thansettakij
thansettakij
ช็อก  ข้าวไทยหาย 1.6 ล้านตัน ส่งออกวูบ 15% ‘กัมพูชา’ แย่งตลาดข้าวหอมมะลิ

ช็อก ข้าวไทยหาย 1.6 ล้านตัน ส่งออกวูบ 15% 'กัมพูชา' แย่งตลาดข้าวหอมมะลิ

30 ต.ค. 69 | 04:10 น.
อัปเดตล่าสุด :30 ต.ค. 69 | 04:12 น.

สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดตัวเลขส่งออก 9 เดือนแรกปี 2569 เหลือ 5.53 ล้านตัน ลดลง 15% คาดทั้งปีทำได้เพียง 6.8 ล้านตัน ชี้ 4 ปัจจัยฉุดผลผลิตหาย ทั้งปุ๋ยแพง น้ำในเขื่อนลด ปิดด่านกัมพูชา อาหารสัตว์แย่งซื้อ ขณะที่ “กัมพูชา” ม้ามืด บุกสหรัฐ-ฮ่องกง เจาะตลาดข้าวหอมมะลิ

KEY

POINTS

  • การส่งออกข้าวไทยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ลดลง 15% และมีปริมาณข้าวสารหายไปจากระบบส่งออกประมาณ 1.6 ล้านตัน
  • ปัจจัยหลักเกิดจากต้นทุนปุ๋ยที่สูงขึ้น, การปิดด่านกัมพูชาทำให้ข้าวเปลือกหายจากระบบ, ปริมาณน้ำในเขื่อนน้อย และโรงงานอาหารสัตว์แย่งซื้อข้าวไปใช้เป็นวัตถุดิบ
  • กัมพูชากลายเป็นคู่แข่งสำคัญในตลาดข้าวหอม โดยเริ่มแย่งส่วนแบ่งในตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกาและฮ่องกง ด้วยข้าวพันธุ์ "ผกาลำดวน" ที่มีราคาถูกกว่าข้าวหอมมะลิไทย

สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย นำคณะ โดยนายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์, นายโชคชัย เศรษฐีวรรณ อุปนายกสมาคม รักษาการนายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย, นายวิจักร วิเศษน้อย ที่ปรึกษาคณะกรรมการ และผู้ประกอบการค้าข้าวกว่า 40 คน ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ระหว่างวันที่ 29–31 ตุลาคม 2569 สำรวจสถานการณ์ผลผลิตข้าวนาปี ปีเพาะปลูก 2569/70 ติดตามการรับซื้อข้าวเปลือก และประเมินทิศทางตลาดข้าวไทยฤดูกาลใหม่ โดยในวันที่ 30 ตุลาคม 2569 ทางสมาคมได้เชิญสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย และสมาชิกชาวนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) เข้าร่วมประชุมด้วย

ช็อก ข้าวไทยหาย 1.6 ล้านตัน ส่งออกวูบ 15% 'กัมพูชา' แย่งตลาดข้าวหอมมะลิ

นายวันนิวัฒ กิติเรียงลาภ รองเลขาธิการสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยในการประชุมประเมินภาวะการผลิตและการค้าข้าวนาปี ปีการเพาะปลูก 2569/70 เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 29-31 ตุลาคม 2569 ว่า สถานการณ์ส่งออกข้าวไทยในปีนี้มีแนวโน้มน่ากังวล แม้ราคาข้าวเปลือกในประเทศยังอยู่ในระดับดีแต่ปริมาณการส่งออกกลับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของทั้งด้านการผลิตและการแข่งขันในตลาดโลกข้อมูลล่าสุดระหว่างวันที่ 1-17 ตุลาคม 2569 การขอใบอนุญาตส่งออกข้าวอยู่ที่ประมาณ 550,000 ตัน ลดลง 21% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ยอดส่งออกสะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-27 ตุลาคม 2569 อยู่ที่ประมาณ 5.53 ล้านตัน ลดลง 15% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

