
อินเดียเร่งสร้างรถไฟความเร็วสูง คืบหน้า 62% เปิดโอกาสไทยเจาะตลาดระบบราง
อินเดียเดินหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงมุมไบ–อาห์เมดาบัด ความคืบหน้าโครงการแตะ 62% เปิดโอกาสผู้ส่งออกไทยกลุ่มเครื่องจักรไฟฟ้า สายไฟ และอุปกรณ์อุตสาหกรรมเจาะตลาดระบบรางที่มีศักยภาพสูง
KEY
POINTS
- โครงการรถไฟความเร็วสูงสายแรกของอินเดีย (มุมไบ–อาห์เมดาบัด) มีความคืบหน้าในการก่อสร้างแล้วกว่า 62% โดยติดตั้งคานทางยกระดับไปแล้ว 366 กิโลเมตร จากทั้งหมด 508 กิโลเมตร
- การพัฒนาโครงการนี้ถือเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับระบบราง เช่น เครื่องจักรไฟฟ้า สายไฟและสายเคเบิล และวัสดุอุตสาหกรรม เพื่อเจาะตลาดอินเดีย
- ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญความท้าทายจากเงื่อนไขการจัดซื้อที่ผูกกับแหล่งเงินกู้จากญี่ปุ่นและการแข่งขันสูง จึงมีคำแนะนำให้สร้างพันธมิตรกับบริษัทท้องถิ่นและขอการรับรองมาตรฐานระบบรางของอินเดีย (RDSO)
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย รายงานความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงสายมุมไบ–อาห์เมดาบัด (MAHSR) ซึ่งเป็นโครงการรถไฟความเร็วสูงสายแรกของอินเดีย โดยการรถไฟความเร็วสูงแห่งชาติอินเดีย ( NHSRCL) ซึ่งการก่อสร้างคานโครงสร้างรองรับทางรถไฟยกระดับ (Portal Beams) ครบทั้ง 14 ชุด บริเวณเมืองวาโดดารา รัฐคุชราต เสร็จสิ้นแล้ว
รถไฟความเร็วสูงคืบหน้า 62.16% ยกคานแล้ว 366 กม.
NHSRCL ระบุว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงมุมไบ–อาห์เมดาบัดมีความก้าวหน้าทางกายภาพแล้ว 62.16% สามารถจัดสรรที่ดินได้ครบ 1,389.49 เฮกตาร์ และติดตั้งคานทางยกระดับไปแล้วกว่า 366 กิโลเมตร จากแนวเส้นทางรวม 508 กิโลเมตร
สำหรับงานก่อสร้างอุโมงค์ ซึ่งมีระยะทางรวม 21 กิโลเมตร รวมถึงอุโมงค์ใต้ทะเลยาว 7 กิโลเมตร ยังคงดำเนินการขุดเจาะด้วยเครื่องเจาะอุโมงค์ (TBM) ควบคู่กับการก่อสร้างด้วยวิธี New Austrian Tunnelling Method (NATM) ซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จเป็นระยะทาง 4.88 กิโลเมตร นอกจากนี้ ยังขุดเจาะทะลุแนวภูเขาได้แล้ว 4 แห่ง จากทั้งหมด 8 แห่ง
ส่วนการก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงรถไฟ Sabarmati Depot มีความคืบหน้า 32.28% ขณะที่ศูนย์ซ่อมบำรุงในเมือง Thane คืบหน้า 17.23% สำหรับงานติดตั้งแผ่นพื้นรองรับรางรถไฟ (Track Slabs) ดำเนินการแล้วเป็นระยะทาง 97 กิโลเมตร รวมถึงงานฉีดวัสดุซีเมนต์เพื่อเติมเต็มช่องว่างในโครงสร้าง (CAM Injection)
จับตาโอกาสส่งออกไทย เจาะตลาดเครื่องจักรไฟฟ้า–สายเคเบิล
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองมุมไบ ประเมินว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรถไฟความเร็วสูงของอินเดียอาจสร้างโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องจักรก่อสร้างเฉพาะทาง เครื่องจักรไฟฟ้า สายไฟและสายเคเบิล อุปกรณ์ความปลอดภัย วัสดุอุตสาหกรรม และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับงานก่อสร้างระบบราง
นอกจากนี้ การขยายโครงข่ายรถไฟความเร็วสูงยังอาจเปิดช่องให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานด้านการก่อสร้าง การติดตั้งระบบ และการบำรุงรักษา อย่างไรก็ตาม โอกาสดังกล่าวขึ้นอยู่กับความต้องการจัดซื้อจริง เงื่อนไขของแต่ละสัญญา และข้อกำหนดด้านเทคนิคและมาตรฐานความปลอดภัยของอินเดีย
ข้อมูลการค้าระบุว่า ในปี 2568 ไทยส่งออกเครื่องจักรไฟฟ้าและอุปกรณ์ไปอินเดียภายใต้พิกัดศุลกากร HS 85 มูลค่าประมาณ 1,430 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 7.9% จากปีก่อนหน้า ขณะที่การส่งออกสายไฟและสายเคเบิลหุ้มฉนวนภายใต้พิกัด HS 8544 มีมูลค่าประมาณ 29.8 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 13.3%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงฐานการส่งออกของไทยในสินค้ากลุ่มที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งผู้ประกอบการสามารถต่อยอดเพื่อขยายตลาดอินเดียได้ โดยต้องประเมินความต้องการของผู้รับเหมาและผู้จัดซื้อในโครงการระบบรางเป็นรายกรณี
เงินลงทุนระบบรางมหาศาล แต่ติดเงื่อนไขจัดซื้อ
ในภาพรวม ตลาดระบบรางอินเดียยังมีศักยภาพเติบโตในระยะยาว โดยรัฐบาลอินเดียจัดสรรงบลงทุนด้านการรถไฟสำหรับปีงบประมาณ 2569–2570 ประมาณ 30.92 พันล้านดอลลาร์ หรือ 2.93 ล้านล้านรูปี ขณะที่ข้อมูล ณ เดือนเมษายน 2569 ระบุว่า อินเดียมีโครงการพัฒนาระบบรางที่ได้รับอนุมัติแล้ว 514 โครงการ ระยะทางรวมประมาณ 40,000 กิโลเมตร
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของการลงทุนไม่ได้หมายความว่าสินค้าไทยจะเข้าสู่โครงการได้โดยอัตโนมัติ เนื่องจากโครงการรถไฟความเร็วสูงมุมไบ–อาห์เมดาบัดได้รับการสนับสนุนทางการเงินผ่านเงินกู้จากรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งมีเงื่อนไขการจัดซื้อจัดจ้างที่เกี่ยวข้องกับแหล่งเงินทุน (Tied Procurement) ตามข้อมูลของสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำอินเดีย
นอกจากนี้ งานจัดซื้อระบบสำคัญบางส่วนได้ดำเนินการจัดจ้างแล้ว อาทิ ระบบอาณัติสัญญาณและควบคุมรถไฟ ระบบโทรคมนาคม และศูนย์ควบคุมการเดินรถ ซึ่งมอบหมายให้กิจการร่วมค้าระหว่างบริษัท Dineshchandra R. Agrawal Infracon ของอินเดีย กับบริษัท Siemens ของเยอรมนีดำเนินการ
ข้อจำกัดดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องพิจารณาสถานะของสัญญา เงื่อนไขแหล่งกำเนิดสินค้า ข้อกำหนดทางเทคนิค และคุณสมบัติของผู้ขายก่อนเข้าสู่ตลาด รวมถึงการแข่งขันจากผู้ผลิตในอินเดีย ญี่ปุ่น และประเทศอื่น ๆ ตลอดจนต้นทุนภาษีนำเข้าและค่าขนส่งที่อาจกระทบความสามารถในการแข่งขัน
แนะไทยเร่งจับคู่ธุรกิจ ขึ้นทะเบียนมาตรฐานระบบรางอินเดีย
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองมุมไบ เห็นว่า ผู้ประกอบการไทยควรติดตามการดำเนินงานของ NHSRCL และตรวจสอบสัญญาจัดซื้อที่ยังเปิดโอกาสสำหรับผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายรายใหม่ เพื่อประเมินความเป็นไปได้ในการส่งออกสินค้าและเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานระบบรางอินเดีย
ขณะเดียวกัน การสร้างความร่วมมือกับผู้รับเหมาและบริษัทอินเดีย รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐานและการรับรองผลิตภัณฑ์ ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเข้าสู่ตลาด โดยกระทรวงพาณิชย์พร้อมสนับสนุนการจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้รับเหมาในอินเดีย ตลอดจนส่งเสริมการขึ้นทะเบียนและรับรองมาตรฐานกับ Research Designs and Standards Organisation (RDSO) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านมาตรฐานทางเทคนิคของระบบรางอินเดีย
ทั้งนี้ การพัฒนาโครงข่ายรถไฟความเร็วสูงและระบบรางของอินเดียเป็นโอกาสระยะยาวสำหรับผู้ประกอบการไทย แต่การคว้าโอกาสดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลการจัดซื้อที่ชัดเจน การรับรองมาตรฐาน และการสร้างพันธมิตรในตลาด เพื่อเพิ่มโอกาสแข่งขันในอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของอินเดีย





