thansettakij
thansettakij
จีนอัปเกรดด่านโหย่วอี้กวน ใช้ AI เร่งตรวจทุเรียนหนุนผลไม้ไทยบุกตลาด

จีนอัปเกรดด่านโหย่วอี้กวน ใช้ AI เร่งตรวจทุเรียนหนุนผลไม้ไทยบุกตลาด

25 ต.ค. 69 | 02:39 น.
อัปเดตล่าสุด :25 ต.ค. 69 | 02:50 น.

จีนเร่งยกระดับด่านโหย่วอี้กวน ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลตรวจสอบสินค้า เดินหน้าโครงการด่านอัจฉริยะจีน-เวียดนาม วงเงิน 1,060 ล้านหยวน เพิ่มโอกาสผลไม้ไทยบุกตลาดจีน

KEY

POINTS

  • ด่านโหย่วอี้กวนของจีนนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบตรวจสอบอัจฉริยะ (AI) มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเร่งกระบวนการผ่านพิธีการศุลกากรสำหรับทุเรียนและผลไม้จากอาเซียน
  • มาตรการหลักประกอบด้วยระบบจัดคิวรถอัตโนมัติ, การใช้เทคโนโลยี RPA ลดภาระงานเจ้าหน้าที่, และการตรวจสอบศัตรูพืชทางไกล ซึ่งช่วยลดระยะเวลารอคอยและขั้นตอนการตรวจสอบลงอย่างมาก
  • การอัปเกรดดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงด้านคุณภาพของผลไม้สดจากการขนส่งที่ยาวนาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการกระจายผลไม้ไทยสู่ตลาดจีนให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองหนานหนิง ประเทศจีน รายงานว่า ด่านโหย่วอี้กวน เร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบตรวจสอบอัจฉริยะมาเพิ่มประสิทธิภาพการผ่านพิธีการศุลกากร รองรับการนำเข้าทุเรียนและผลไม้จากอาเซียน โดยในช่วงเดือน มกราคม-กันยายน 2569 มีการนำเข้าทุเรียน 739,000 ตัน เพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 

ขณะที่โครงการด่านอัจฉริยะจีน-เวียดนามมีแผนขยายขีดความสามารถในการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าและสนับสนุนการกระจายผลไม้ไทยสู่ตลาดจีน

ทั้งนี้ ด่านโหย่วอี้กวนตั้งอยู่ในเมืองระดับอำเภอผิงเสียง ภายใต้การกำกับดูแลของเมืองฉงจั่ว เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง สาธารณรัฐประชาชนจีน มีพรมแดนติดกับประเทศเวียดนาม และเป็นด่านทางบกสำคัญในการนำเข้าสินค้าจากอาเซียนเข้าสู่ตลาดจีน โดยเฉพาะผลไม้เมืองร้อน เช่น ทุเรียน ขนุน และแก้วมังกร

สำหรับข้อมูลศุลกากรจีน ระบุว่า ในช่วงเดือน มกราคม-กันยายน 2569 ด่านโหย่วอี้กวนมีการนำเข้าทุเรียน 739,000 ตัน เพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 

ขณะที่ในช่วงเดือน มกราคม-สิงหาคม 2569 มีมูลค่านำเข้าทุเรียน 17,610 ล้านหยวน เพิ่มขึ้น 27.9% และมีปริมาณนำเข้า 620,000 ตัน เพิ่มขึ้น 30.4% โดยมีปริมาณนำเข้าทุเรียนสูงที่สุดในบรรดาด่านทางบกของจีน

โดยสถิติดังกล่าวสะท้อนบทบาทของด่านโหย่วอี้กวนในฐานะช่องทางสำคัญในการนำเข้าทุเรียนเข้าสู่ตลาดจีน โดยมีรายงานว่า ทุเรียนนำเข้าทุก 3 ผลในตลาดจีน จะมีประมาณ 1 ผลที่ผ่านด่านแห่งนี้ 

