
ไทยขาดดุลการค้า ทุบสถิติใหม่ 5.8 พันล้านดอลล์ เอกชนเบรกนำเข้ารีดสต็อกปลายปี
การส่งออกเดือน ก.ย. 69 ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 27 แต่ยอดนำเข้าพุ่งสูงในรอบ 63 เดือน ดันดุลการค้าขาดดุลสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ด้าน สรท. เผยสินค้านำเข้าเดือนก.ย. ติดลบ ผลจากธุรกิจเร่งเคลียร์สต็อกปลายปี
KEY
POINTS
- เดือนกันยายน 2569 ไทยขาดดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการขาดดุลต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12
- การขาดดุลมีสาเหตุหลักจากการนำเข้าที่ขยายตัวสูงถึง 50.4% โดยส่วนใหญ่เป็นสินค้าทุน วัตถุดิบ และเชื้อเพลิงเพื่อใช้ในภาคการผลิต
- ภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอการนำเข้าสินค้าในช่วงปลายปี เพื่อบริหารจัดการและลดสต็อกสินค้าคงคลังก่อนสิ้นปี
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) แถลงตัวเลขการค้าระหว่างประเทศของไทย โดยระบุว่า การส่งออกของไทยในเดือนกันยายน 2569 มีมูลค่า 38,438 ล้านดอลลาร์ มูลค่า 1.25 ล้านล้านบาท ขยายตัว 24% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 27
ขณะที่มูลค่าการนำเข้าอยู่ที่ 44,295.6 ล้านดอลลาร์ มูลค่า 1.46 ล้านล้านบาท ขยายตัว 50.4% สูงสุดในรอบ 63 เดือน ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุล 5,856.6 ล้านดอลลาร์ หรือมูลค่า 290,402 ล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าสูงสุดในประวัติการณ์ และขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12
ทั้งนี้ การนำเข้าส่วนใหญ่กว่า 87.1% เป็นการนำเข้าปัจจัยการผลิต ได้แก่ วัตถุดิบ เครื่องจักร และพลังงาน เพื่อนำมาใช้ในห่วงโซ่การผลิตและการส่งออกของไทยในระดับโลก
อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขนำเข้ามีการขยายตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่เมื่อดูรายการสินค้าที่มีการนำเข้าติดลบ
โดยในเดือนกันยายน ของปี 2569 ล้วนเป็นสินค้าที่มีความสำคัญ ซึ่งมีทั้งหมด 7 รายการ ได้แก่
- ปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ -41.4%
- เครื่องดนตรี ของเล่น เครื่องกีฬาและเครื่องเล่นเกม -34.7%
- รถยนต์นั่ง -22.4%
- กาแฟ ชา เครื่องเทศ -20.6%
- พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช -19.0%
- เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ -6.3%
- ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม ติดลบ -6.0%
นอกจากนี้ รายการสินค้าที่นำเข้าลดลงในภาพรวม 9 เดือนแรก มีทั้งหมด 6 รายการ
- รถยนต์นั่ง -18.1% ปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ -13.0%
- ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ -12.4%
- เครื่องดนตรี ของเล่น เครื่องกีฬาและเครื่องเล่นเกม -8.5%สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป -4.1%
- กาแฟ ชา เครื่องเทศ -0.7%
สำหรับโครงสร้างการนำเข้าสำคัญในเดือนกันยายน 2569 แบ่งเป็น วัตถุดิบ/กึ่งสำเร็จรูป เช่น แผงวงจรไฟฟ้า ทองคำ สัดส่วน 41.7% ขยายตัว 41.2% สินค้าทุน สัดส่วน 33.5% เช่น คอมพิวเตอร์ เครื่องจักรไฟฟ้า ขยายตัว 92.3% สินค้าเชื้อเพลิง สัดส่วน 11.9% เช่น น้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป ก๊าซธรรมชาติ ขยายตัว 45.7%
ขณะที่ สินค้าอุปโภคบริโภค สัดส่วน 8.7% ขยายตัว 9.9% ยานพาหนะ/ขนส่ง สัดส่วน 3.2% ขยายตัว 24.4% อาวุธ ยุทธปัจจัย และอื่นๆ สัดส่วน 1.0% ขยายตัว 15.3%
ทั้งนี้ การนำเข้าในกลุ่มอุปกรณ์ AI มีการขยายตัวในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญ โดยคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์พุ่งสูงถึง 317.1% เครื่องจักรไฟฟ้าฯ ขยายตัว 82.4% แผงวงจรไฟฟ้า 68.5% และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 11.1% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าภาคการผลิตไทยกำลังเร่งลงทุนและนำเข้าเทคโนโลยีเพื่อรองรับโครงสร้างการส่งออกยุคใหม่ ทำให้เกิดการเกินดุลการค้าเมื่อหักเฉพาะสินค้าวัตถุดิบ ทุน และสินค้าอื่นๆ อยู่ที่ 1,521.2 ล้านดอลลาร์
โดยมีแหล่งนำเข้าที่สำคัญมีทั้งหมด 5 ประเทศ ซึ่งในเดือนกันยายน 2569 มีมูลค่าการนำเข้าของแต่ละประเทศ ดังนี้ จีน 108,509.29 ล้านดอลลาร์ +39.11% ไต้หวัน 39,368.99 ล้านดอลลาร์ +115.09% ญี่ปุ่น 23,631.89 ล้านดอลลาร์ +5.95% สหรัฐอเมริกา 22,448.87 ล้านดอลลาร์ +46.04% มาเลเซีย 16,124.22 ล้านดอลลาร์ +46.46%
สำหรับแนวโน้มการนำเข้าโค้งสุดท้ายปลายปี 69 และทิศทางปี 70 ปัจจุบัน สนค. ไม่ได้มีประมาณการส่วนนำเข้าไว้
นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยถึงทิศทางการสินค้าบางกลุ่มที่มีการนำเข้าลดลงในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน ว่า เป็นช่วงที่ภาคธุรกิจส่วนใหญ่โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ที่มีผู้ถือหุ้นติดตามผลงาน จะต้องบริหารจัดการและควบคุมสต็อกสินค้าคงคลังให้รัดกุม เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าค้างในระบบจำนวนมากจนกลายเป็นต้นทุนที่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการ
ทั้งนี้ การนำเข้าสินค้าในช่วงปลายปีมักจะมีแนวโน้มลดลงเนื่องจากใกล้ช่วงสิ้นปี โดยเฉพาะสินค้าประเภทวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการผลิต ซึ่งอาจไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน ขณะที่สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อผู้บริโภคยังคงมีการนำเข้าอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าภาคธุรกิจจะทยอยลดจำนวนสินค้าคงคลังลงอย่างต่อเนื่องจนถึงช่วงข้ามปี ก่อนจะมีโอกาสกลับมาสั่งซื้อเพิ่มขึ้นอีกครั้งหลังปีใหม่
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองภาพรวมตัวเลขการนำเข้าในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา เช่น กลุ่มรถยนต์และปุ๋ยที่ปรับตัวลดลง สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจและอัตราการเติบโตของ GDP ในประเทศไทยที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสัญญาณเตือนว่าความต้องการบริโภคสินค้าและการนำเข้าของประเทศไทยอาจปรับตัวลดลงในทิศทางเดียวกัน
ขณะที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) คาดว่ามูลค่าการนำเข้าสินค้าของไทยจะขยายตัว 19.0% ในปี 69 ตามทิศทางการเร่งลงทุนภาคเอกชน ทำให้มีการนำเข้าสินค้าเครื่องจักร เครื่องมือ และสินค้าทุนเพิ่มขึ้น รวมถึงผลจากราคานำเข้าพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม WTO ระบุว่า ในปี 69 ปริมาณการค้าจะเติบโต 3.9% ส่วนในปี 70 ปริมาณการค้าจะเติบโต 4.1% โดยการขยายตัวทางการค้าของเอเชียอยู่ในระดับสูงทั้งด้านการนำเข้าและการส่งออกจากความแข็งแกร่งของเครือข่ายการผลิตในภูมิภาค โดยเฉพาะสินค้ามูลค่าสูง เช่น เครื่องจักรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วน วงจรรวม และยานยนต์





