thansettakij
thansettakij
ส่งออกข้าวไทยเสี่ยงวืดเป้า 7 ล้านตัน อินเดีย–ปากีฯตัดราคา ตลาดโค้งท้ายเดือด

ส่งออกข้าวเสี่ยงวืดเป้า 7 ล้านตัน อินเดีย–ปากีฯ ขายตัดราคา ตลาดโค้งท้ายเดือด

14 ต.ค. 69 | 03:23 น.
อัปเดตล่าสุด :14 ต.ค. 69 | 03:23 น.

ส่งออกข้าวไทย 9 เดือนแรกได้ 5.2 ล้านตัน ลดลง 12.3% ลุ้นโค้งท้ายอีก 1.8 ล้านตันให้ครบเป้า 7 ล้านตัน ท่ามกลางศึกตัดราคาจากอินเดีย–ปากีสถาน ตลาดอิรักหดหาย ขณะฟิลิปปินส์ระงับใบอนุญาตนำเข้าใหม่ กดดันโอกาสส่งออกไทยช่วงท้ายปี

KEY

POINTS

  • เป้าหมายการส่งออกข้าวไทย 7 ล้านตันมีความเสี่ยงสูงที่จะไม่สำเร็จ เนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรงในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี
  • อินเดียและปากีสถานเป็นคู่แข่งสำคัญที่ตัดราคาขายข้าวต่ำกว่าไทย ทำให้ข้าวไทยเสียเปรียบในการแข่งขัน
  • ตลาดผู้ซื้อรายใหญ่หดตัว โดยเฉพาะอิรักที่ลดการสั่งซื้อลงอย่างมาก และฟิลิปปินส์ที่ระงับการออกใบอนุญาตนำเข้าใหม่

การส่งออกข้าวไทยในไตรมาสที่ 4 โค้งสุดท้ายของปี 2569 ยังต้องเผชิญโจทย์สำคัญ เมื่อการแข่งขันในตลาดโลกทวีความรุนแรง โดยเฉพาะอินเดียที่มีข้าวปริมาณมหาศาลและปากีสถานที่เริ่มได้เปรียบจากข้าวฤดูการผลิตใหม่ที่ออกสู่ตลาด และขายราคาต่ำกว่า ขณะที่ตลาดอิรักซึ่งเคยเป็นลูกค้ารายใหญ่การสั่งซื้อหายไปเกือบทั้งหมด แม้ตลาดอาเซียนจะช่วยพยุงยอดส่งออก แต่การรักษาเป้าหมาย 7 ล้านตันยังเป็นเรื่องท้าทาย

นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดมุมมองกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ต่อการแข่งขันข้าวโลก ที่ข้าวไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน รวมถึงแนวโน้มผลผลิตข้าวไทยท่ามกลางความผันผวนของสภาพอากาศที่ยังผันผวนได้ตลอดเวลา 

นายชูเกียรติ กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม–30 กันยายน 2569 ไทยส่งออกข้าวได้รวม 5.2 ล้านตัน ลดลงประมาณ 12.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายของตลาดข้าวไทยที่ยังต้องเผชิญการแข่งขันสูง โดยเฉพาะจากอินเดียซึ่งมีสต็อกข้าวจำนวนมากและมีศักยภาพส่งออกในระดับสูง

ตั้งแต่ต้นปี สมาคมฯ ประเมินเป้าหมายส่งออกข้าวไทยไว้ที่ 7 ล้านตัน ลดลงจากปี 2568 ที่ส่งออกได้ 7.9 ล้านตัน เนื่องจากคาดการณ์ล่วงหน้าว่าตลาดโลกจะแข่งขันรุนแรง ประกอบกับราคาข้าวไทยสูงกว่าประเทศคู่แข่ง อย่างไรก็ตาม แม้จะปรับเป้าหมายลงมาแล้ว แต่สถานการณ์ปัจจุบันยังทำให้ต้องลุ้นอย่างหนักว่าไทยจะส่งออกได้ตามเป้าหมายหรือไม่

ส่งออกโค้งท้ายต้องเดือนละ 6 แสนตัน

แรงกดดันดังกล่าวเห็นได้จากตัวเลขส่งออกในไตรมาส 3 ซึ่งไทยส่งออกข้าวได้ 1.9 ล้านตัน ลดลง 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 2 ล้านตัน ส่วนไตรมาส 4 ถือเป็นช่วงสำคัญที่จะชี้ว่ายอดส่งออกทั้งปีจะเข้าใกล้เป้าหมายเพียงใด

ส่งออกข้าวเสี่ยงวืดเป้า 7 ล้านตัน อินเดีย–ปากีฯ ขายตัดราคา ตลาดโค้งท้ายเดือด

นายชูเกียรติระบุว่า ไทยยังต้องส่งออกข้าวอีกประมาณ 1.8 ล้านตันในช่วง 3 เดือนสุดท้าย หรือเฉลี่ยเดือนละ 600,000 ตัน จึงจะทำยอดได้ครบ 7 ล้านตัน ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างมากเมื่อพิจารณาจากการแข่งขันในตลาดโลกและสถานการณ์การสั่งซื้อของประเทศผู้นำเข้า ขณะที่ข้อมูลส่งออกสะสมของประเทศคู่แข่งขันแสดงให้เห็นถึงแรงกดดันต่อไทยอย่างชัดเจน โดย 9 เดือนแรก อินเดียส่งออกไปแล้วประมาณ 15 ล้านตัน จากที่ตั้งเป้าหมายไว้ทั้งปีนี้ที่ 25 ล้านตัน ส่วนเวียดนามส่งออกได้ประมาณ 7 ล้านตัน ปากีสถานประมาณ 4 ล้านตัน และไทยอยู่ที่ 5.2 ล้านตัน

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าไทยต้องแข่งขันทั้งด้านราคาและการรักษาตลาดเดิม ท่ามกลางคู่แข่งที่มีขีดความสามารถในการเสนอราคาต่ำกว่า โดยเฉพาะอินเดียซึ่งยังเป็นผู้เล่นสำคัญที่มีปริมาณข้าวรองรับการส่งออกจำนวนมาก

อินเดีย–ปากีฯกดราคาชิงตลาด

ประเด็นสำคัญที่ทำให้ข้าวไทยแข่งขันยาก คือระดับราคาที่สูงกว่าประเทศผู้ส่งออกหลัก โดยราคาข้าวขาว 5% ในตลาดโลกขณะนี้ อินเดียอยู่ที่ประมาณ 375 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ปากีสถาน 405 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เวียดนาม 420-425 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ขณะที่ข้าวไทยอยู่ที่ 440-450 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ก่อนหน้านี้ราคาข้าวไทยเคยขึ้นไปสูงสุดที่ 480 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในเดือนสิงหาคม แม้ปัจจุบันราคาจะปรับลดลงมาแล้ว แต่ยังมีส่วนต่างจากคู่แข่ง โดยเฉพาะอินเดียซึ่งเสนอราคาต่ำกว่าไทยค่อนข้างมาก ทำให้ผู้นำเข้ามีทางเลือกในการจัดหาข้าวจากประเทศอื่น

นอกจากอินเดียแล้ว ปากีสถานยังเป็นคู่แข่งที่ต้องจับตา เพราะข้าวฤดูการผลิตใหม่เริ่มออกสู่ตลาด จากเดิมที่ผู้ซื้อบางส่วนไม่ต้องการข้าวปากีสถานเนื่องจากเป็นข้าวเก่าปลายฤดู เมื่อมีข้าวใหม่เข้ามา ผู้ซื้อในเอเชียจึงหันไปสนใจมากขึ้น เนื่องจากสอดคล้องกับความนิยมบริโภคข้าวใหม่ การเปลี่ยนแปลงนี้เห็นได้จากตลาดฟิลิปปินส์และมาเลเซีย ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของข้าวไทย เวลานี้ทั้งสองประเทศหันไปซื้อข้าวปากีสถานมากขึ้น ประกอบกับระดับราคาข้าวไทยยังสูงกว่า จึงยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อการรักษาส่วนแบ่งตลาดในช่วงที่เหลือของปี

“อินเดียมีสต็อกข้าวปริมาณมหาศาลและส่งออกได้ในระดับสูง ขณะที่ข้าวใหม่ของปากีสถานเริ่มออกสู่ตลาด ทำให้ผู้ซื้อในเอเชียหันไปสนใจมากขึ้น เมื่อราคาข้าวไทยยังสูงกว่าคู่แข่ง จึงเป็นโจทย์สำคัญในการรักษาตลาดและแข่งขันในช่วงที่เหลือของปี”

ตลาดอิรักหาย ต้นทุนส่งผ่านเพื่อนบ้านพุ่ง

อีกหนึ่งปัจจัยที่กระทบการส่งออกข้าวไทย คือการหายไปของตลาดอิรัก ซึ่งเดิมเคยซื้อข้าวไทยปีละกว่า 1 ล้านตัน แต่ในปี 2569 การส่งออกตรงไปยังอิรักเกิดขึ้นเพียง 93,000 ตันในเดือนมกราคม หลังจากนั้นไม่มีการซื้อขายโดยตรงในระดับเดิมอีก อย่างไรก็ตาม การส่งออกผ่านประเทศทางเลือกเริ่มเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี โดยผู้ซื้อบางส่วนใช้ตุรกีและซีเรียเป็นเส้นทางขนส่งข้าวต่อไปยังอิรัก สถิติ 8 เดือนแรกพบว่าไทยส่งออกข้าวไปตุรกีเพิ่มจาก 2,000 ตันในปีก่อน เป็น 90,000 ตันในปีนี้ ส่วนซีเรียเพิ่มจาก 4,000 ตัน เป็น 70,000 ตัน

แม้ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนเส้นทางการค้า แต่การขนส่งผ่านประเทศเพื่อนบ้านทำให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะค่าขนส่งทางบกจากตุรกีไปอิรักที่สูงขึ้นประมาณ 160-170 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ส่งผลให้ราคาข้าวถึงปลายทางแพงขึ้นและอาจทำให้ปริมาณสั่งซื้อลดลง นอกจากนี้ ความขัดแย้งในบริเวณทะเลแดงและความเสี่ยงจากสถานการณ์การสู้รบของกลุ่มฮูตี ยังเป็นอีกปัจจัยที่ผู้ซื้อกังวล เพราะมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับเส้นทางเดินเรือ ทำให้การตัดสินใจสั่งซื้อข้าวต้องระมัดระวังมากขึ้น

ฟิลิปปินส์ระงับใบอนุญาตใหม่

แม้ตลาดอิรักจะหดตัวลงอย่างมาก แต่ตลาดอาเซียนช่วยชดเชยยอดส่งออกได้บางส่วน โดยเฉพาะฟิลิปปินส์และมาเลเซียที่เร่งนำเข้าข้าวเพื่อสำรองไว้ จากความกังวลเกี่ยวกับปรากฏการณ์เอลนีโญในช่วงที่ผ่านมา โดยในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 ฟิลิปปินส์นำเข้าข้าวจากไทยเพิ่มจาก 150,000 ตันในช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็น 570,000 ตัน ส่วนมาเลเซียเพิ่มจาก 150,000 ตัน เป็น 450,000 ตัน ถือเป็นตลาดที่ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญและช่วยประคองการส่งออกข้าวไทย

อย่างไรก็ตาม ตลาดฟิลิปปินส์กำลังเผชิญข้อจำกัดใหม่ หลังหน่วยงานรัฐประกาศระงับการออกใบอนุญาตนำเข้าข้าวใหม่จากไทยและเวียดนามเมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ก่อน โดยให้เหตุผลว่าราคาข้าวแพงเกินไป และอนุญาตเฉพาะสัญญาเดิมที่ได้รับใบอนุญาตไปแล้ว พร้อมสนับสนุนให้ผู้นำเข้าหันไปซื้อข้าวจากปากีสถานแทน สถานการณ์ดังกล่าวทำให้โอกาสการขยายตลาดของไทยมีข้อจำกัดมากขึ้น