
สถานการณ์น้ำวันนี้ 11 ต.ค. 2569 ฝนถล่มใต้-ตะวันตก จับตาน้ำอ่างฯ 96% เร่งระบายน้ำบางปะกง
สทนช. รายงานสถานการณ์น้ำวันนี้ 11 ต.ค. 2569 ฝนสูงสุดยะลา 137 มม. เพชรบุรี 126 มม. น้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศอยู่ที่ 82% ของความจุ ขณะที่ภาคตะวันตกสูงถึง 96% จับตาพยากรณ์อากาศ 12–16 ต.ค. ไทยตอนบนฝนลด แต่ภาคใต้ยังเสี่ยงฝนหนัก พร้อมเร่งระบายน้ำลุ่มน้ำบางปะกง
KEY
POINTS
- ภาคใต้และภาคตะวันตกเผชิญฝนตกหนัก โดยเฉพาะที่ จ.ยะลา และ จ.เพชรบุรี ซึ่งมีปริมาณฝนสูงสุด
- ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำภาคตะวันตกสูงถึง 96% ของความจุ ทำให้ต้องเฝ้าระวังการบริหารจัดการน้ำอย่างใกล้ชิด
- สทนช. เร่งระบายมวลน้ำสะสมในลุ่มน้ำบางปะกง โดยติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำและเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติม
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) รายงานสถานการณ์น้ำวันนี้ 11 ตุลาคม 2569 ประเทศไทยตอนบนยังมีฝนฟ้าคะนองและฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ขณะที่ภาคใต้ยังต้องเฝ้าระวังฝนต่อเนื่อง พบฝนสูงสุดที่ จ.ยะลา 137 มิลลิเมตร และ จ.เพชรบุรี 126 มิลลิเมตร ด้านปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศอยู่ที่ 82% ของความจุ โดยภาคตะวันตกมีน้ำสูงถึง 96% เร่งประสานระบายน้ำฝั่งตะวันออก รับมือมวลน้ำสะสมในลุ่มน้ำบางปะกง
เช็กปริมาณฝนสูงสุดรายภาค
รายงานสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ วันที่ 11 ตุลาคม 2569 เวลา 07.00 น. ระบุว่า ประเทศไทยตอนบนยังมีสภาพอากาศแปรปรวน มีฝนฟ้าคะนองและฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ขณะที่ปริมาณฝนสูงสุดรายภาคกระจายอยู่ใน 6 จังหวัด ดังนี้
- ภาคเหนือ: จ.นครสวรรค์ 98 มิลลิเมตร
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จ.สุรินทร์ 74 มิลลิเมตร
- ภาคกลาง: จ.ลพบุรี 20 มิลลิเมตร
- ภาคตะวันออก: จ.จันทบุรี 38 มิลลิเมตร
- ภาคตะวันตก: จ.เพชรบุรี 126 มิลลิเมตร
- ภาคใต้: จ.ยะลา 137 มิลลิเมตร
เมื่อพิจารณาปริมาณฝนสูงสุดรายภาค พบว่า จ.ยะลามีฝนสูงสุด 137 มิลลิเมตร รองลงมาคือ จ.เพชรบุรี 126 มิลลิเมตร และ จ.นครสวรรค์ 98 มิลลิเมตร สะท้อนให้เห็นว่าหลายพื้นที่ยังต้องติดตามสถานการณ์ฝนและการระบายน้ำอย่างใกล้ชิด
เปิดตัวเลขน้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ ภาคตะวันตกสูงสุด 96%
สำหรับแนวโน้มสภาพอากาศในช่วงวันที่ 12–16 ตุลาคม 2569 ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนลดลง หลังมวลอากาศเย็นหรือบริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน อย่างไรก็ตาม ภาคใต้ยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรติดตามพยากรณ์อากาศและประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะบริเวณที่มีฝนสะสม ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วมขังและน้ำหลากได้
สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำภาพรวมทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวม 65,931 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 82% ของความจุเก็บกัก ขณะที่ปริมาณน้ำใช้การได้อยู่ที่ 41,822 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 74% เมื่อแยกตามภูมิภาค พบว่าภาคตะวันตกมีปริมาณน้ำสูงสุดเมื่อเทียบกับความจุเก็บกักที่ 96% รองลงมาคือภาคตะวันออก 88% ส่วนภาคเหนือมีน้ำ 76% ภาคกลาง 71% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 70% และภาคใต้ 68%
ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำรายภาค
- ภาคเหนือ: 20,904 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 76%
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: 8,363 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 70%
- ภาคกลาง: 1,326 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 71%
- ภาคตะวันออก: 2,729 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 88%
- ภาคตะวันตก: 27,246 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 96%
- ภาคใต้: 5,363 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 68%
