อเพื่อรอดูทิศทางราคาหลังฤดูเก็บเกี่ยว
- สถานการณ์ดังกล่าวเปิดช่องให้คู่แข่งอย่างเวียดนามและกัมพูชา ซึ่งมีราคาข้าวหอมที่ต่ำกว่า เข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดข้าวหอมของไทย
“ฐานเศรษฐกิจ” ยังคงเกาะติดสถานการณ์ข้าวนาปี 2569/70 จากเวทีประชุมประเมินภาวการณ์ผลิตและการค้าข้าว ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยนำลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีผู้ประกอบการโรงสีร่วมประเมินทิศทางผลผลิตและตลาด พบว่า แม้ผลผลิตข้าวหอมมะลิและข้าวหอมจังหวัดโดยรวมมีแนวโน้มทรงตัวถึงเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ แต่ราคาข้าวเปลือกสดกลับปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
สถานการณ์ดังกล่าวช่วยเพิ่มรายได้ให้ชาวนา แต่กลับสร้างแรงกดดันต่อโรงสีและผู้ส่งออกที่ต้องแบกรับต้นทุนวัตถุดิบสูง ขณะที่ราคาส่งออกข้าวหอมมะลิไทยขยับขึ้นจนผู้นำเข้าบางส่วนชะลอคำสั่งซื้อ รอประเมินทิศทางราคาหลังฤดูเก็บเกี่ยว เสี่ยงเปิดช่องให้คู่แข่งอย่างเวียดนามและกัมพูชาเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดข้าวหอมไทย
น้ำท่วมปราจีนบุรีเสียหาย 90% อีสานเจอฝนทิ้งช่วง
นายนิพนธ์ สมิทธาพิพัฒน์ อุปนายกสมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าววว่า สถานการณ์ผลผลิตข้าวนาปีในแต่ละพื้นที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศแตกต่างกัน โดยภาคตะวันออกเผชิญน้ำท่วม ขณะที่บางพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือประสบปัญหาฝนกระจายตัวไม่สม่ำเสมอและภัยแล้ง จังหวัดปราจีนบุรีได้รับความเสียหายหนักที่สุด โดยพื้นที่นาข้าวเสียหายกว่า 90% เหลือพื้นที่เก็บเกี่ยวได้ประมาณ 10% หรือมีพื้นที่เสียหายรวม 12,479 ไร่
ส่วนนครนายกมีพื้นที่นาข้าวเสียหายราว 25,000 ไร่ จากพื้นที่ปลูกประมาณ 300,000 ไร่ ขณะที่จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยเฉพาะอำเภอบางน้ำเปรี้ยว มีพื้นที่เสียหายประมาณ 10% จากการเก็บเกี่ยวไม่ทัน ส่วนชลบุรีได้รับผลกระทบน้อยกว่า เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวไปแล้ว เหลือพื้นที่น้ำท่วมราว 5–10% ในอำเภอพานทองและพนัสนิคม
ด้านภาคอีสาน บางพื้นที่ประสบปัญหาฝนทิ้งช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-สิงหาคม โดยเฉพาะอำเภอโกสุมพิสัย เมืองมหาสารคาม และวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งได้รับผลกระทบจากความแห้งแล้ง ขณะที่บางพื้นที่ เช่น พยัคฆภูมิพิสัยและเกษตรวิสัย ยังมีน้ำเพียงพอในระดับหนึ่ง
ชาวนาสลับปลูกหอมมะลิ 105 รับราคาดีกว่า กข79
สำหรับพื้นที่ภาคกลางและแหล่งผลิตข้าวหอมจังหวัด พบว่าเกษตรกรปรับเปลี่ยนพันธุ์ข้าวตามทิศทางราคา โดยลดการปลูกพิษณุโลก 80 และ กข79 แล้วหันกลับมาปลูกข้าวหอมมะลิ 105 เพิ่มขึ้นประมาณ 40% ในพื้นที่พิจิตร นครสวรรค์ ลพบุรี พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนวัฏจักรราคาข้าวที่ผันผวน โดยช่วง 2 ปีก่อน กข79 มีราคาสูงกว่า 10,000 บาทต่อตัน ขณะที่ข้าวหอมมะลิอยู่ที่ประมาณ 12,000 บาทต่อตัน เกษตรกรจึงหันไปปลูก กข79 มากขึ้น
แต่เมื่อปีที่ผ่านมา ราคาข้าวขาวปรับตัวลดลง ขณะที่ข้าวหอมมะลิรับซื้อได้สูงกว่า 14,000 บาทต่อตัน ทำให้เกษตรกรกลับมาเพิ่มพื้นที่ปลูกหอมมะลิ 105 อีกครั้ง ทั้งนี้ คาดว่าผลผลิตข้าวหอมจังหวัดโดยรวมจะใกล้เคียงกับปีก่อน โดยต้องติดตามผลผลิตต่อไร่ให้ชัดเจนตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป เมื่อเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวมากขึ้น
สหกรณ์แย่งซื้อข้าว ดันราคาพุ่ง- โรงสีลงทุนเครื่องจักรเพิ่มต้นข้าว
ผู้ประกอบการโรงสีทยอยลงทุนเครื่องอบและเครื่องสีข้าวที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ช่วยเพิ่มสัดส่วนต้นข้าวสมบูรณ์และลดปริมาณปลายข้าว โดยข้อมูลที่นำเสนอในที่ประชุมระบุว่า ยอดส่งออกปลายข้าวหอมลดลงประมาณ 50% เมื่อเทียบกับต้นข้าว อย่างไรก็ตาม ราคาข้าวเปลือกยังได้รับแรงหนุนจากการรับซื้อของสหกรณ์การเกษตร ซึ่งบางแห่งเสนอราคาสูงกว่าตลาดประมาณ 500 บาทต่อตัน แม้ความสามารถในการจัดเก็บมีจำกัด โดยมีคลังรองรับประมาณ 10,000–20,000 ตัน แต่เปิดรับซื้อในปริมาณมากกว่า 100,000 ตัน การแข่งขันรับซื้อดังกล่าวเป็นอีกปัจจัยที่เร่งให้ราคาข้าวเปลือกปรับตัวสูงขึ้น เพิ่มภาระต้นทุนให้โรงสีที่ต้องแข่งขันแย่งวัตถุดิบ ขณะที่ไม่สามารถปรับราคาขายตามต้นทุนได้ทันที
ปลายข้าวหอมวูบ 7 หมื่นตัน อาหารสัตว์แย่งซื้อ
นายนิพนธ์ กล่าวว่า ปริมาณปลายข้าวในระบบมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยปลายข้าวหอมไทยลดลงจากประมาณ 150,000 ตัน เหลือ 70,000 ตัน หรือลดลง 80,000 ตัน ตามตัวเลขดังกล่าว เนื่องจากถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์มากขึ้น หลังส่วนต่างราคาระหว่างปลายข้าวหอมกับปลายข้าวทั่วไปไม่มากนัก ขณะที่ปลายข้าวขาวลดลงประมาณ 200,000 ตัน หรือราว 50%
จากการใช้ในอุตสาหกรรมผลิตแป้งและอาหารสัตว์เช่นกัน ส่วนปริมาณข้าวนึ่งในระบบลดลงตามปริมาณข้าวเปลือกที่มีอยู่ สถานการณ์นี้สะท้อนการแข่งขันใช้วัตถุดิบระหว่างอุตสาหกรรม และอาจส่งผลต่อปริมาณข้าวแต่ละประเภทที่มีจำหน่ายในตลาด จึงต้องติดตามทั้งผลผลิต การสีข้าว และความต้องการใช้ในภาคอุตสาหกรรมควบคู่กัน
'อุบลราชธานี' ผลผลิตแตะ 1.8 ล้านตัน ราคาข้าวสดพุ่งเกินคาด
ชมรมโรงสีข้าวจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวสถานการณ์ ปีนี้คาดมีผลผลิตข้าวประมาณ 1.8 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 100,000 ตันจากปีก่อนที่มี 1.7 ล้านตัน เนื่องจากสภาพน้ำเอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกอย่างไรก็ตาม ราคาข้าวเปลือกสดหอมมะลิกลับปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ตั้งแต่ร้อยเอ็ด สุรินทร์ และศรีสะเกษ ไล่ลงมาถึงอุบลราชธานี ส่งผลให้โรงสีที่ทำสัญญารับคำสั่งซื้อล่วงหน้าไว้ในระดับราคาต่ำกว่าต้นทุนปัจจุบันมีความเสี่ยงขาดทุน ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จึงระมัดระวังการรับซื้อ เน้นซื้อเท่าที่จำเป็น และลดการถือครองสต็อกข้าวจำนวนมาก เพื่อลดความเสี่ยงจากราคาที่ผันผวน
ราคาส่งออกข้าวหอมมะลิพุ่ง ผู้นำเข้าชะลอซื้อ
แรงกดดันสำคัญอยู่ที่ราคาส่งออกข้าวหอมมะลิไทย ราคาปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ผู้นำเข้าบางส่วนชะลอคำสั่งซื้อชั่วคราว เพื่อรอดูทิศทางราคาและผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยว ส่งผลให้โรงสีและผู้ส่งออกเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนข้าวเปลือกที่สูง แต่ไม่สามารถผลักภาระไปยังผู้ซื้อได้เต็มที่ ภาวะดังกล่าวเป็นลักษณะ “Sandwich Effect” ที่ผู้ประกอบการถูกบีบจากทั้งสองด้าน คือวัตถุดิบราคาแพง ขณะที่ลูกค้าต่างประเทศต้องการซื้อในราคาที่แข่งขันได้ หากราคาข้าวไทยยังสูงกว่าคู่แข่งต่อเนื่อง อาจกระทบความสามารถในการรักษาตลาดส่งออกในระยะยาว
