
ไขปม UPOV 1991–กะเพรา 4 สายพันธุ์ หวั่นกระแสต้านฉุดลงทุนวิจัย ดับฝัน Seed Hub 5 หมื่นล้าน
ตลาดเมล็ดพันธุ์ไทย 1-2 หมื่นล้านบาท เสี่ยงสะดุด ปมกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชและ UPOV 1991 จุดกระแสผูกขาดกะเพรา 4 สายพันธุ์ หวั่นฉุดลงทุนวิจัย ดับฝันปั้นไทยสู่ Seed Hub 5 หมื่นล้านบาท จี้รัฐหาจุดสมดุลคุ้มครองสิทธินักปรับปรุงพันธุ์ ควบคู่รักษาสิทธิเกษตรกร
KEY
POINTS
- การจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ เช่น กะเพรา 4 สายพันธุ์ เป็นการให้สิทธิ์นักปรับปรุงพันธุ์เพื่อป้องกันการลอกเลียนแบบเชิงพาณิชย์ ไม่ได้เป็นการผูกขาดหรือห้ามเกษตรกรปลูกเพื่อขายผลผลิต
- มีความกังวลว่าการเข้าร่วมอนุสัญญา UPOV 1991 อาจกระทบสิทธิ์ของเกษตรกรในการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าสามารถออกแบบกฎหมายโดยมีข้อยกเว้นที่เหมาะสมกับบริบทของไทยได้
- กระแสต่อต้านการคุ้มครองพันธุ์พืชจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน อาจทำให้การลงทุนวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ลดลง และเป็นอุปสรรคต่อเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ (Seed Hub) มูลค่า 5 หมื่นล้านบาท
ผศ.ดร.ปิยะ กิตติภาดากุล หัวหน้าภาควิชาพืชไร่นา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นายกสมาคมปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์พืชแห่งประเทศไทย และกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืช เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การคุ้มครองพันธุ์พืชเป็นกลไกสำคัญในการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ ซึ่งช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทย
อย่างไรก็ตาม การพิจารณาปรับปรุงกฎหมายต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และผลกระทบต่อเกษตรกร ไม่ใช่ตัดสินจากกระแสในสื่อสังคมออนไลน์ โดยต้องออกแบบข้อยกเว้นให้เหมาะสม เพื่อคุ้มครองสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์ควบคู่กับการรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกรรายย่อย
ไขปมกะเพรา 4 สายพันธุ์ ย้ำสิทธิคุ้มครองไม่เท่ากับผูกขาด
กรณีการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์กะเพรา 4 สายพันธุ์ของภาคเอกชน ซึ่งจุดกระแสกังวลว่าจะกระทบสิทธิการปลูกและเก็บเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกรนั้น ผศ.ดร.ปิยะ ระบุว่า การยื่นขอรับความคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่เป็นสิทธิตามกฎหมายของผู้ปรับปรุงพันธุ์ หากมีหลักฐานแสดงกระบวนการพัฒนาสายพันธุ์และผ่านการตรวจสอบตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งการคุ้มครองดังกล่าว มีเป้าหมายป้องกันการนำพันธุ์พืชที่ผ่านการพัฒนาไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์โดยละเมิดสิทธิ ไม่ได้หมายความว่าผู้ได้รับความคุ้มครองจะมีกรรมสิทธิ์เหนือพืชชนิดนั้นทั้งหมด หรือสามารถห้ามบุคคลอื่นปลูกพืชชนิดเดียวกันได้โดยไม่มีข้อจำกัด ทั้งนี้ ต้องพิจารณาขอบเขตสิทธิและข้อยกเว้นตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นรายกรณี
"ปัจจุบันประเทศไทยมีพันธุ์พืชที่ได้รับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 มากกว่า 107 ชนิดพืช ครอบคลุมผลงานจากหน่วยงานรัฐ มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน โดยการยื่นคำขอต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบตามหลักเกณฑ์ของกรมวิชาการเกษตร ส่วนผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อย จำเป็นต้องแยกการปลูกเพื่อบริโภคหรือจำหน่ายผลผลิตออกจากการขยายพันธุ์เพื่อจำหน่ายเป็นพันธุ์พืชเชิงพาณิชย์ เพราะมีลักษณะการใช้ประโยชน์และประเด็นสิทธิทางกฎหมายแตกต่างกัน จึงไม่ควรสรุปว่าการจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่จะทำให้เกษตรกรหมดสิทธิปลูกหรือเก็บเมล็ดพันธุ์โดยอัตโนมัติ"
วิจัยร่วมเอกชน หนุนงบพัฒนาพันธุ์ใหม่
อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือความร่วมมือด้านวิจัยระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคเอกชน ซึ่งมีข้อกังวลว่าอาจเป็นการนำทรัพยากรภาครัฐไปเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจขนาดใหญ่ ผศ.ดร.ปิยะ อธิบายว่า การวิจัยร่วมกับเอกชนเป็นแนวทางที่ใช้กันในสถาบันการศึกษาทั่วโลก โดยเฉพาะงานวิจัยที่ต้องใช้เงินทุนสูงและต่อเนื่อง เช่น การปรับปรุงพันธุ์พืช ซึ่งต้องอาศัยเวลา บุคลากร และการทดลองหลายขั้นตอนความร่วมมือมีทั้งรูปแบบที่มหาวิทยาลัยและเอกชนร่วมลงทุน
ตลอดจนการรับทุนสนับสนุนจากภาคเอกชน โดยเงื่อนไขการถือครองสิทธิในผลงานและการนำไปใช้ประโยชน์ต้องเป็นไปตามสัญญาและระเบียบที่เกี่ยวข้อง แล้วยังชวยเพิ่มแหล่งทุนวิจัยแล้ว ยังสนับสนุนการพัฒนาห้องปฏิบัติการ เปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติงานจริง และสร้างนักวิจัยที่มีทักษะตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม
จับตา UPOV 1991 ปมใหญ่สิทธิเก็บเมล็ดพันธุ์
สำหรับข้อกังวลเกี่ยวกับการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา UPOV 1991 และการปรับปรุง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ประเด็นสำคัญอยู่ที่ขอบเขตสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์ ระยะเวลาคุ้มครอง และข้อยกเว้นสำหรับเกษตรกร ภายใต้กฎหมายไทยปัจจุบัน ระยะเวลาคุ้มครองแตกต่างกันตามประเภทพืช ขณะที่ UPOV 1991 กำหนดระยะเวลาขั้นต่ำโดยทั่วไปไม่น้อยกว่า 20 ปี และไม่น้อยกว่า 25 ปีสำหรับไม้ยืนต้นและไม้เลื้อย ทั้งนี้ รายละเอียดการใช้บังคับขึ้นอยู่กับประเภทพืชและเงื่อนไขตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ผศ.ดร.ปิยะ เห็นว่า การจัดทำกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลสามารถพิจารณาข้อยกเว้นที่เหมาะสมกับบริบทของไทยได้ โดยต้องหารืออย่างรอบด้านถึงผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกพืชอาหาร ตลอดจนระบบผลิตเมล็ดพันธุ์และพันธุ์พืชของประเทศ สำหรับพืชผสมข้าม เช่น ข้าวโพด เกษตรกรมักเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ลูกผสมใหม่ในแต่ละฤดูกาลเพื่อรักษาศักยภาพการผลิต ขณะที่พืชที่ขยายพันธุ์ด้วยส่วนต่าง ๆ เช่น ทุเรียน มันสำปะหลัง และกล้วย จำเป็นต้องพิจารณารูปแบบการขยายพันธุ์และการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ตามขอบเขตสิทธิที่กฎหมายกำหนด แล้วในอีกด้านหนึ่ง ระบบคุ้มครองพันธุ์พืชยังช่วยให้ผู้ปรับปรุงพันธุ์รายย่อย โดยเฉพาะผู้พัฒนาพันธุ์ไม้ดอกและไม้ประดับ มีเครื่องมือทางกฎหมายป้องกันการนำผลงานไปขยายพันธุ์เพื่อการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต
ตลาดเมล็ดพันธุ์ 2 หมื่นล้าน ดันไทยสู่ Seed Hub 5 หมื่นล้าน