ตัวเลขดังกล่าวทำให้ต้องจับตาการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำสะสมสูง โดยเฉพาะภาคตะวันตกและภาคตะวันออก ทั้งนี้ ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้ชี้ระดับความเสี่ยงน้ำท่วมในแต่ละพื้นที่ได้ ยังต้องพิจารณาปริมาณฝน น้ำท่า และความสามารถในการระบายน้ำร่วมด้วย
เช็กสถานการณ์น้ำเจ้าพระยา ระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่ง
สำหรับสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตามข้อมูลที่ระบุ ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เวลา 06.00 น. สถานีตรวจวัดสำคัญใน จ.นครสวรรค์ มีรายละเอียดดังนี้
- สถานี P.17 อ.บรรพตพิสัย: ระดับน้ำ 34.88 เมตรจากระดับทะเลปานกลาง ต่ำกว่าตลิ่ง 3.37 เมตร และมีแนวโน้มลดลง
- สถานี N.67 อ.ชุมแสง: ระดับน้ำ 25.54 เมตรจากระดับทะเลปานกลาง ต่ำกว่าตลิ่ง 2.67 เมตร และมีแนวโน้มลดลง
- สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์: มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,885 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำ 22.42 เมตรจากระดับทะเลปานกลาง ต่ำกว่าตลิ่ง 3.28 เมตร
ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำในอัตรา 2,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยมีระดับน้ำเหนือเขื่อน +15.68 เมตรจากระดับทะเลปานกลาง และระดับน้ำท้ายเขื่อน +14.98 เมตรจากระดับทะเลปานกลาง
หมายเหตุ: ข้อมูลสถานีลุ่มน้ำเจ้าพระยาข้างต้นเป็นข้อมูล ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ไม่ใช่ค่าตรวจวัด ณ เช้าวันที่ 11 ตุลาคม จึงควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนนำไปใช้ประเมินสถานการณ์ปัจจุบัน
สทนช. เร่งระบายน้ำบางปะกง ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำเพิ่ม 10 เครื่อง
ด้านการบริหารจัดการน้ำฝั่งตะวันออก สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งผลักดันน้ำออกจากพื้นที่ โดยบริเวณเขื่อนบางปะกงยังสามารถเร่งระบายน้ำได้ดี อย่างไรก็ตาม มวลน้ำสะสมในลุ่มน้ำบางปะกงยังต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากมีน้ำหลากจากท้ายเขื่อนขุนด่านปราการชล คลองรังสิต และมวลน้ำที่ไหลข้ามเขตจากกรุงเทพมหานครผ่านคลองประเวศบุรีรมย์และคลองแสนแสบ ก่อนลงสู่คลองพระองค์ไชยานุชิต
อุปสรรคสำคัญคือสภาพภูมิประเทศบริเวณสันดอนปากแม่น้ำ ซึ่งมีลักษณะตื้นเขินคล้ายหลังเต่า โดยเฉพาะบริเวณ อ.สำโรง บางเสาธง บางบ่อ และบางพลี ทำให้น้ำไหลผ่านจุดคอขวดได้ช้าและส่งผลต่อประสิทธิภาพการระบายน้ำ ขณะเดียวกัน สถานการณ์น้ำท่วมใน จ.ปทุมธานีและกรุงเทพมหานครมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น
ประกอบกับการลดการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยา และการเร่งเปิดรับน้ำเข้าสู่ระบบคลองรังสิตและนครนายก เพื่อช่วยตัดยอดน้ำจากพื้นที่ตอนบน ลดมวลน้ำสะสมที่จะไหลลงสู่ อ.องครักษ์ จ.นครนายก อ.บางน้ำเปรี้ยว และพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา นอกจากนี้ กรมชลประทานและกองทัพเรือได้ระดมกำลังติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำและเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมในแม่น้ำบางปะกงอีก 10 เครื่อง เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่
จับตาสถานการณ์น้ำ 3 ประเด็นสำคัญ
- ฝนภาคใต้: แม้ประเทศไทยตอนบนมีแนวโน้มฝนลดลงในช่วง 12–16 ตุลาคม แต่ภาคใต้ยังมีฝนตกต่อเนื่องและอาจมีฝนหนักถึงหนักมากบางพื้นที่
- น้ำในอ่างเก็บน้ำ: ภาคตะวันตกมีปริมาณน้ำ 96% ของความจุเก็บกัก ต้องติดตามการบริหารจัดการน้ำและปริมาณฝนที่อาจเพิ่มขึ้น
- น้ำฝั่งตะวันออก: การระบายน้ำในลุ่มน้ำบางปะกงยังเผชิญข้อจำกัดจากจุดคอขวดและมวลน้ำสะสม จึงต้องติดตามผลการติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำและเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติม
ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรติดตามประกาศจากหน่วยงานภาครัฐอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อมีฝนตกหนักสะสมหรือระดับน้ำเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว







