
รัฐไม่ทันเกม สินค้าไร้มาตรฐานทะลักไทย 120 ล้านชิ้น ผ่านฟรีโซน-อีคอมเมิร์ซ
สินค้าไร้มาตรฐานทะลักไทยปีละ 100-120 ล้านชิ้น ผ่านฟรีโซน-อีคอมเมิร์ซ แต่สุ่มตรวจได้ไม่ถึง 3% จี้ปฏิรูประบบมาตรฐานประเทศ (NQI) เร่งคุมสินค้าเสี่ยง เปิดแผน 90 วัน สร้างระบบเตือนภัยผู้บริโภค
KEY
POINTS
- สินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานกว่า 120 ล้านชิ้นต่อปีทะลักเข้าไทยผ่านช่องทางคลังสินค้าปลอดอากร (ฟรีโซน) และอีคอมเมิร์ซ
- หน่วยงานรัฐมีข้อจำกัดด้านบุคลากร งบประมาณ และเทคโนโลยี ทำให้สามารถสุ่มตรวจสินค้าได้ไม่ถึง 3% ซึ่งเป็นช่องโหว่สำคัญในการกำกับดูแล
- ปัญหานี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค และบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยที่ต้องเผชิญกับสินค้าราคาถูกที่ด้อยคุณภาพ
วิกฤตสินค้าไร้มาตรฐานกำลังเป็นโจทย์ท้าทายเศรษฐกิจไทย เมื่อสินค้าข้ามพรมแดนไหลเข้าสู่ตลาดผ่านคลังสินค้าฟรีโซนและอีคอมเมิร์ซ ขณะที่ข้อจำกัดด้านบุคลากร งบประมาณ และเทคโนโลยีทำให้การตรวจสอบทำได้ไม่ทั่วถึง ปัญหาดังกล่าวไม่เพียงกระทบความปลอดภัยของผู้บริโภค แต่ยังบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยที่ปฏิบัติตามกฎหมาย
นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII Thailand) และหนึ่งในผู้ริเริ่มก่อตั้งสมาคมส่งเสริมระบบมาตรฐานประเทศไทย (TSA) สะท้อนวิกฤตดังกล่าวผ่านแนวคิด “ถอดรหัสวิกฤตสินค้าไร้มาตรฐาน สู่ก้าวใหม่คุณภาพประเทศ (NQI) และการคุ้มครองผู้บริโภค” เนื่องในวาระวันมาตรฐานโลก วันที่ 14 ตุลาคม 2569 พร้อมเสนอให้ยกระดับระบบมาตรฐานเป็นวาระสำคัญของประเทศ เพื่อปิดช่องโหว่การกำกับดูแลและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ
สินค้าทะลัก 120 ล้านชิ้น สุ่มตรวจไม่ถึง 3%
นายอลงกรณ์ระบุว่า สังคมมักเข้าใจว่ามาตรฐานเป็นเพียงข้อกำหนดหรือเอกสารทางธุรการของหน่วยงานกำกับดูแล เช่น สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แต่ในความเป็นจริง ระบบมาตรฐานคือโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐคุณภาพของประเทศ (National Quality Infrastructure: NQI) ซึ่งมีความสำคัญไม่ต่างจากถนน ระบบส่งไฟฟ้า และระบบการศึกษา
ปัจจุบันไทยเผชิญความท้าทายสำคัญ โดยมีสินค้าอุปโภคบริโภคข้ามพรมแดนเข้าสู่ประเทศปีละประมาณ 100-120 ล้านชิ้น ผ่านคลังสินค้าฟรีโซนและช่องทางอีคอมเมิร์ซ แต่สามารถสุ่มตรวจรับรองได้ไม่ถึง 3% เนื่องจากข้อจำกัดด้านกำลังคน งบประมาณ และเทคโนโลยี
ขณะเดียวกัน ความเสียหายจากคดีออนไลน์และการฉ้อฉลทางไซเบอร์ยังสูงกว่า 65,000 ล้านบาท สะท้อนความเสี่ยงที่ผู้บริโภคต้องเผชิญในยุคดิจิทัล นายอลงกรณ์มองว่า เมื่อสินค้าไม่ได้มาตรฐานเข้าสู่ตลาด ผู้บริโภคย่อมเสี่ยงได้รับสินค้าไม่ปลอดภัย ขณะที่ผู้ผลิตและผู้ประกอบการไทยซึ่งปฏิบัติตามกฎหมายกลับต้องแข่งขันกับสินค้าราคาถูกที่อาจไม่ได้มาตรฐาน
จึงเสนอให้มองการยกระดับระบบมาตรฐานเป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงการเพิ่มขั้นตอนทางราชการ เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยของประชาชนและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
เตือน 5 ช่องโหว่ กฎหมายตามเทคโนโลยีไม่ทัน
อีกประเด็นที่ต้องเร่งแก้ไขคือช่องว่างด้านมาตรฐานในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งเทคโนโลยีและสินค้าใหม่เข้าสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว แต่เกณฑ์กำกับดูแลยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ โดยนายอลงกรณ์ชี้ถึง 5 ด้านสำคัญ
- โซลาร์รูฟท็อปและแบตเตอรี่ BESS ยอดติดตั้งเติบโตกว่า 35% ต่อปี แต่ไทยยังไม่มีข้อกำหนดบังคับการติดตั้งโซลาร์ (Mandatory Solar Installation Code) และระบบบังคับขึ้นทะเบียนช่าง ขณะที่อินเวอร์เตอร์ราคาถูกบางส่วนขาดระบบตัดวงจรฉุกเฉิน (Rapid Shutdown) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้
- เครื่องชาร์จและสายชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า แม้ไทยมีรถ EV มากกว่า 200,000 คัน แต่ตลาดออนไลน์ยังมีสายชาร์จที่ไม่มีเครื่องหมาย มอก. และขาดระบบตัดไฟรั่ว RCD Type B ซึ่งอาจก่อความเสี่ยงด้านความปลอดภัยระหว่างชาร์จไฟ
- อุปกรณ์ IoT และสมาร์ตโฮม ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ระบุว่า อุปกรณ์ในตลาดกว่า 65% ขาดมาตรการความปลอดภัยไซเบอร์ขั้นต่ำ เสี่ยงต่อการถูกเจาะระบบและเข้าถึงข้อมูลส่วนตัว
- AI ด้านการเงินและสุขภาพ ยังขาดเกณฑ์ตรวจรับรองความแม่นยำของระบบ AI (AI Validation) ทำให้การตัดสินใจของอัลกอริทึม เช่น การปฏิเสธสินเชื่อหรือการปฏิเสธเคลมประกัน อาจไม่สามารถตรวจสอบเหตุผลได้อย่างเพียงพอ
- วัสดุและระบบก่อสร้าง ปัญหาวัสดุและระบบก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงกรณีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม เป็นตัวอย่างที่สะท้อนความสำคัญของการควบคุมมาตรฐานเพื่อป้องกันความสูญเสีย
นายอลงกรณ์เตือนว่า หากไม่เร่งกำหนดเกณฑ์ควบคุมภาคบังคับให้ทันต่อความเสี่ยง ความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินอาจขยายวงกว้าง และยังกระทบความเชื่อมั่นในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจดิจิทัล
คุมสินค้าเสี่ยง-หนุน SMEs ใช้มาตรฐานเพิ่มแต้มต่อ
นอกจากสินค้าอุปโภคบริโภคและอุปกรณ์เทคโนโลยีแล้ว สินค้าสุขภาพอย่างอาหารเสริมและเวชสำอางยังเป็นอีกตลาดที่ต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะการจำหน่ายผ่านไลฟ์คอมเมิร์ซและอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน ซึ่งอาจเปิดช่องให้โรงงานรับจ้างผลิตที่ไม่ได้มาตรฐานลักลอบใช้สารตั้งต้นราคาถูก สวมเลข อย. ปลอม หรือผสมสารอันตราย เช่น ไซบูทรามีน สเตียรอยด์ ปรอท และไฮโดรควิโนน
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ที่ผู้บริโภคเสียเงินจากการถูกหลอกลวง แต่ยังอาจเกิดอันตรายต่อสุขภาพ ตั้งแต่ภาวะตับและไตวายเฉียบพลันไปจนถึงความเสียหายต่อผิวหนัง ซึ่งท้ายที่สุดอาจเพิ่มภาระงบประมาณด้านสาธารณสุขของประเทศ
นายอลงกรณ์จึงเสนอให้มีระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ของสารเคมีและสารตั้งต้นตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้สามารถติดตามแหล่งที่มาและควบคุมความเสี่ยงได้ตั้งแต่ก่อนผลิตและจำหน่าย ไม่ใช่รอให้เกิดความเสียหายแล้วจึงเข้าไปตรวจสอบ
ขณะเดียวกัน ยังเสนอให้เปลี่ยนมุมมองจาก “มาตรฐานคือภาระต้นทุน” เป็น “มาตรฐานคือเกราะกำบังและใบเบิกทาง” โดยมองว่าการมีมาตรฐานภาคบังคับที่เข้มแข็งจะช่วยลดความเสี่ยงจากสินค้าราคาถูกด้อยคุณภาพที่เข้ามาแข่งขันในตลาด และช่วยให้ผู้ประกอบการไทยมีโอกาสเข้าถึงตลาดต่างประเทศมากขึ้น
ข้อเสนอสำคัญคือ ภาครัฐควรจัดตั้งกองทุนสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตรวจรับรองมาตรฐาน และถ่ายทอดความรู้ด้านมาตรฐานสีเขียว (Green Standards) ให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs เกษตรกร และโรงงานไทย เพื่อเตรียมความพร้อมต่อข้อกำหนดการค้าระหว่างประเทศ เช่น มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของยุโรป และกฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ซึ่งมีผลต่อการเข้าถึงห่วงโซ่อุปทานโลก
สำหรับแนวทางขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรม สถาบัน FKII และคณะผู้ก่อตั้ง TSA เสนอแผนปฏิบัติการ 90 วัน ภายใต้ FKII x TSA Model โดยมี 5 แนวทาง ได้แก่ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านมาตรฐานและการคุ้มครองผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ การเปิดแพลตฟอร์ม Real-time Alert เพื่อแจ้งเบาะแสและเตือนภัยสินค้าอันตราย สินค้าปลอมแปลง และสินค้าที่สวมสิทธิ์เลข อย. มอก. มกอช. หรือ กสทช. การจัดทำ Standard Channel เผยแพร่ความรู้แก่ประชาชน การก่อตั้ง Standard Academy เพื่อพัฒนาบุคลากรและจัดฝึกอบรมด้านมาตรฐาน และการจัดตั้ง Data Center เป็นศูนย์ข้อมูลเพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาระบบมาตรฐานของประเทศ
ข้อเสนอดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลและตรวจสอบสินค้าเสี่ยงได้สะดวกขึ้น ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรและระบบข้อมูลที่จำเป็นต่อการยกระดับคุณภาพสินค้าไทย
ทั้งนี้ สถาบัน FKII ร่วมกับคณะผู้ก่อตั้ง TSA โดยการสนับสนุนของสถาบันทิวา (TVA) เตรียมจัดงานสัมมนา FKII: National Agenda Forum หัวข้อ “ก้าวใหม่ระบบมาตรฐานประเทศไทย เพื่อคุณภาพประเทศและการคุ้มครองผู้บริโภค” วันที่ 14 ตุลาคม 2569 เวลา 13.00-16.30 น. ณ สวนเสียงไผ่ สถาบันทิวา กรุงเทพมหานคร และเปิดให้เข้าร่วมผ่านระบบ Zoom เพื่อผลักดันการยกระดับระบบมาตรฐานไทยให้เกิดผลในทางปฏิบัติ