ในเชิงเศรษฐกิจการปรับปรุงพันธุ์พืชเป็นเทคโนโลยีที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาคเกษตรได้อย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันตลาดเมล็ดพันธุ์พืชเศรษฐกิจและพืชผักของไทยมีมูลค่าประมาณ 10,000-20,000 ล้านบาท ขณะที่เป้าหมายการพัฒนาไทยเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ระดับภูมิภาคอยู่ที่ 50,000 ล้านบาท ผศ.ดร.ปิยะ ระบุว่า เมล็ดพันธุ์มีสัดส่วนประมาณ 10-15% ของต้นทุนการผลิตพืชทั้งหมด ขณะที่การพัฒนาพันธุ์ที่มีศักยภาพสามารถเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้อย่างมาก
ยกตัวอย่าง ข้าวโพดที่การปรับปรุงพันธุ์ลูกผสมช่วยยกระดับผลผลิตจากระดับประมาณ 300-700 กิโลกรัมต่อไร่ ไปสู่ระดับ 1,000-2,000 กิโลกรัมต่อไร่ได้ในบางสายพันธุ์และภายใต้สภาพการผลิตที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมจะเติบโตได้ต้องมีระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่ชัดเจน ควบคู่กับการแข่งขันในตลาดและการเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกร หากการลงทุนวิจัยมีความเสี่ยงสูงหรือขาดแรงจูงใจ อาจส่งผลต่อการพัฒนาพันธุ์ใหม่และความสามารถในการแข่งขันกับผู้ผลิตจากต่างประเทศ
อัปเดตการขึ้นทะเบียนมีมากกว่า 107 ชนิด
กองคุ้มครองพันธุ์พืช รายงาน ระบบการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ตามกฎหมาย มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์สายพันธุ์พืชที่มีคุณภาพ โดยเปิดโอกาสให้นักปรับปรุงพันธุ์พืชทุกกลุ่มเข้ามายื่นขอรับความคุ้มครองได้อย่างทั่วถึง ครอบคลุมทั้ง ภาครัฐ, ภาคเอกชน, มหาวิทยาลัย, นักปรับปรุงพันธุ์อิสระ รวมถึง เกษตรกร ในท้องถิ่น ครอบคลุมพืชเศรษฐกิจมากกว่า 107 ชนิด ปัจจุบัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ประกาศกำหนดชนิดพันธุ์พืชใหม่ที่สามารถยื่นขอรับการคุ้มครองแล้วมากกว่า 107 ชนิด ครอบคลุมทั้งพืชไร่ พืชสวน ไม้ผล ไม้ดอกไม้ประดับ และไม้เศรษฐกิจ อาทิ
- พืชไร่และไม้ผลเศรษฐกิจ: ข้าว, ข้าวโพด, มันสำปะหลัง, ทุเรียน, มะม่วง, ลำไย
- พืชผักและสมุนไพร: พริก, มะเขือเทศ, แตงกวา, แตงโม, กะเพรา, เห็ดร่างแห
- ไม้ดอกไม้ประดับและไม้ป่า: กุหลาบ, บอนสี, เบญจมาศ, ชวนชม, หยก, ลิ้นมังกร, ดาวเรือง และไม้สัก
เปิด 4 เงื่อนไขเหล็ก พันธุ์พืชใหม่ต้องมีก่อนขึ้นทะเบียน
สำหรับการพิจารณาให้สิทธิคุ้มครอง สายพันธุ์พืชที่ยื่นขอจดทะเบียนจะต้องผ่านการตรวจสอบตามเกณฑ์สำคัญ 4 ประการ ได้แก่:
1. ใหม่ (Novelty): ยังไม่เคยถูกนำไปจำหน่าย หรือขยายพันธุ์เพื่อการค้าในประเทศไทยเกิน 1 ปี
2. แตกต่าง (Distinctness): มีลักษณะทางสัณฐานวิทยา หรือลักษณะเด่นชัดที่แตกต่างไปจากพันธุ์ที่มีอยู่เดิมในตลาด
3. สม่ำเสมอ (Uniformity): ลักษณะประจำพันธุ์ต้องแสดงออกเหมือนกันทุกต้นเมื่อปลูกในสภาพแวดล้อมเดียวกัน
4. คงตัว (Stability): เมื่อนำไปขยายพันธุ์ต่อในรุ่นต่อๆ ไป ยังคงรักษาลักษณะเดิมไว้ได้อย่างสมบูรณ์
ให้สิทธิคุ้มครองยาวนานสูงสุด 27 ปี
ในส่วนของสิทธิประโยชน์ทางกฎหมาย กฎหมายได้กำหนดกรอบระยะเวลาการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ไว้ออกเป็น 3 ระดับตามประเภทของพืช ได้แก่ 12 ปี, 17 ปี และสูงสุดถึง 27 ปี เพื่อให้ผู้ปรับปรุงพันธุ์ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์อย่างเป็นธรรม ทั้งนี้การจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่จึงถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการเกษตรของไทย ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักวิจัยตลอดจนนักลงทุนในอุตสาหกรรมเกษตรและเมล็ดพันธุ์