ด่านโหย่วอี้กวน ยกระดับตรวจผลไม้ 3 มาตรการ

เนื่องจากผลไม้สดมีข้อจำกัดด้านอายุการเก็บรักษาและต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและสุขอนามัยพืชภายใต้กรอบเวลาที่เหมาะสม ด่านโหย่วอี้กวนจึงนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ปรับปรุงกระบวนการปฏิบัติงาน โดยมีมาตรการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

มาตรการที่ 1 ระบบช่วยตรวจสอบและจัดคิวรถอัจฉริยะ ระบบสามารถตรวจจับรถขนส่ง จัดสรรช่องตรวจ และบริหารคิวรถโดยอัตโนมัติ พร้อมแจ้งข้อมูลให้ผู้ขับขี่ผ่านแอปพลิเคชันและรองรับการนัดหมายตรวจสอบทางออนไลน์ 

ภายหลังการนำระบบมาใช้ ประสิทธิภาพการหมุนเวียนช่องจอดเพิ่มขึ้น 35% และระยะเวลารอเข้าช่องตรวจลดลง 20% ช่วยบรรเทาปัญหาการสะสมของรถบรรทุกในช่วงที่มีปริมาณการขนส่งหนานแน่น

มาตรการที่ 2 การใช้เทคโนโลยี Robotic Process Automation (RPA) เพื่อทำงานซ้ำๆ ในกระบวนการเก็บตัวอย่างและส่งตรวจ เช่น การสลับระบบและบันทึกข้อมูลโดยอัตโนมัติ ช่วยลดภาระงานของเจ้าหน้าที่และเพิ่มความต่อเนื่องในการปฏิบัติงาน โดยข้อมูลของโครงการระบุว่า งานที่เดิมต้องใช้เจ้าหน้าที่ประมาณ 4–5 คนต่อวัน สามารถให้ระบบดำเนินการแทนได้

มาตรการที่ 3 การตรวจสอบศัตรูพืชแบบหน้างานและทางไกล ด่านได้จัดตั้งห้องปฏิบัติการใกล้พื้นที่ตรวจสอบ พร้อมพัฒนารูปแบบการทำงานที่เชื่อมโยงการตรวจสอบ ณ ด่านกับการวิเคราะห์จากศูนย์ทางไกล ทำให้สามารถส่งตัวอย่างและดำเนินการตรวจสอบได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ระยะเวลาการตรวจสอบและระบุศัตรูพืชในห้องปฏิบัติการลดลงจากเดิมประมาณ 3–5 วัน เหลือไม่เกิน 36 ชั่วโมง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบโดยยังคงให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางชีวภาพ

นอกจากนี้ จากการปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบแล้ว จีนยังเดินหน้าโครงการด่านอัจฉริยะข้ามพรมแดนจีน-เวียดนาม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าและลดขั้นตอนการผ่านแดน โดยฝั่งจีนได้เริ่มใช้งานระบบกับรถขนส่งและสินค้าจริงแล้ว ขณะที่การก่อสร้างระบบที่เชื่อมต่อกับฝั่งเวียดนามมีกำหนดแล้วเสร็จและเปิดใช้งานตามแผนภายในเดือนตุลาคม 2570

โดยโครงการดังกล่าวมีวงเงินลงทุนประมาณ 1,060 ล้านหยวน โดยฝั่งจีนมีเส้นทางยาวประมาณ 1 กิโลเมตร และนำเทคโนโลยีระบบนำทางดาวเทียม 5G อุปกรณ์ยกตู้สินค้าอัตโนมัติ รถขนส่งไร้คนขับ (IGV) ระบบตรวจสอบอัจฉริยะ และแพลตฟอร์มประสานงานข้ามพรมแดนมาใช้ในการบริหารจัดการ

ด่านโหย่วอี้กวน

ทั้งนี้ แนวทางการพัฒนามุ่งลดเอกสาร ลดขั้นตอน ลดการใช้แรงงาน และลดต้นทุนการผ่านพิธีการศุลกากร ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบและรองรับการดำเนินงานตลอด 24 ชั่วโมง โดยตั้งเป้าให้การขนส่งสินค้าจากหนานหนิงถึงกรุงฮานอยสามารถดำเนินการได้ภายใน 24 ชั่วโมง

