thansettakij
thansettakij
‘วงศ์บัณฑิต’ GEN 3 เปลี่ยนเกมยางพาราไทย ลุย AI–EUDR สร้างมูลค่าเพิ่ม

‘วงศ์บัณฑิต’ GEN 3 เปลี่ยนเกมยางพาราไทย ลุย AI–EUDR สร้างมูลค่าเพิ่ม

GEN 3 “วงศ์บัณฑิต” เผยธุรกิจยางพาราต้องเร่งรับมือ EUDR และมาตรฐานคาร์บอน หลังลูกค้าต่างชาติยกระดับเงื่อนไขซื้อขาย พร้อมเดินหน้า AI เพิ่มประสิทธิภาพองค์กร ชี้โอกาสยางไทยยังมี แต่ต้องขยับจากวัตถุดิบสู่สินค้าเพิ่มมูลค่า

KEY

POINTS

  • วงศ์บัณฑิตรุ่นที่ 3 ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ธุรกิจยางพาราจากการเน้นปริมาณและราคา ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มและปรับตัวให้ทันต่อกติกาการค้าโลกใหม่
  • นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และเตรียมพร้อมรับมือมาตรการ EUDR ของสหภาพยุโรปผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับ
  • ชี้ว่ามาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เช่น EUDR และ Carbon Footprint กำลังกลายเป็นโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้ายางพาราไทย

จาก “ยางพารา” ที่เคยวัดกันด้วยราคาและกำลังการผลิต วันนี้สนามแข่งขันกำลังเปลี่ยนกติกา เมื่อ EUDR, Carbon Footprint, Green Product และ AI กลายเป็นโจทย์ใหม่ที่ผู้ประกอบการต้องรับมือ และนี่คือภารกิจของ “GEN 3” ที่ไม่ได้เพียงรับไม้ต่อธุรกิจครอบครัว แต่ต้องเร่งเปลี่ยนเกมให้ทันโลก 

“ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “นายบัณฑิต เกิดวงศ์บัณฑิต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ บริษัท วงศ์บัณฑิต จำกัด  ทายาทเจเนอเรชันที่ 3 เล่าถึงการนำพาองค์กรก้าวข้ามความท้าทายครั้งใหม่ ตั้งแต่การปรับตัวรับกติกาการค้าโลก การสร้างความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงการนำ AI เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน พร้อมมองอนาคตยางพาราไทยในวันที่โจทย์สำคัญไม่ใช่เพียง “ผลิตให้มาก” แต่คือ “สร้างมูลค่าให้มาก และปรับตัวให้เร็ว”

AI ต้องใช้เป็น เพิ่มมูลค่างาน

นายบัณฑิต กล่าวว่า ในฐานะเจเนอเรชันที่ 3 ที่เข้ามารับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว ได้เริ่มเข้ามาเรียนรู้ธุรกิจยางพาราตั้งแต่ปี 2551 ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโมเดลธุรกิจยุคใหม่ที่แตกต่างจากอดีตอย่างชัดเจน หัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมในปัจจุบันคือความยืดหยุ่นและความคล่องตัว รวมถึงการปรับตัวให้สอดรับกับมาตรฐานด้านความยั่งยืน และสิ่งแวดล้อมให้ได้อย่างรวดเร็ว เพราะความต้องการของผู้ซื้อและสังคมเปลี่ยนเร็วมาก

นายบัณฑิต เกิดวงศ์บัณฑิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ บริษัท วงศ์บัณฑิต จำกัด  ทายาทเจเนอเรชันที่ 3

สำหรับการบริหารคนต่างเจเนอเรชัน มองว่าเป็นอีกหนึ่งจุดแข็ง หลังจากมีโอกาสทำงานต่อเนื่องกับคนหลายยุค ตั้งแต่ Baby Boomer จนถึงคนรุ่นใหม่ ทำให้เข้าใจรูปแบบการทำงานและการสื่อสารของแต่ละช่วงวัย และสามารถเชื่อมการทำงานระหว่างคนต่างรุ่นได้ดีขึ้น หนึ่งในนโยบายสำคัญของบริษัทในปีนี้ คือการผลักดันให้พนักงานนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาใช้ในการทำงาน

“บริษัทเน้นย้ำกับพนักงานทุกคนว่า ทุกคนต้องใช้ AI ให้เป็น และต้องใช้ AI เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับงานให้ได้ เพราะ AI จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และสร้างความได้เปรียบให้ทั้งพนักงานและองค์กรในระยะต่อไป ขณะเดียวกัน บริษัทได้เตรียมรับมือมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี หรือ Non-Tariff Barriers โดยเฉพาะกฎระเบียบสินค้าปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป หรือ EUDR มาอย่างต่อเนื่องกว่า 2 ปี”

 

“เปิดใจ-จริงใจ” สร้างความเชื่อมั่น EUDR

นอกจากนี้ทางบริษัทมีการจัดระบบตรวจสอบย้อนกลับในซัพพลายเชน พร้อมสุ่มตรวจสอบ (Audit) อย่างเข้มงวด โดยทำงานร่วมกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และกลุ่มซัพพลายเออร์ เพื่อให้มั่นใจว่าวัตถุดิบเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด โดย EUDR ไม่ได้พิจารณาเฉพาะประเด็นการไม่ตัดไม้ทำลายป่า แต่ยังเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติตามกฎหมาย การไม่บุกรุกพื้นที่ป่า การไม่ใช้แรงงานเด็ก และการควบคุมการใช้สารเคมีอย่างเหมาะสมด้วย

ปัจจุบันเริ่มมีลูกค้านำเข้าบางรายสั่งซื้อยางที่ผ่านมาตรฐาน EUDR และพร้อมจ่าย Premium Price สูงกว่ายางทั่วไป สะท้อนว่ามาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมกำลังเปลี่ยนจากข้อกำหนดทางการค้าไปสู่ปัจจัยสร้างมูลค่าให้กับสินค้า นายบัณฑิต กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อน EUDR คือ ความจริงใจและการเปิดเผย โดยต้องสื่อสารกับพันธมิตรและเกษตรกรอย่างตรงไปตรงมาว่า EUDR จะเข้ามาในรูปแบบใด ผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นคืออะไร และสิ่งใดเป็นแนวทางที่ยั่งยืนหรือไม่ยั่งยืน “เมื่อเราเปิดเผยและจริงใจ พันธมิตรและเกษตรกรก็จะเกิดความเชื่อใจและอยากร่วมมือกับเรา”

นอกจาก EUDR แล้ว ตลาดยางพารายังมุ่งไปสู่ข้อกำหนดด้าน Carbon Footprint (การปล่อยก๊าซเรือนกระจก)  เพื่อรองรับนโยบาย Net Zero ของผู้ผลิตยางรถยนต์รายใหญ่ระดับโลก โดยบริษัทได้ประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรและได้รับการรับรองตามมาตรฐานขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) แล้ว เพื่อเตรียมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามโรดแมปที่ลูกค้าต่างประเทศกำหนด

สงครามโลกป่วนยาง ประเมินตลาดยาก

สำหรับปัจจัยเสี่ยง นายบัณฑิตยอมรับว่า ความผันผวนและความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก โดยเฉพาะสงครามและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นโจทย์สำคัญของธุรกิจ เพราะสถานการณ์ในปัจจุบันมีความซับซ้อนและคาดการณ์ได้ยากกว่าสงครามในช่วง 20-30 ปีก่อน ซึ่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและซัพพลายสามารถประเมินได้ง่ายกว่า
ขณะที่ในฐานะรองเลขาธิการสมาคมยางพาราไทย นายบัณฑิตมองว่า เงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เป็นอีกหนึ่งปัจจัยกดดันสำคัญต่อการส่งออกยางไทย ทางออกสำคัญคือภาครัฐต้องเร่งสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปปลายน้ำอย่างจริงจัง เพราะปัจจุบันไทยนำยางดิบมาแปรรูปภายในประเทศเพียงประมาณ 15% ของผลผลิตทั้งหมด หากเพิ่มสัดส่วนการแปรรูปปลายน้ำได้ จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและรายได้จากการส่งออกได้อีกมาก

Green Product หนุนอนาคตยางไทย

สำหรับแนวโน้มธุรกิจในปีนี้ นายบัณฑิตมองว่าภาพรวมมีโอกาสใกล้เคียงกับปีก่อน โดยยางพารายังคงเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ และมีแนวโน้มได้รับการส่งเสริมต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน กระแส Green Product ที่ขยายตัวทั่วโลกถือเป็นโอกาสของยางธรรมชาติ เพราะการให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น ขณะที่การใช้ยางสังเคราะห์มีแนวโน้มลดลงในบางตลาด
“ส่วนกรณีที่ผลผลิตยางในประเทศลดลงจนเกิดการแข่งขันแย่งซื้อวัตถุดิบและอาจทำให้ราคายางแข็งตัวนั้น นายบัณฑิต กล่าวว่า สำหรับบริษัทผู้แปรรูปยาง สิ่งที่ให้ความสำคัญมากกว่าระดับราคายางคือ มาร์จิ้น(ส่วนต่างกำไร) ดังนั้น ราคายางจะปรับขึ้นหรือลงจึงไม่ใช่ปัจจัยที่น่ากังวลเพียงด้านเดียว แต่ต้องพิจารณาความสามารถในการบริหารต้นทุนและส่วนต่างกำไรควบคู่กันไป” นายบัณฑิต กล่าวในตอนท้าย

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,241 วันที่ 4 - 7 ตุลาคม พ.ศ. 2569