หากย้อนดูตัวเลขส่งออกข้าวไทย พบว่า ปี 2567 ส่งออกได้ 10 ล้านตัน ปี 2568 ลดลงเหลือ 8.3 ล้านตัน ส่วนปี 2569 ผ่านช่วง 9 เดือนแรกส่งออกได้เพียง 5.5 ล้านตัน สมาคมฯ ประเมินว่าทั้งปีจะส่งออกได้ประมาณ 6.8 ล้านตัน และมีโอกาสต่ำกว่า 7 ล้านตัน

"สิ่งที่ต้องหาคำตอบคือ ข้าวไทยหายไปไหน ทั้งที่ราคาข้าวเปลือกในประเทศยังอยู่ในทิศทางที่ดี หากเทียบกับปีก่อน ปริมาณข้าวสารที่หายไปจากระบบส่งออกประมาณ 1.6 ล้านตัน หรือคิดเป็นข้าวเปลือกประมาณ 3.3 ล้านตัน ซึ่งเป็นปริมาณมหาศาลที่กระทบต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมข้าวไทย" นายวันนิวัฒกล่าว

ประเทศผู้นำเข้าข้าวหอมมะลิ

ข้าวหอมมะลิ เสี่ยงเสียตลาด ส่งออกเหลือ 1.1 ล้านตัน

สำหรับสถานการณ์ข้าวพรีเมียม โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิไทย ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญ พบสัญญาณชะลอตัวชัดเจน โดยปี 2567-2568 ไทยส่งออกข้าวหอมมะลิได้ประมาณ 1.438 ล้านตัน แต่ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ยอดส่งออกลดลงประมาณ 8% มีความเสี่ยงที่ทั้งปีจะปรับลดกลับไปอยู่ที่ประมาณ 1.1 ล้านตัน หรือลดลงประมาณ 100,000-200,000 ตัน ขณะที่ข้าวหอมไทย รวมถึงข้าวหอมปทุม มีปริมาณส่งออกลดลงประมาณ 10.5% โดยตลาดสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นตลาดหลักลดลงถึง 18% ส่วนฮ่องกงลดลง 3.4% สะท้อนว่าข้าวพรีเมียมของไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากคู่แข่งมากขึ้น

นายวันนิวัฒ กล่าวว่า จากการรวบรวมข้อมูลของสมาคมฯ พบว่ามี 4 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปริมาณข้าวไทยในระบบส่งออกลดลง ดังนี้

1. ปุ๋ยเคมีแพง เกษตรกรลดการใช้ปัจจัยการผลิต ต้นทุนปุ๋ยเคมีปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องนับตั้งแต่เกิดสงคราม ส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าปุ๋ยเคมีของไทยลดลง 20-22% ตามข้อมูลกรมศุลกากร เมื่อเกษตรกรลดการใช้ปุ๋ย ย่อมส่งผลต่อประสิทธิภาพการผลิตและปริมาณผลผลิตข้าวโดยรวม

2. ปิดด่านกัมพูชา ข้าวเปลือกหายจากระบบ เดิมมีข้าวเปลือกจากกัมพูชาข้ามเข้ามาในประเทศไทยประมาณ 500,000 ตันต่อปี หรือคิดเป็นข้าวสารประมาณ 200,000 ตัน เมื่อการค้าชายแดนหยุดชะงัก ปริมาณข้าวส่วนนี้หายไปจากระบบไทย ส่งผลให้ปริมาณวัตถุดิบลดลงและราคาข้าวเปลือกในประเทศสูงขึ้น แต่กัมพูชาสามารถนำผลผลิตไปแปรรูปและส่งออกเองในราคาที่แข่งขันได้มากกว่าไทย

เปิดประเทศคู่แข่ง

3. ฝนตกไม่ตรงพื้นที่รับน้ำ น้ำในเขื่อนลดลง แม้หลายพื้นที่มีฝนตกมาก แต่ปริมาณฝนไม่ได้กระจายเข้าสู่พื้นที่รับน้ำอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะเขื่อนหลักในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีปริมาณน้ำเหลือเพียงประมาณครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับปีก่อน กระทบต่อการบริหารจัดการน้ำและการเพาะปลูก

4. โรงงานอาหารสัตว์แย่งซื้อข้าวออกจากระบบส่งออก อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เข้ามาซื้อข้าวเปลือกและปลายข้าวตั้งแต่ต้นปี โดยราคาปลายข้าวขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 12-13 บาทกว่าต่อกิโลกรัม และหน้าโรงสีสูงกว่า 13 บาท ทำให้ข้าวบางส่วนถูกดึงไปใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์แทนการเข้าสู่กระบวนการส่งออก

ฟิลิปปินส์เปิดช่องไทย แต่สหรัฐฯ-ฮ่องกงถูกกัมพูชาเจาะตลาด

สำหรับตลาดส่งออกสำคัญ นายวันนิวัฒ ระบุว่า ฟิลิปปินส์เป็นตลาดที่ไทยได้รับอานิสงส์จากการปรับนโยบายนำเข้าของรัฐบาลฟิลิปปินส์ ซึ่งต้องการลดการพึ่งพาข้าวจากเวียดนาม โดยปกติฟิลิปปินส์นำเข้าข้าวปีละประมาณ 4-5 ล้านตัน และพึ่งพาเวียดนามสูงถึง 85%

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเปิดโอกาสให้ไทย ปากีสถาน กัมพูชา และเมียนมา เข้าไปชิงส่วนแบ่งตลาด โดยในช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ ไทยส่งออกข้าวไปฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นเป็น 630,000 ตัน จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่เพียง 180,000 ตัน อย่างไรก็ตาม ตลาดดังกล่าวยังมีความไม่แน่นอน เพราะนโยบายการนำเข้าสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

สถิติการส่งออกข้าวกัมพูชา

ส่วนตลาดสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดข้าวหอมอันดับหนึ่งของไทย เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว โดยปี 2567 สหรัฐฯ นำเข้าข้าวไทย 848,000 ตัน และปี 2568 ลดลงเหลือ 817,000 ตัน ขณะที่ 9 เดือนแรกปีนี้ยอดนำเข้าลดลง 17.2% แม้ข้าวไทยยังครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 50%

สิ่งที่น่าจับตาคือ กัมพูชาเริ่มขยายตลาดเข้าสหรัฐฯ โดยครึ่งแรกปีนี้ส่งออกข้าวไปแล้วกว่า 6,855 ตัน และคาดว่าทั้งปีจะทะลุ 10,000 ตัน นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังมีการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวหอมที่มีลักษณะใกล้เคียงข้าวหอมมะลิไทย แม้ยังไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมดก็ตาม ขณะที่ตลาดฮ่องกงกำลังเผชิญการแข่งขันรุนแรง หลังยอดนำเข้าข้าวไทยลดลงต่อเนื่อง 3 ปี จาก 138,000 ตันในปี 2566 เหลือ 136,000 ตันในปี 2567 และ 133,000 ตันในปี 2568 ส่วน 9 เดือนแรกปีนี้ยังลดลงอีก 10.8% สวนทางกับกัมพูชาที่ส่งออกข้าวไปฮ่องกงเพิ่มขึ้นจาก 18,900 ตันในปี 2568 เป็น 23,100 ตันในช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ โดยมีข้าวหอมพันธุ์ “ผกาลำดวน” เป็นสินค้าสำคัญ ซึ่งมีคุณสมบัติหอมนุ่มใกล้เคียงข้าวหอมมะลิไทย และมีราคาที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่ายกว่า

กัมพูชา ขายดัมพ์ถูกกว่าไทยต่อ 100-400 ดอลลาร์

ในด้านการแข่งขันระหว่างประเทศ ข้อมูลที่สมาคมฯ ติดตามพบว่า อินเดียยังคงรักษาความสามารถในการส่งออก โดย 8 เดือนแรกปีนี้ส่งออกแล้ว 15.3 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 3% ส่วนเวียดนามแม้ได้รับผลกระทบจากการลดการนำเข้าของฟิลิปปินส์ แต่สามารถปรับตัวไปขยายตลาดจีน โดยส่งออกเพิ่มขึ้นทะลุ 1 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 500,000 ตัน จากความหลากหลายของพันธุ์ข้าว ทั้งข้าวนุ่ม ข้าวเหนียว และข้าวญี่ปุ่น 

โครงสร้างข้าว ประเทศกัมพูชา

ส่วนกัมพูชากำลังกลายเป็นคู่แข่งที่ต้องจับตา หลังยอดส่งออกข้าวทะลุ 1 ล้านตัน โดยเป็นข้าวหอมมากกว่า 50% มีข้อได้เปรียบด้านภาษีนำเข้าตลาดยุโรป 0% ภายใต้สิทธิพิเศษ EBA และสามารถเสนอขายข้าวในราคาต่ำกว่าไทยประมาณ 100-400 ดอลลาร์ต่อตัน ดังนั้นหากกัมพูชาพัฒนาระบบโรงสีและโครงสร้างพื้นฐานด้านการส่งออกจนมีประสิทธิภาพมากขึ้น จะกลายเป็นคู่แข่งระยะยาวของไทยอย่างแน่นอน เพราะวันนี้เริ่มเห็นแล้วว่าตลาดข้าวหอมของไทยกำลังถูกแย่งส่วนแบ่งอย่างต่อเนื่อง” นายวันนิวัฒกล่าว

ปี 2570 โลกผลิตข้าวลด 12 ล้านตัน จับตาราคาโลกตึงตัว

สำหรับแนวโน้มตลาดข้าวโลกในปีการผลิต 2569/70 ตามการคาดการณ์ของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) ประเมินว่าผลผลิตข้าวทั่วโลกจะลดลงประมาณ 2.3% หรือหายไปประมาณ 12 ล้านตัน นับเป็นครั้งแรกหลังจากผลผลิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยจากผลกระทบของปรากฏการณ์เอลนีโญ ขณะที่การบริโภคข้าวทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.1% จากหลายประเทศเริ่มวางแผนสำรองและกักตุนสินค้า ส่งผลให้สต็อกข้าวโลกมีแนวโน้มลดลงเหลือประมาณ 198.5 ล้านตัน หรือลดลงเกือบ 3% ปัจจัยดังกล่าวอาจทำให้ราคาข้าวในตลาดโลกยังอยู่ในระดับตึงตัวและมีแนวโน้มทรงตัวสูง อย่างไรก็ตาม การที่ราคาตลาดโลกอยู่ในระดับดี ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจะได้รับประโยชน์เต็มที่ หากยังสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับประเทศคู่แข่ง

เตือนชาวนาอย่าชะล่าใจราคาดี เร่งวางแผนรับมือเอลนีโญ

นายวันนิวัฒ กล่าวทิ้งท้ายว่า เกษตรกรไม่ควรชะล่าใจกับราคาข้าวเปลือกที่อยู่ในระดับดีในปัจจุบัน เพราะต้องประเมินความเสี่ยงระยะยาวควบคู่กัน โดยเฉพาะการสูญเสียตลาดส่งออกให้กับคู่แข่ง หากข้าวไทยในตลาดหลักถูกกัมพูชาแย่งส่วนแบ่งอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่ไทยส่งออกข้าวบางกลุ่มได้ประมาณ 1.2 ล้านตัน อาจลดลงเหลือเพียง 1 ล้านตัน ทำให้มีข้าวสารส่วนเกินค้างในประเทศประมาณ 200,000-300,000 ตัน และย้อนกลับมากดดันราคาข้าวเปลือกในอนาคต

ช็อก ข้าวไทยหาย 1.6 ล้านตัน ส่งออกวูบ 15% 'กัมพูชา' แย่งตลาดข้าวหอมมะลิ

นอกจากนี้ เกษตรกรต้องวางแผนการทำนาปรังให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีน้ำในเขื่อนลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง ประกอบกับความเสี่ยงเอลนีโญที่อาจทำให้น้ำระเหยเร็วขึ้น กรมชลประทานอาจต้องบริหารจัดสรรน้ำอย่างระมัดระวัง พื้นที่ที่มีน้ำเพียงพออาจได้รับประโยชน์จากการแข่งขันรับซื้อของโรงสี แต่พื้นที่เสี่ยงภัยแล้งอาจไม่สามารถเพาะปลูกได้ตามแผน

ขณะเดียวกัน ต้นทุนปุ๋ยและพลังงานยังเป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตาม เนื่องจากสถานการณ์สงครามโลกยังมีความไม่แน่นอนและอาจทำให้ราคาปัจจัยการผลิตทรงตัวในระดับสูง เกษตรกรจึงต้องวางแผนจัดซื้อปุ๋ย น้ำมัน และบริหารต้นทุนการผลิตอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในระยะยาว