
สรท.คาดส่งออกปี 70 โตสองหลัก ค้ำเศรษฐกิจไทย จี้รัฐเร่งลงทุน ดัน GDP เกิน 2.1%
“ธนากร” ประธาน สรท. คาดส่งออกไทยปี 2570 ยังมีโอกาสโตสองหลัก หลังปีนี้ 8 เดือนแรกขยายตัว 18.9% จ่อปรับเป้าทั้งปีเป็น 14-16% รับอานิสงส์อิเล็กทรอนิกส์ยุค AI บูม เตือนปีหน้าแข่งเดือด จี้รัฐเร่งลงทุนตรงจุด หนุน SME ใช้ AI ลดต้นทุน ดัน GDP โตเกิน 2.1%
KEY
POINTS
- สรท. คาดการณ์ว่าการส่งออกไทยในปี 2570 มีโอกาสขยายตัวในอัตราเลขสองหลัก ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการค้ำจุนเศรษฐกิจของประเทศ
- เรียกร้องให้ภาครัฐเร่งการลงทุนในภาคเศรษฐกิจที่มีศักยภาพ เพื่อผลักดันให้ GDP ของประเทศเติบโตสูงกว่าที่ IMF คาดการณ์ไว้ที่ 2.1%
- ชี้ว่าการเติบโตของการส่งออกในปัจจุบันยังกระจุกตัวในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้อานิสงส์จากกระแส AI ขณะที่สินค้าเกษตรและอาหารยังคงติดลบ
นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การส่งออกไทยในปี 2570 ยังมีโอกาสขยายตัวในอัตราตัวเลขสองหลัก แม้การแข่งขันในตลาดโลกมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ขณะที่ปี 2569 คาดว่าการส่งออกจะเติบโต 14-16% หลังช่วง 8 เดือนแรกขยายตัว 18.9% จากแรงหนุนของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และแผงวงจรที่ได้รับอานิสงส์จากกระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างไรก็ตาม การรักษาการเติบโตในระยะต่อไปจำเป็นต้องเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่กับการผลักดันการลงทุน เพื่อยกระดับเศรษฐกิจไทยที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่าจะเติบโตเพียง 2.1% ทั้งในปี 2569 และ 2570
นายธนากรกล่าวว่า ตัวเลขคาดการณ์ GDP ของ IMF สะท้อนข้อจำกัดและสภาพเศรษฐกิจที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ จึงไม่ควรตั้งความหวังสูงเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานจะรองรับได้ แต่ควรใช้ตัวเลขดังกล่าวเป็นแรงผลักดันให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเร่งปรับตัว เพื่อทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ดีกว่าที่ประเมินไว้
ทั้งนี้ ภาคเอกชนต่างพยายามประคับประคองธุรกิจอย่างเต็มที่ ทั้งการรักษายอดขาย ผลประกอบการ และการดูแลพนักงาน ขณะที่ภาครัฐจำเป็นต้องเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้งบประมาณจากภาษีประชาชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านการเลือกลงทุนในภาคเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสร้างมูลค่าเพิ่มและส่งผลต่อเนื่องไปยังธุรกิจอื่น เพื่อช่วยผลักดัน GDP ให้ขยายตัวสูงกว่าระดับ 2.1%
ส่งออกปี 70 ลุ้นโตสองหลัก
สำหรับแนวโน้มการส่งออกปี 2570 นายธนากรระบุว่า ยังมีโอกาสเติบโตในอัตราตัวเลขสองหลัก แต่ต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการแข่งขันจากประเทศต่าง ๆ ที่ต้องการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก เมื่ออุตสาหกรรมใดมีแนวโน้มเติบโตสูง ย่อมดึงดูดคู่แข่งให้เข้ามาลงทุนและพัฒนากำลังการผลิต หากประเทศเหล่านั้นผลิตสินค้าได้ด้วยต้นทุนต่ำกว่าหรือใกล้เคียงกับไทย ก็อาจเข้ามาแย่งตลาดและทดแทนผู้ผลิตไทยได้
การรักษาการเติบโตของการส่งออกจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการสินค้าในตลาดโลกเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการรักษาความได้เปรียบด้านต้นทุน คุณภาพสินค้า เทคโนโลยี และความรวดเร็วในการส่งมอบสินค้าให้แก่ลูกค้า ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาตำแหน่งในห่วงโซ่การผลิตโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
สำหรับปี 2569 สรท.มีแนวโน้มปรับประมาณการส่งออกทั้งปีจากเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 8-10% มาอยู่ที่ 14-16% หลังตัวเลข 8 เดือนแรกขยายตัวถึง 18.9% โดยอยู่ระหว่างหารือร่วมกับสมาคมที่เกี่ยวข้องเพื่อทบทวนตัวเลขอีกครั้ง แม้คาดว่าการส่งออกในช่วง 4 เดือนที่เหลืออาจชะลอลงบ้าง แต่ภาพรวมทั้งปียังมีโอกาสขยายตัวสูงกว่าประมาณการเดิม
แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และแผงวงจร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานที่ได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของอุตสาหกรรม AI ทั่วโลก ทำให้ความต้องการสินค้าในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นอย่างมาก และผลักดันให้การส่งออกไทยเติบโตเกินกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้
อย่างไรก็ตาม นายธนากรยอมรับว่า ส่วนหนึ่งของการเติบโตยังได้รับอานิสงส์จากการเร่งนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ ก่อนความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายภาษีและการค้า ส่งผลให้จังหวะการสั่งซื้อสินค้าเปลี่ยนแปลงไป จึงต้องติดตามว่าความต้องการที่เร่งตัวในช่วงก่อนหน้าจะส่งผลต่อเนื่องถึงช่วงปลายปีและปีหน้าได้มากน้อยเพียงใด ขณะเดียวกัน การเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ยังมีประเด็นที่ต้องหาข้อสรุป โดยภาคส่งออกต้องการให้ไทยได้รับเงื่อนไขภาษีที่ใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เพื่อไม่ให้เสียเปรียบด้านต้นทุนและความสามารถในการแข่งขัน
“ในฐานะผู้ส่งออก เราหวังเพียงให้ภาษีของเราอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่งในโซนเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องได้เงื่อนไขที่ดีที่สุด แต่รัฐบาลต้องเจรจาอย่าให้เราเสียเปรียบคู่แข่ง” นายธนากร กล่าว
เกษตร-อาหารยังติดลบ ห่วงโตกระจุกตัว
แม้ภาพรวมการส่งออกไทยจะขยายตัวได้ดี แต่ประเด็นที่น่ากังวลคือการเติบโตยังกระจุกตัวอยู่ในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าบางส่วน ขณะที่สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารยังมีอัตราการเติบโตติดลบ 2.4% สะท้อนว่าผลดีจากการส่งออกยังไม่กระจายไปยังทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง
นายธนากรมองว่า ประเทศไทยไม่สามารถพึ่งพาอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักได้เพียงอย่างเดียว แม้อิเล็กทรอนิกส์จะมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตในช่วงนี้ แต่ภาคเกษตรและอาหารก็เป็นฐานเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับประชาชนและผู้ประกอบการจำนวนมาก หากภาคส่วนดังกล่าวยังไม่ฟื้นตัว ย่อมทำให้ประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจไม่กระจายไปสู่ประชาชนในวงกว้างเท่าที่ควร
ภาครัฐจึงจำเป็นต้องเร่งวิเคราะห์ว่าอุตสาหกรรมใดมีศักยภาพสร้างมูลค่าเพิ่มและสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้จริง พร้อมกำหนดมาตรการสนับสนุนให้เหมาะสมกับข้อจำกัดของแต่ละภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการเร่งลงทุนเพื่อเพิ่มผลิตภาพและสร้างความเชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME)
สำหรับมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ เช่น โครงการไทยช่วยไทย พลัส นายธนากรมองว่ามีส่วนช่วยบรรเทาภาระของประชาชนและสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย แต่หากต้องการยกระดับอัตราการเติบโตของ GDP อย่างมีนัยสำคัญ จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการลงทุนที่สร้างผลต่อเนื่องในระยะยาวควบคู่กันไป โดยเลือกโครงการและอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้ การจ้างงาน และมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ยังต้องเร่งลดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อให้เงินภาษีที่มีอยู่อย่างจำกัดถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและผู้ประกอบการ หากการจัดสรรงบประมาณตรงกับความต้องการของเศรษฐกิจ ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการขยายการลงทุนและสร้างความสามารถในการแข่งขันได้มากขึ้น
ถึงเวลาบุกลงทุนต่างประเทศในตลาดโตแซงไทย
นายธนากรกล่าวว่า ความแตกต่างของแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับประเทศอื่นเป็นสัญญาณที่ภาคธุรกิจต้องนำมาพิจารณาในการวางแผนลงทุนระยะยาว โดยข้อมูลคาดการณ์ของ IMF ในปี 2570 เวียดนามมีแนวโน้ม GDP เติบโต 7.5% อินเดีย 7% ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย 5.1% มาเลเซีย 4.6% และจีน 4% ขณะที่ไทยถูกประเมินว่าจะเติบโตเพียง 2.1%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า หลายประเทศในภูมิภาคและตลาดสำคัญของโลกยังมีโอกาสขยายตัวสูงกว่าไทย จึงเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยพิจารณาขยายการลงทุนไปยังประเทศที่มีตลาดผู้บริโภคเติบโต เช่น เวียดนาม อินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และจีน เพื่อเพิ่มช่องทางการขาย กระจายความเสี่ยง และเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานในตลาดที่มีศักยภาพ
“เป็นโอกาสแน่นอน เราอาจต้องออกไปลงทุนในประเทศที่มีตลาดขยายตัว เพราะเมื่อเศรษฐกิจประเทศเหล่านั้นเติบโต ก็มีโอกาสเกิดความต้องการสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการไทยควรพิจารณาว่าจะเข้าไปมีส่วนร่วมในตลาดเหล่านี้ได้อย่างไร” นายธนากรกล่าว
การออกไปลงทุนต่างประเทศจึงเป็นอีกแนวทางที่ภาคธุรกิจไทยควรพิจารณา ไม่ใช่เพียงการส่งสินค้าออกจากประเทศไทยไปจำหน่ายเท่านั้น แต่รวมถึงการเข้าไปสร้างฐานการผลิต เครือข่ายการจัดจำหน่าย และความร่วมมือทางธุรกิจในตลาดเป้าหมาย ทั้งนี้ การตัดสินใจลงทุนต้องพิจารณาต้นทุน ความเสี่ยง กฎระเบียบ และโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าในแต่ละประเทศอย่างรอบคอบ
จี้รัฐหนุนทุน SME ใช้ AI ลดต้นทุน
อีกปัจจัยที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันได้มากขึ้น คือการนำ AI และข้อมูลมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการธุรกิจ นายธนากรกล่าวว่า ปัจจุบันภาคเอกชนเริ่มนำ AI มาใช้ในการทำงานอย่างแพร่หลาย เพราะช่วยประมวลผลข้อมูลและทำงานได้รวดเร็วขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือความสามารถของผู้ประกอบการในการนำข้อมูลและคำแนะนำจาก AI มาวิเคราะห์และปรับใช้ให้เหมาะสมกับธุรกิจของตนเอง
การใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพมีโอกาสช่วยลดต้นทุนได้อย่างน้อย 10% และอาจเพิ่มขึ้นเป็น 15-25% หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะของแต่ละธุรกิจและความสามารถในการนำเทคโนโลยีไปปรับใช้ ตั้งแต่การวางแผนการผลิต การจัดการสินค้าคงคลัง การบริหารโลจิสติกส์ ไปจนถึงการวิเคราะห์ความต้องการของตลาดและการจัดสรรทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด
อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญของ SME คือเงินทุน เพราะแม้ AI จะช่วยวิเคราะห์ปัญหาและเสนอแนวทางแก้ไขได้ แต่การนำคำแนะนำไปใช้จริงอาจต้องลงทุนเพิ่มเติม ทั้งการปรับปรุงเครื่องจักร ระบบข้อมูล ซอฟต์แวร์ และกระบวนการผลิต หากผู้ประกอบการไม่มีเงินทุนเพียงพอ ก็อาจไม่สามารถเปลี่ยนคำแนะนำให้เป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจได้
ภาครัฐจึงควรเข้ามาสนับสนุนให้ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนและเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงานและการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก เพื่อให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และแข่งขันกับผู้ผลิตจากต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับเป้าหมายที่ภาครัฐต้องการผลักดันให้ GDP ไทยเติบโตได้ถึง 3% หรือมากกว่านั้น นายธนากรเชื่อว่ารัฐบาลมีความตั้งใจ และภาคเอกชนพร้อมสนับสนุนการทำงานร่วมกัน แต่ภาครัฐต้องกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศให้ชัดเจน ทั้งการเลือกอุตสาหกรรมเป้าหมาย การเร่งลงทุน การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสนับสนุนให้ SME มีโอกาสเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานโลกมากขึ้น
“ภาคเอกชนพร้อมทำงานเต็มที่อยู่แล้ว เพราะมีหน้าที่ดูแลทั้งองค์กร พนักงาน ยอดขายและกำไร แต่ภาครัฐต้องช่วยชี้ทิศทางของประเทศให้ชัดเจน และใช้งบประมาณไปยังจุดที่สร้างผลต่อเศรษฐกิจได้จริง” นายธนากรกล่าว
ทั้งนี้ แม้การส่งออกไทยในปี 2569 จะได้รับแรงหนุนจากอิเล็กทรอนิกส์และกระแส AI จนมีโอกาสเติบโตสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่การรักษาการเติบโตในปี 2570 ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการแข่งขันและการรับมือคู่แข่งที่เข้ามาในตลาดมากขึ้น การกระจายโอกาสไปยังสินค้าเกษตรและอาหาร การขยายการลงทุนในต่างประเทศ ตลอดจนการยกระดับผลิตภาพด้วยเทคโนโลยี
หากภาครัฐสามารถเร่งลงทุนได้ตรงจุด สนับสนุนผู้ประกอบการให้เข้าถึงเงินทุนและเทคโนโลยี พร้อมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน ภาคส่งออกก็ยังมีโอกาสเป็นแรงค้ำยันสำคัญของเศรษฐกิจไทย และช่วยเพิ่มโอกาสให้ประเทศขยับออกจากแนวโน้มการเติบโตต่ำในระยะต่อไป







