thansettakij
thansettakij
ปลัดเกษตรฯ ลุย Sandbox ชูพันธุ์ กข113–กข85 ดันผลผลิต 1.5 ตันต่อไร่ ลดต้นทุน 6 พันบาทต่อตัน

ปลัดเกษตรฯ ลุย Sandbox ชูพันธุ์ กข113–กข85 ดันผลผลิต 1.5 ตันต่อไร่ ลดต้นทุน 6 พันบาทต่อตัน

23 ต.ค. 69 | 09:53 น.
อัปเดตล่าสุด :23 ต.ค. 69 | 09:53 น.

ปลัดเกษตรฯ เดินหน้า Sandbox ข้าวไทย 100 ไร่ ชูพันธุ์ กข113–กข85 ดันผลผลิตสูง 1.5 ตันต่อไร่ ตั้งเป้าลดต้นทุนเหลือ 6,000 บาทต่อตัน เร่งยกระดับขีดแข่งขันข้าวไทยตามนโยบาย Quick Win

KEY

POINTS

  • กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าโครงการ Sandbox ข้าวไทย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและรายได้ให้เกษตรกร
  • ส่งเสริมการปลูกข้าวพันธุ์เป้าหมายคือ กข113 (ข้าวพื้นนุ่ม) และ กข85 (ข้าวพื้นแข็ง) ที่มีศักยภาพให้ผลผลิตสูง
  • ตั้งเป้าเพิ่มผลผลิตเป็น 1.5 ตันต่อไร่ และลดต้นทุนการผลิตเหลือ 6,000 บาทต่อตัน โดยใช้เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ

นายรพีภัทร์ จันทร์ศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาการค้าข้าวและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยว่า การขับเคลื่อนนโยบาย Quick Win จะเน้นการทำงานเชิงรุกและสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยปรับจากการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนระยะสั้น ไปสู่การเพิ่มรายได้สุทธิและสร้างความมั่นคงให้เกษตรกรในระยะยาว (Income Support) ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง

บรรยากาศการประชุมหารือร่วมกับสมาคมส่งออกข้าวไทย มีปลัดเกษตรฯ เป็นประธาน

สำหรับโครงการ Sandbox ข้าวไทย จะนำเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) มาใช้ตลอดกระบวนการผลิต ทั้งโดรน เครื่องจักรกลการเกษตร และระบบบริหารจัดการน้ำ ควบคู่กับการเลือกพันธุ์ข้าวให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาด โดยมีพันธุ์ข้าวเป้าหมาย ได้แก่ ข้าวพื้นนุ่ม กข113 และข้าวพื้นแข็ง กข85 ซึ่งมีศักยภาพให้ผลผลิตประมาณ 1.4–1.5 ตันต่อไร่ และตั้งเป้าลดต้นทุนการผลิตเหลือประมาณ 6,000 บาทต่อตัน

กระทรวงเกษตรฯ จะบูรณาการความร่วมมือกับภาคเอกชน ทั้งสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สมาคมโรงสีข้าวไทย และบริษัทผู้ให้บริการเทคโนโลยีการเกษตร เพื่อสนับสนุนนวัตกรรมการผลิตและสร้างความเชื่อมโยงตลาด โดยให้ความสำคัญกับการรับซื้อผลผลิตที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน เพื่อให้เกษตรกรมีช่องทางจำหน่ายที่ชัดเจนและสามารถวางแผนการผลิตได้ตรงกับความต้องการของผู้ซื้อ

ซ้าย (ชูเกียรติ โอภาสวงศ์) ขวา (นายโชคชัย เศรษฐีวรรณ)

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมได้หารือแนวทางรับมือสถานการณ์ส่งออกข้าวไทย ซึ่งเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันด้านราคาและต้นทุนโลจิสติกส์ในตลาดโลก โดยภาคเอกชนเสนอให้เร่งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานขนส่ง พัฒนาโซนนิ่งเกษตรดิจิทัล และทบทวนมาตรฐานพันธุ์ข้าวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)

"กระทรวง เตรียมเร่งจัดระบบสำรองเมล็ดพันธุ์ล็อตแรกไม่น้อยกว่า 10 ตัน เพื่อให้สามารถกระจายเมล็ดพันธุ์ถึงเกษตรกรได้รวดเร็ว พร้อมเร่งจัดทำมาตรฐานข้าวพื้นนุ่มให้แล้วเสร็จ เพื่อให้โรงสีและผู้ส่งออกสามารถจำแนกคุณภาพและเกรดข้าวได้ชัดเจน รองรับการเจาะตลาดเฉพาะกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง และเพิ่มโอกาสในการแข่งขันของข้าวไทย"

ทั้งนี้ การดำเนินงานยึดแนวทาง “ตลาดนำการผลิต ตลาดนำการวิจัย สินค้าเกษตรปลอดภัย มูลค่าสูง” ควบคู่กับการส่งเสริมการทำนาคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Rice) และลดการเผาในภาคเกษตร เพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 และยกระดับการผลิตให้สอดรับกับทิศทางตลาดโลก จะนำผลการดำเนินงานและความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์จากโครงการ Sandbox ข้าวไทย มาประเมินเพื่อขยายผลสู่พื้นที่อื่น โดยมุ่งให้การเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนเกิดขึ้นจริงในระดับแปลงนา ควบคู่กับการสร้างตลาดรองรับ เพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรและเสริมความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมข้าวไทยในระยะยาว