thansettakij
thansettakij
สมาคมชาวนาฯ แจ้งข่าวดี ครม.ไฟเขียว 1.5 พันล้าน เคลียร์เงินตกค้าง ไร่ละ 1,000

สมาคมชาวนาฯ แจ้งข่าวดี ครม.ไฟเขียว 1.5 พันล้าน เคลียร์เงินตกค้าง ไร่ละ 1,000

29 ก.ย. 69 | 07:15 น.
อัปเดตล่าสุด :29 ก.ย. 69 | 08:38 น.

สมาคมชาววนาฯ แจ้งข่าวดี ครม.ไฟเขียวเงินช่วยชาวนา ไร่ละ 1,000 กว่า 1.5 พันล้าน “เอกนิติ” ลดต้นทุน ธ.ก.ส. 300 ล้าน ย้ำชาวนา 2.3 แสนครัวเรือนได้เงินเต็มสิทธิ

KEY

POINTS

  • คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบประมาณเกือบ 1,500 ล้านบาท เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือชาวนาที่ยังค้างจ่ายในโครงการไร่ละ 1,000 บาท
  • วงเงินดังกล่าวมาจากการปรับลดต้นทุนและค่าธรรมเนียมของ ธ.ก.ส. กว่า 300 ล้านบาท โดยไม่กระทบสิทธิประโยชน์ของเกษตรกร
  • ชาวนากว่า 230,000 ครัวเรือน จะได้รับเงินช่วยเหลือครบถ้วนเต็มจำนวนตามสิทธิ์เดิมโดยไม่มีการหักลด

29 กันยายน 2569 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการงบประมาณช่วยเหลือเกษตรกร โครงการปี 2568/2569 กรอบวงเงินเกือบ 1,500 ล้านบาท จากเดิม 1,800 ล้านบาท เพื่อแก้ไขภาระงบประมาณค้างจ่ายเดิม โดยมีการปรับโครงสร้างงบประมาณในส่วนของค่าชดเชยต้นทุนและค่าธรรมเนียมการดำเนินงานของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ลดลงกว่า 300 ล้านบาท

แหล่งข่าวระบุว่า การปรับลดต้นทุนดังกล่าวเป็นแนวทางที่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานกรรมการ ธ.ก.ส. ผลักดัน โดยเป็นการบริหารต้นทุนเงินและค่าธรรมเนียมให้อยู่ในระดับที่ธนาคารสามารถรองรับได้ ขณะที่สิทธิของเกษตรกรยังคงได้รับการคุ้มครองเต็มจำนวน ซึ่งมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญเพื่อสะสางภาระค้างจ่ายและเดินหน้าให้การช่วยเหลือเกษตรกรตามสิทธิเดิม โดยเฉพาะชาวนากว่า 230,000 ครัวเรือน หรือคิดเป็นเกษตรกรมากกว่า 200,000 ราย ซึ่งจะไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับลดต้นทุนของ ธ.ก.ส. และยังได้รับเงินช่วยเหลือครบถ้วนตามหลักเกณฑ์

ลดต้นทุน ธ.ก.ส. 300 ล้าน แลกไม่ตัดสิทธิชาวนา

การปรับลดวงเงินในครั้งนี้เป็นการทบทวนต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการ ทั้งต้นทุนเงินและค่าธรรมเนียมบริหารจัดการของ ธ.ก.ส. ครอบคลุมทั้งโครงการใหม่และโครงการที่มีภาระค้างจ่ายเดิม เพื่อให้การใช้งบประมาณแผ่นดินมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แม้การลดค่าชดเชยดังกล่าวจะทำให้ ธ.ก.ส. ต้องรับภาระต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่จากการพิจารณาของคณะกรรมการ ธ.ก.ส. เห็นว่าอยู่ในระดับที่ธนาคารสามารถบริหารจัดการได้ โดยให้ความสำคัญกับการรักษาสิทธิของเกษตรกรเป็นหลัก สาระสำคัญคือการปรับลดต้นทุนในฝั่งสถาบันการเงินจะไม่ถูกนำไปหักจากวงเงินที่เกษตรกรพึงได้รับ ทำให้ชาวนากว่า 2.3 แสนครัวเรือนยังคงได้รับเงินช่วยเหลือเต็มจำนวนตามสิทธิ

สมาคมชาวนาฯ รับมติ ครม. ชี้เกษตรกรได้ประโยชน์

นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรไทย กล่าวว่า เกษตรกรมีความพึงพอใจกับมติ ครม. เนื่องจากเงินช่วยเหลือยังคงส่งถึงเกษตรกรเต็มจำนวน โดยไม่มีการตัดลดสิทธิของชาวนา อย่างไรก็ตาม รายละเอียดขั้นตอนและกรอบเวลาการเบิกจ่ายยังต้องรอการแถลงอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยืนยันวงเงิน หลักเกณฑ์ และกำหนดการจ่ายเงินให้ชัดเจน ก่อนดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรไทย

ทั้งนี้ สมาคมชาวนาฯ ในฐานะตัวแทนชาวนาทั่วประเทศ ขอขอบคุณรัฐบาล โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับความเดือดร้อนของพี่น้องชาวนา และเร่งผลักดันการแก้ไขปัญหางบประมาณตกค้างจากปีที่ผ่านมาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อไม่ให้ปัญหายืดเยื้อและตกค้างต่อเนื่องไปถึงปีงบประมาณ 2570

เปิดมติ ครม.จ่ายสูงสุด 10,000 บาทต่อครัวเรือน 

ต่อมา ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงมติครม.ว่า ที่ประชุมครม. มีมติอนุมัติเพิ่มกรอบวงเงิน โครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีและส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ ปีการผลิต 2568/69 จำนวน 1,544.98 ล้านบาท 

ทั้งนี้เพื่อใช้จ่ายให้เกษตรกรที่มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มเติม 233,729 ครัวเรือน โดยใช้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำรองจ่าย เพื่อให้การช่วยเหลือดำเนินต่อเนื่องและถึงมือเกษตรกรตามเป้าหมาย

มาตรการดังกล่าวเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในอัตรา ไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ หรือสูงสุด 10,000 บาทต่อครัวเรือน โดย ธ.ก.ส. จะเป็นผู้ดำเนินการจ่ายเงินช่วยเหลือเข้าบัญชีเกษตรกรที่ได้รับสิทธิโดยตรง ทั้งนี้ โครงการมีเป้าหมายเกษตรกรประมาณ 4.63 ล้านครัวเรือน และพื้นที่ที่ได้รับสิทธิประมาณ 36.77 ล้านไร่

สำหรับเกษตรกรที่ยังไม่ได้รับเงินเพิ่มเติมจำนวน 233,729 ครัวเรือน มาจากการตรวจสอบข้อมูลหลังการโอนเงินให้เกษตรกรตามโครงการในรอบก่อน โดยพบเกษตรกรที่มีสิทธิได้รับการช่วยเหลือตามเงื่อนไขของโครงการเพิ่มเติมอีก 113,523 ครัวเรือน จากกรณีข้อมูลการขึ้นทะเบียนและพื้นที่เพาะปลูกมีการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลง

ขณะที่ยังมีกลุ่มเกษตรกรเป้าหมายเดิมที่ยังไม่ได้รับเงินอีกส่วนหนึ่ง จึงจำเป็นต้องเพิ่มกรอบวงเงินเพื่อให้การช่วยเหลือครอบคลุมผู้มีสิทธิทั้งหมด

 

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

 

ทั้งนี้ ครม.เห็นชอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทบทวนรายละเอียดตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 และปรับกรอบวงเงินโครงการจากเดิม 37,906.20 ล้านบาท เป็น 39,452.18 ล้านบาท เพื่อรองรับการจ่ายเงินแก่เกษตรกรที่มีสิทธิเพิ่มขึ้น รวมทั้งเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาโครงการจากเดิมสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2569 เป็น 31 ธันวาคม 2569 เพื่อให้ ธ.ก.ส. สามารถดำเนินการจ่ายเงินได้ครบถ้วนตามโครงการ

สำหรับเกษตรกร สิ่งที่ต้องรู้คือ ผู้ที่ผ่านหลักเกณฑ์และมีสิทธิได้รับเงินตามโครงการ จะได้รับเงินในอัตราไร่ละ 1,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาทต่อครัวเรือน โดยการดำเนินการครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้เกษตรกรที่มีสิทธิแต่ยังตกหล่นจากการจ่ายเงินในรอบที่ผ่านมาได้รับการช่วยเหลืออย่างครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ของโครงการ