"แม้ชาวนาจะได้รับประโยชน์จากราคาข้าวเปลือกที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อน แต่สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยเตือนว่า การแข่งขันในตลาดโลกกำลังเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะจากเวียดนามและกัมพูชา เวียดนามเดินหน้าพัฒนาข้าวหอมสายพันธุ์ ST25 และ ST26 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่กัมพูชามีข้าวหอมคุณภาพใกล้เคียงกับไทยและเสนอขายในราคาต่ำกว่า ทำให้มีโอกาสขยายตลาดในกลุ่มผู้นำเข้าที่ให้ความสำคัญกับราคา"
หากกัมพูชาเพิ่มการส่งออกข้าวหอมได้ปีละ 50,000 ตัน ต่อเนื่อง 4 ปี จะมีปริมาณเพิ่มขึ้นรวม 200,000 ตัน ซึ่งอาจกลายเป็นแรงกดดันต่อส่วนแบ่งตลาดของไทย หากไม่สามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านราคาและคุณภาพได้ โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการรักษาราคาข้าวเปลือกให้เกษตรกรมีรายได้ดี แต่ต้องสร้างสมดุลระหว่างรายได้ของชาวนา ต้นทุนโรงสี และราคาที่ตลาดต่างประเทศยอมรับ เพื่อไม่ให้ข้าวหอมไทยเสียโอกาสให้คู่แข่งในระยะยาว
สมาคมโรงสีฯ ดัน “กข119” แจ้งเกิด ชูผลผลิตสูง อายุเก็บเกี่ยวสั้น
นายนิพนธ์ กล่าวว่า กรมการข้าวได้รับรองข้าวพันธุ์ กข119 ซึ่งเป็นข้าวหอมนุ่มพันธุ์ใหม่เมื่อปีที่ผ่านมา และปัจจุบันเริ่มเข้าสู่กระบวนการเพาะปลูกและรับซื้อในระบบโรงสี กข119 มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับข้าวหอมปทุม หรือปทุมธานี 1 แต่มีจุดเด่นด้านอายุเพาะปลูกที่สั้นลงและผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น จึงมีโอกาสเป็นอีกทางเลือกในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและรายได้ให้เกษตรกร
อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญคือการรับรู้ของตลาดและเงื่อนไขการซื้อขาย โดยผู้ส่งออกบางรายยังระบุในสัญญาว่าต้องเป็นข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 และกำหนดให้ตรวจ DNA ตามเงื่อนไขของผู้ซื้อ ส่งผลให้ กข119 ถูกประเมินราคารับซื้อต่ำกว่า แม้มีคุณสมบัติอยู่ในกลุ่มข้าวหอมนุ่มก็ตาม ซึ่งสมาคมโรงสีข้าวไทยจึงขอความร่วมมือจากสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เร่งประชาสัมพันธ์คุณสมบัติและมาตรฐานของ กข119 ให้ผู้ซื้อในต่างประเทศรับทราบ พร้อมผลักดันให้เกิดการซื้อขายในระดับราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อให้ข้าวพันธุ์ใหม่ได้รับการยอมรับในตลาด
ผู้ส่งออกยัน กข119 เข้าเกณฑ์ข้าวหอมไทย เร่งสร้างความเข้าใจคู่ค้า
ด้านตัวแทนสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยชี้แจงในที่ประชุมว่า กข119 อยู่ในกลุ่มข้าวหอมนุ่มหรือข้าวหอมไทย ซึ่งมีข้าวที่ได้รับการรับรองในกลุ่มนี้มากกว่า 10 สายพันธุ์ ตามเกณฑ์มาตรฐานข้าวหอมไทยเพื่อการส่งออก กำหนดให้มีสัดส่วน DNA ของกลุ่มข้าวหอมนุ่มรวมกันมากกว่า 80% ไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 เท่านั้น โดยการตรวจสอบคุณสมบัติต้องเป็นไปตามวิธีและข้อกำหนดของมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญยังอยู่ที่ความคุ้นเคยของพ่อค้าคนกลางและผู้ซื้อในต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ยังใช้ชื่อข้าวหอมปทุมในการซื้อขาย ทำให้ยังไม่รับรู้ว่า กข119 ได้รับการจัดอยู่ในกลุ่มข้าวหอมไทยแล้วการสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างโรงสี ผู้ส่งออก และผู้นำเข้าจึงเป็นขั้นตอนสำคัญ เพื่อเปิดตลาดให้ข้าวพันธุ์ใหม่สามารถแข่งขันได้ตามคุณภาพ ลดการกดราคารับซื้อ และเพิ่มทางเลือกให้เกษตรกรไทยในฤดูการผลิตต่อไป







