thansettakij
thansettakij
ค้าไทย-สหรัฐ 3 ปีโตแรง  นำเข้าน้ำมัน-ก๊าซพุ่ง ลุ้นภาษี 'ทรัมป์’ จ่อปิดดีล พ.ย.นี้

การค้าไทย-สหรัฐ 3 ปีโตแรง นำเข้าน้ำมัน-ก๊าซพุ่ง ลุ้นภาษี 'ทรัมป์’ จ่อปิดดีล

07 ต.ค. 69 | 09:27 น.
อัปเดตล่าสุด :07 ต.ค. 69 | 09:29 น.

จับตาไทย-สหรัฐ เร่งปิดดีลการค้าต่างตอบแทน จ่อลงนาม พ.ย.นี้ ขณะการค้าไทย-สหรัฐ 3 ปีโตแรง ตัวเลข 8 เดือนปี 69 โต 42% แตะ 84,164 ล้านดอลลาร์ ไทยเกินดุล 45,304 ล้านดอลลาร์ รับโครงสร้างการค้าเปลี่ยนชัด

KEY

POINTS

  • การค้าไทย-สหรัฐฯ ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าในระดับสูงมาโดยตลอด
  • ไทยมีการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงาน ซึ่งการนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้นมาก
  • โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แสดงความต้องการให้เร่งสรุปข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) โดยเร็ว ซึ่งการเจรจาอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายแล้ว

การค้าไทย-สหรัฐอเมริกายังคงขยายตัวอย่างร้อนแรง แม้อยู่ท่ามกลางแรงกดดันจากมาตรการภาษีและการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน หรือ ART (Agreement on Reciprocal Trade) โดยล่าสุดโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งจดหมายถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย แสดงความคาดหวังให้ทั้งสองฝ่ายเร่งสรุปข้อตกลงด้านภาษีและการค้าโดยเร็ว และหากเป็นไปได้ต้องการให้มีการลงนามในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569 ระหว่างการเดินทางเยือนเอเชีย

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าการเจรจา เนื่องจากขณะนี้เข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายแล้ว โดยมีเป้าหมายผลักดันให้สามารถลงนามได้ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียนที่ฟิลิปปินส์ วันที่ 16-18 พฤศจิกายน หรือการประชุมเอเปคที่จีน วันที่ 18-19 พฤศจิกายนนี้

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังการเจรจา ART มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม โดยกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายสามารถสรุปสาระสำคัญและหลักการของการเจรจาได้แล้ว เหลือเพียงการตรวจสอบรายละเอียดและถ้อยคำในระดับเทคนิค เพื่อให้ความตกลงมีความชัดเจนและรอบคอบ

จากภาษี 36% สู่เป้าหมายรักษากรอบ 19%

สำหรับ ART เป็นกรอบการเจรจาที่สหรัฐ ผลักดันกับประเทศคู่ค้าที่สหรัฐ ขาดดุลการค้า โดยไทยเคยเผชิญอัตราภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) สูงถึง 36% ก่อนที่การเจรจาจะนำไปสู่กรอบอัตรา 19% ในปี 2568

ตามกรอบความตกลงที่ไทยและสหรัฐ ประกาศร่วมกันเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ไทยจะลดหรือยกเลิกภาษีสำหรับสินค้าสหรัฐ ราว 99% ขณะที่สหรัฐจะคงอัตราภาษีต่างตอบแทนสำหรับสินค้าจากไทยที่ 19% และเปิดทางให้สินค้าบางรายการได้รับอัตรา 0%

อย่างไรก็ตาม กรอบดังกล่าวยังไม่ใช่ความตกลง ART ฉบับสมบูรณ์ ขณะที่ไทยต้องเดินหน้าสรุปรายละเอียดให้ทันต่อสถานการณ์ โดยเฉพาะการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 ของสหรัฐ ในประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง โดยกระทรวงพาณิชย์ย้ำว่า เป้าหมายสำคัญของไทยคือการรักษาอัตราภาษีรวมให้อยู่ในกรอบ 19% หรืออย่างน้อยต้องไม่สูงกว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เพื่อไม่ให้ผู้ส่งออกไทยเสียเปรียบด้านราคาและสูญเสียคำสั่งซื้อในตลาดสหรัฐ

3 ปีการค้าโตแรง ไทยเกินดุลต่อเนื่อง

ท่ามกลางการเจรจาที่เข้มข้น แต่การค้าไทย-สหรัฐกลับขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยจากข้อมูลของศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร ระบุในปี 2567 มูลค่าการค้าไทย-สหรัฐโดยรวมอยู่ที่ 74,272 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อน แบ่งเป็นการส่งออก 54,944 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 14% และการนำเข้า 19,328 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 0.1% ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้า 35,616 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 23%

ปี 2568 การค้าสองประเทศขยายตัวแรงขึ้น มูลค่าการค้ารวมเพิ่มเป็น 93,409 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 26% การส่งออกอยู่ที่ 72,519 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 32% การนำเข้า 20,890 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 8% และไทยเกินดุลการค้า 51,629 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 45%

ส่วนปี 2569 เฉพาะช่วง 8 เดือนแรก (ม.ค.-ส.ค.) มูลค่าการค้ารวมอยู่ที่ 84,164 ล้านดอลลาร์ (หรือประมาณ 2.701 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 42% ขณะที่การส่งออกแตะ 64,734 ล้านดอลลาร์ (หรือประมาณ 2.070 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 43% การนำเข้า 19,430 ล้านดอลลาร์ (หรือประมาณ 631,279 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40%)

ส่งผลให้ไทยยังคงเกินดุลการค้ากับสหรัฐ สูงถึง 45,304 ล้านดอลลาร์ (หรือประมาณ 1.439 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 44% สะท้อนว่าตลาดสหรัฐ ยังคงมีความสำคัญอย่างมากต่อภาคส่งออกไทย แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีและความไม่แน่นอนทางการค้า

กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า สหรัฐ เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย โดยมูลค่าการส่งออกในปี 2568 อยู่ที่กว่า 2.37 ล้านล้านบาท และเกี่ยวข้องกับการจ้างงานในประเทศกว่า 400,000 ตำแหน่ง ทำให้การรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดดังกล่าวมีความสำคัญโดยตรงต่อภาคการผลิตและเศรษฐกิจไทย

คอมพิวเตอร์-โทรศัพท์นำทัพ ส่งออกพุ่ง

หากพิจารณาโครงสร้างการส่งออกไทยไปสหรัฐ ในช่วง 8 เดือนแรกปี 2569 พบว่าสินค้าเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมมีบทบาทโดดเด่น โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มีมูลค่าส่งออก 20,525 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 72% ขณะที่เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มีมูลค่า 7,637 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 146%

รองลงมา ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยาง 2,788 ล้านดอลลาร์ ลดลง 11% หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ 2,431 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 38% และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล 2,335 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 40%

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการขยายตัวของสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ดิจิทัล และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะความต้องการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนที่เพิ่มขึ้นในตลาดสหรัฐ

ขณะเดียวกัน การนำเข้าสินค้าจากสหรัฐของไทย ก็เพิ่มขึ้นในหลายรายการ โดยเฉพาะสินค้าพลังงานและสินค้าทุน ซึ่งสอดคล้องกับความพยายามของไทยในการเพิ่มการนำเข้าจากสหรัฐ เพื่อสร้างสมดุลทางการค้า

โดยในช่วง 8 เดือนแรกปี 2569 ไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐ มูลค่า 5,230 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 80% ก๊าซธรรมชาติ 1,959 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 140% และเครื่องบิน เครื่องร่อน อุปกรณ์การบินและส่วนประกอบ 1,602 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 229% ส่วนเครื่องจักรและส่วนประกอบ มีมูลค่า 1,269 ล้านดอลลาร์ ลดลง 10% และเคมีภัณฑ์ 997 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 21%

ภาพรวมจึงสะท้อนว่า แม้ไทยยังเกินดุลการค้ากับสหรัฐ ในระดับสูง แต่การนำเข้าจากสหรัฐ ก็ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าพลังงานและสินค้าทุน ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่มีความสำคัญต่อการเจรจา ART ในการปรับโครงสร้างการค้าให้สมดุลมากขึ้น

อย่างไรก็ตามทิศทางการค้าไทย-สหรัฐนับจากนี้ จึงขึ้นอยู่กับการปิดดีลการเจรจา ART ในรายละเอียด ว่าไทยจะสามารถรักษากรอบภาษีที่ไทยต้องการได้มากน้อยเพียงใด ขณะที่ตลาดสหรัฐ ยังมีความสำคัญต่อการส่งออกไทยอย่างยิ่ง โดยตัวเลขส่งออกไทยไปสหรัฐ 8 เดือนแรกปี 2569 ที่ขยายตัวถึง 43% ชี้ให้เห็นว่า ผู้ประกอบการไทยยังมีโอกาสขยายตลาดได้อีกมาก หากสามารถลดความเสี่ยงด้านภาษีและสร้างความชัดเจนทางการค้าในระยะยาว