ขณะที่ระบบดังกล่าวจะเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างผู้ประกอบการ ศุลกากร และหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง ผ่านแพลตฟอร์มบริการห่วงโซ่อุตสาหกรรมด่านจีน-อาเซียน เพื่อจัดทำแผนการผ่านพิธีการศุลกากรล่วงหน้า สินค้าที่ไม่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติมสามารถดำเนินการผ่านด่านได้รวดเร็วขึ้น 

ส่วนสินค้าที่ต้องตรวจสอบจะเข้าสู่พื้นที่ตรวจด้วยเครื่องสแกน H986 และสามารถแบ่งปันข้อมูลภาพระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากจำเป็นต้องตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ จะใช้เทคโนโลยี 5G และอุปกรณ์สื่อสารแบบพกพาสนับสนุนการทำงานร่วมกันจากระยะไกล

ทั้งนี้ ด่านอัจฉริยะจะดำเนินงานควบคู่กับช่องทางด่านแบบดั้งเดิม โดยด่านอัจฉริยะเน้นรองรับสินค้าตู้คอนเทนเนอร์มาตรฐาน ส่วนด่านแบบดั้งเดิมยังคงให้บริการสินค้าเครื่องจักรกล อุปกรณ์ขนาดใหญ่ รถบรรทุกสูง และสินค้าที่มีลักษณะพิเศษ เพื่อให้การขนส่งแต่ละประเภทสามารถเลือกใช้ช่องทางที่เหมาะสมได้

เมื่อโครงการเชื่อมต่อเต็มรูปแบบ คาดว่าจะรองรับปริมาณการผ่านพิธีการศุลกากรได้สูงสุด 2,880 ตู้คอนเทนเนอร์ต่อวัน และเพิ่มขีดความสามารถในการผ่านด่านของรถบรรทุกโดยรวมของด่านโหย่วอี้กวนให้มากกว่า 4,000 คันต่อวัน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นเป้าหมายตามแผนโครงการ มิใช่ขีดความสามารถที่เปิดใช้งานเต็มรูปแบบแล้วในปัจจุบัน

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ห้องปฏิบัติการตรวจสอบผลไม้ ณ ศูนย์ค้าขายผลไม้จีน-อาเซียน (ฉงจั่ว) ในเมืองผิงเสียง ได้เปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับความสามารถในการตรวจสอบสินค้าเกษตรและอาหารนำเข้าจากอาเซียน รวมถึงสนับสนุนการตรวจสอบผลไม้ที่ผ่านด่านชายแดนในเขตกว่างซี ห้องปฏิบัติการดังกล่าวมีเงินลงทุนประมาณ 100 ล้านหยวน พื้นที่ประมาณ 5,700 ตารางเมตร และติดตั้งเครื่องมือและอุปกรณ์ตรวจวิเคราะห์ 1,735 รายการ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจสอบสินค้าเกษตรและอาหารนำเข้าจากอาเซียนจากเดิม 450 รายการตรวจ เป็น 800 รายการตรวจ

สำหรับตัวชี้วัดสำคัญของทุเรียน เช่น สาร Basic Yellow 2 (BY2) และแคดเมียม ห้องปฏิบัติการมีความสามารถตรวจตัวอย่างเฉลี่ยเพิ่มจากประมาณ 200 ตัวอย่างเป็นมากกว่า 400 ตัวอย่างต่อวัน และลดระยะเวลาตรวจสอบเฉลี่ยลงมากกว่า 20% นอกจากนี้ ยังสามารถรองรับงานตรวจสอบผลไม้นำเข้าที่ด่านชายแดนอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น ด่านไอเตี้ยนและด่านสุยโข่ว การพัฒนาดังกล่าวช่วยลดระยะเวลารอผลตรวจสอบและต้นทุนด้านการจัดเก็บและการขนส่ง ส่งเสริมให้ผลไม้สดสามารถผ่านกระบวนการตรวจสอบได้รวดเร็วขึ้น ขณะเดียวกันยังคงรักษามาตรฐานความปลอดภัยอาหารและสุขอนามัยพืชก่อนนำเข้าสู่ตลาดจีน

ในช่วงเดือน มกราคม-สิงหาคม 2569 ด่านโหย่วอี้กวนมีการนำเข้าผลไม้จากประเทศสมาชิกอาเซียนประมาณ 8.94 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 19,270 ล้านหยวน เพิ่มขึ้น 6.7% และ 21.9% ตามลำดับเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยคิดเป็น 77.5% ของปริมาณและ 75.3% ของมูลค่าการนำเข้าผลไม้ผ่านด่านต่าง ๆ ในเขตกว่างซีตามข้อมูลที่รายงาน

นอกจากผลไม้แล้ว ด่านแห่งนี้ยังเป็นช่องทางการค้าสำคัญสำหรับสินค้าส่งออกจากจีนไปยังเวียดนาม ไทย ลาว และประเทศอาเซียนอื่นๆ โดยสินค้าสำคัญประกอบด้วยโมดูลจอแสดงผลแบบแบน ชิ้นส่วนอุปกรณ์ประมวลผลข้อมูลอัตโนมัติ วงจรรวม ตลอดจนสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น เสื้อผ้า รองเท้า หมวก และเคสโทรศัพท์มือถือ

ด่านโหย่วอี้กวนตรวจสอบผลไม้  (ที่มา สคต.ณ เมืองหนานหนิง)

ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่าการนำเข้าและส่งออกสินค้าทั้งหมดผ่านด่านโหย่วอี้กวนอยู่ที่ 513,600 ล้านหยวน เพิ่มขึ้น 31.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนบทบาทของด่านในฐานะศูนย์กลางการค้าระหว่างจีนกับอาเซียนที่มีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ระยะต่อไป เขตนิคมอุตสาหกรรมผิงเสียงมีแผนพัฒนาระบบด่านอัจฉริยะให้เชื่อมโยงกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่คลังสินค้าบริเวณด่าน การแปรรูปในเขตสินค้าทัณฑ์บน ไปจนถึงการกระจายสินค้าข้ามพรมแดน พร้อมทั้งผลักดันความเชื่อมโยงระหว่างระบบด่านของจีนและเวียดนาม เพื่อสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สคต. ณ เมืองหนานหนิง ให้ความเห็นว่า ด่านโหย่วอี้กวนเป็นช่องทางสำคัญในการนำเข้าทุเรียนไทยสู่ตลาดจีน โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลผลไม้ระหว่างเดือนเมษายน-กรกฎาคมของทุกปี ซึ่งมีปริมาณการขนส่งผลไม้ไทยผ่านด่านแห่งนี้ ในช่วงที่มีการนำเข้าสูงสุดมากกว่า 300 ตู้คอนเทนเนอร์ต่อวัน 

โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้บริหารจัดการคิวรถ ตรวจสอบสินค้า และเพิ่มขีดความสามารถของห้องปฏิบัติการ จึงมีแนวโน้มช่วยลดระยะเวลารอผ่านด่าน ลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียคุณภาพของผลไม้สด และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผลไม้ไทยในตลาดจีน

ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยได้รับประโยชน์จากการพัฒนาดังกล่าวอย่างเต็มที่ สคต. ณ เมืองหนานหนิง เห็นควรเสนอแนะแนวทางดำเนินการ 3 ประการ ดังนี้

1. ยกระดับมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยตลอดห่วงโซ่การผลิต ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพทุเรียนตั้งแต่แหล่งเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การคัดแยก การบรรจุ และการขนส่ง โดยส่งเสริมให้สวนผลไม้ดำเนินการตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) และโรงคัดบรรจุหรือโรงงานแปรรูปปฏิบัติตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิต (GMP) ตามขอบข่ายที่ใช้บังคับ

นอกจากนี้ ควรควบคุมการใช้สารเคมีและสารปนเปื้อนให้เป็นไปตามข้อกำหนดของจีน โดยเฉพาะสาร BY2 และโลหะหนัก เช่น แคดเมียม พร้อมทั้งพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับตั้งแต่สวนจนถึงปลายทาง และรักษาความถูกต้องของแหล่งกำเนิดสินค้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้นำเข้าและผู้บริโภคจีน

2. พัฒนาระบบดิจิทัลและการตรวจสอบย้อนกลับของอุตสาหกรรมทุเรียนไทย ผู้ประกอบการไทยควรส่งเสริมการใช้ระบบดิจิทัลในการจัดเก็บและเชื่อมโยงข้อมูลสำคัญ เช่น รหัสสวนและโรงคัดบรรจุ วันที่เก็บเกี่ยว ผลการตรวจสอบคุณภาพ ปริมาณน้ำตาลและวัตถุแห้งตามเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนข้อมูลอุณหภูมิระหว่างการขนส่ง เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างเป็นระบบ

สำหรับสวนผลไม้ขนาดกลางและขนาดเล็ก ควรพิจารณารวมกลุ่มเพื่อพัฒนามาตรฐานและระบบข้อมูลร่วมกัน รวมถึงประสานงานกับผู้นำเข้าและผู้ให้บริการโลจิสติกส์จีนเพื่อจัดเตรียมเอกสารและข้อมูลที่จำเป็นล่วงหน้า ทั้งนี้ การเชื่อมต่อข้อมูลกับแพลตฟอร์มบริการห่วงโซ่อุตสาหกรรมด่านจีน-อาเซียนควรดำเนินการตามระบบที่หน่วยงานจีนกำหนดและข้อกำหนดด้านข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยลดความซ้ำซ้อนในการจัดเตรียมเอกสารและเพิ่มความพร้อมในการผ่านพิธีการศุลกากร

3. วางแผนการขนส่งและกระจายความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์ ผู้ประกอบการไทยควรติดตามสถานการณ์การนำเข้า มาตรการตรวจสอบ และข้อกำหนดของศุลกากรจีนอย่างใกล้ชิด พร้อมประสานงานกับผู้นำเข้า ผู้ให้บริการขนส่ง และผู้ดำเนินพิธีการศุลกากรในพื้นที่ เพื่อวางแผนการจัดส่งให้สอดคล้องกับปริมาณรถและระยะเวลาที่ใช้ในการตรวจสอบ โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลที่มีปริมาณทุเรียนนำเข้าสูง

กรณีที่ด่านโหย่วอี้กวนมีความหนาแน่น ผู้ประกอบการอาจศึกษาความเหมาะสมของช่องทางขนส่งอื่นในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง เช่น ด่านตงซิง ด่านหลงปัง ด่านสุยโข่ว ด่านรถไฟผิงเสียง ท่าอากาศยานนานาชาติหนานหนิงอู๋ซวี และท่าเรือชินโจว 

โดยต้องพิจารณาความพร้อมด้านการอนุญาตนำเข้าผลไม้ สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับสินค้าเน่าเสียง่าย ระยะเวลาขนส่ง ต้นทุนโลจิสติกส์ และขั้นตอนการตรวจสอบของแต่ละช่องทางก่อนตัดสินใจ

สำหรับการพัฒนาด่านอัจฉริยะและระบบตรวจสอบผลไม้ของกว่างซีเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการส่งออกผลไม้ไทยสู่ตลาดจีน อย่างไรก็ตาม การใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม จำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานสินค้า การตรวจสอบย้อนกลับ และการบริหารจัดการโลจิสติกส์อย่างเป็นระบบ เพื่อรักษาคุณภาพผลไม้ไทย ลดความเสี่ยงระหว่างการขนส่ง และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในตลาดจีนอย่างยั่งยืน