thansettakij
thansettakij
รัฐบาล ยืนยัน “กะเพราไทย” ปลูกกิน ขายได้ตามปกติ

รัฐบาล ยัน “กะเพราไทย” ปลูกกิน ขายได้ตามปกติ ไม่เกี่ยว 4 พันธุ์ใหม่

22 ต.ค. 69 | 07:43 น.
อัปเดตล่าสุด :22 ต.ค. 69 | 07:53 น.

รองโฆษกรัฐบาล แจงข้อสรุปการจดทะเบียนคุ้มครองกะเพราพันธุ์ใหม่ 4 พันธุ์เอกชน หวังเกิดข้อสงสัย ยืนยันไม่กระทบพันธุ์ทั่วไป “กะเพราไทยปลูกกิน–ขายได้ตามปกติ”

KEY

POINTS

  • รัฐบาลยืนยันว่าประชาชนและเกษตรกรสามารถปลูกและขายกะเพราพันธุ์พื้นเมืองและพันธุ์ทั่วไปได้ตามปกติ
  • การจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ 4 พันธุ์ของเอกชน ไม่ได้เป็นการผูกขาดกะเพราทุกสายพันธุ์ในประเทศ
  • สิทธิคุ้มครองตามกฎหมายเกี่ยวข้องกับการผลิตและจำหน่ายส่วนขยายพันธุ์ (เมล็ด, ต้นกล้า) ของพันธุ์ใหม่เพื่อการค้าเท่านั้น ไม่ใช่การขายใบเพื่อบริโภค

22 ตุลาคม 2569 ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีประชาชนกังวลเรื่องการจดทะเบียนคุ้มครองกะเพราพันธุ์ใหม่ 4 พันธุ์ ได้แก่ “แก้วจุรี 01 - 04” ของบริษัทเอกชน ว่า การจดทะเบียนดังกล่าวไม่ได้ทำให้เอกชนมีสิทธิผูกขาดกะเพราทุกพันธุ์ในประเทศไทย โดยคุ้มครองเฉพาะพันธุ์ใหม่ที่ได้รับการจดทะเบียนตามกฎหมายเท่านั้น ประชาชนยังสามารถปลูกกะเพราพันธุ์พื้นเมืองและพันธุ์ทั่วไปที่ไม่ได้รับความคุ้มครองได้ตามปกติ

 

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีประชาชนกังวลเรื่องการจดทะเบียนคุ้มครองกะเพราพันธุ์ใหม่ 4 พันธุ์

 

ทั้งนี้ รัฐบาลโดย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืช ควบคู่กับการดูแลสิทธิและโอกาสในการประกอบอาชีพของประชาชน เพื่อให้เกษตรกรยังเข้าถึงพันธุ์พืชที่จำเป็นต่อการทำกิน และประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากกะเพราพันธุ์ทั่วไปได้ตามปกติ พร้อมเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการปรับปรุงกฎหมาย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเป็นประโยชน์ต่อประเทศโดยรวม

“ประชาชนและเกษตรกรที่ต้องการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับพันธุ์พืชที่ได้รับความคุ้มครอง หรือสอบถามเรื่องการปลูก การจำหน่าย และการขยายพันธุ์ สามารถติดต่อกองคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร โทรศัพท์ 02-940-7214 เพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม”

สำหรับกรณีดังกล่าว นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ชี้แจงเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 ว่า ประชาชนยังสามารถปลูกกะเพราไว้กินเอง เก็บใบขาย นำไปประกอบอาหารเพื่อจำหน่าย รวมถึงขายผลผลิตกะเพราเพื่อบริโภคได้ตามปกติ ไม่จำเป็นต้องซื้อเมล็ดพันธุ์จากบริษัทเอกชนรายใดรายหนึ่ง หากต้องการปลูกกะเพราพันธุ์พื้นเมืองหรือพันธุ์ทั่วไปที่ไม่ได้รับความคุ้มครอง

สำหรับสิทธิที่กฎหมายให้แก่ผู้พัฒนาพันธุ์กะเพราใหม่นั้น จะเกี่ยวข้องกับการผลิตและจำหน่ายส่วนที่ใช้ขยายพันธุ์ เช่น เมล็ดพันธุ์ ต้นกล้า และกิ่งพันธุ์ของพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครอง หากนำไปขยายพันธุ์เพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์ อาจต้องได้รับอนุญาตจากผู้ถือสิทธิ ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด จึงต้องแยกให้ชัดเจนระหว่างการขายกะเพราเป็นอาหารกับการผลิตพันธุ์พืชเพื่อขยายพันธุ์และจำหน่าย

อย่างไรก็ตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 มาตรา 33 กำหนดข้อยกเว้นบางกรณีไว้ด้วย เช่น การนำพันธุ์พืชไปศึกษา วิจัย หรือปรับปรุงพันธุ์ การใช้โดยไม่มีวัตถุประสงค์ทางการค้า และการที่เกษตรกรนำส่วนขยายพันธุ์ที่ตนเองผลิตขึ้นกลับไปเพาะปลูกหรือขยายพันธุ์ต่อภายใต้เงื่อนไขของกฎหมาย

ดังนั้น การเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อไม่ได้เป็นความผิดทุกกรณี ทั้งนี้ ต้องพิจารณาว่าเป็นพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองหรือไม่ และการนำไปใช้เข้าข้อยกเว้นตามกฎหมายหรือเปล่า

ส่วนข้อกังวลของมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) และภาคประชาชนเกี่ยวกับสิทธิของเกษตรกร การเข้าถึงพันธุ์พืช และที่มาของงานวิจัยนั้น รัฐบาลเห็นว่าควรเปิดรับฟังความคิดเห็นและชี้แจงด้วยข้อมูลที่ตรวจสอบได้ เพื่อให้การส่งเสริมงานวิจัยดำเนินควบคู่กับการรักษาสิทธิของเกษตรกร ความหลากหลายทางชีวภาพ และความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

ขณะเดียวกัน กรมวิชาการเกษตรอยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นเพื่อปรับปรุงพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 โดยเปิดโอกาสให้เกษตรกร นักปรับปรุงพันธุ์ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และประชาชนร่วมเสนอความคิดเห็น รวมถึงข้อกังวลเกี่ยวกับแนวทางคุ้มครองพันธุ์พืชตามอนุสัญญา UPOV 1991 ซึ่งต้องพิจารณาผลกระทบต่อสิทธิเกษตรกร ต้นทุนการผลิต และการเข้าถึงพันธุ์พืชอย่างรอบด้าน ทั้งนี้ การรับฟังความคิดเห็นเพื่อปรับปรุงกฎหมายยังไม่ใช่การประกาศใช้ข้อเสนอทั้งหมดเป็นกฎหมายแล้ว