
กรมชลฯเปิดแผน 1.47 หมื่นล้าน เพิ่มระบายน้ำ 5 เท่า แก้น้ำท่วมซ้ำซากเพชรบุรี
กรมชลประทานเดินหน้าแผนลงทุน 1.47 หมื่นล้าน แก้น้ำท่วมซ้ำซากเพชรบุรีระยะ 10 ปี ขุดคลอง 38 กม. เพิ่มศักยภาพระบายน้ำจาก 70 เป็น 350 ลบ.ม./วินาที ลดความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 5.34 หมื่นล้านบาท
KEY
POINTS
- ครม. อนุมัติโครงการบรรเทาอุทกภัย จ.เพชรบุรี วงเงิน 1.47 หมื่นล้านบาท เป็นแผนระยะ 10 ปี (พ.ศ. 2570-2579) ตามแนวพระราชดำริ
- หัวใจหลักของโครงการคือการขุดและปรับปรุงคลองระบายน้ำสายใหม่ระยะทางกว่า 38 กม. เพื่อเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำลงทะเลให้ได้ 350 ลบ.ม./วินาที หรือเพิ่มขึ้น 5 เท่าจากเดิม
- คาดว่าจะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่เศรษฐกิจและตัวเมืองเพชรบุรี ลดความเสียหายทางเศรษฐกิจได้กว่า 5.3 หมื่นล้านบาท และเพิ่มน้ำต้นทุนเพื่อการเกษตร
ปัญหาอุทกภัยซ้ำซากในจังหวัดเพชรบุรีกำลังเข้าสู่การแก้ไขเชิงระบบครั้งสำคัญ หลังโครงการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่างอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี วงเงินรวม 14,700 ล้านบาท เดินหน้าเป็นแผนงานระยะ 10 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570–2579 โดยมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำออกสู่ทะเล พร้อมรองรับความต้องการใช้น้ำเพื่อการเกษตรและการอุปโภค-บริโภค
จากน้ำท่วมซ้ำซาก สู่โครงการตามพระราชดำริ
ที่มาของโครงการมาจากปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี 2539, 2540, 2546 และ 2553 ซึ่งเกิดจากฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวันจนแม่น้ำเพชรบุรีไม่สามารถรองรับมวลน้ำได้ ส่งผลให้น้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ราบลุ่มทั้ง 8 อำเภอ สร้างความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรและชุมชนมากกว่า 200,000 ไร่
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าว 3 ครั้ง คือ วันที่ 30 ธันวาคม 2542 วันที่ 4 พฤศจิกายน 2546 และวันที่ 30 เมษายน 2549 ครอบคลุมทั้งการแก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำ การเพิ่มช่องระบายน้ำ การปรับปรุงคลองชลประทานให้สามารถทำหน้าที่ระบายน้ำได้ในช่วงอุทกภัย ตลอดจนการวางแผนสร้างแหล่งกักเก็บน้ำและเร่งระบายน้ำลงทะเล
ต่อมาคณะรัฐมนตรี (ครม.)มีมติรับทราบการเตรียมความพร้อมโครงการในปี 2562 และ 2563 ก่อนที่คณะกรรมการลุ่มน้ำเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์จะเห็นชอบปรับแผนจาก 5 ปีเป็น 10 ปี และคณะกรรมการนโยบายทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.)เห็นชอบแผนงานในปี 2568 จนนำไปสู่มติ ครม.วันที่ 5 สิงหาคม 2569 อนุมัติให้กรมชลประทานดำเนินโครงการ วงเงิน 14,700 ล้านบาท พร้อมอนุมัติยกเว้นมติ ครม.ที่ห้ามใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าชายเลนประมาณ 162 ไร่
ขุดคลอง 38 กม. ดันระบายน้ำ 350 ลบ.ม./วินาที
หัวใจสำคัญของโครงการคือการปรับปรุงและก่อสร้างคลองระบายน้ำหลาก D1 และคลองขุดใหม่ รวมระยะทาง 38.852 กิโลเมตร เพิ่มศักยภาพการระบายน้ำสูงสุดจากเดิม 70 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 350 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือเพิ่มขึ้น 5 เท่า พื้นที่โครงการเริ่มจากบริเวณต้นคลองในตำบลท่าไม้รวกและตำบลท่าคอย อำเภอท่ายาง ก่อนระบายน้ำลงสู่ทะเลในพื้นที่ตำบลบางเก่าและตำบลหนองศาลา อำเภอชะอำ รวมถึงตำบลปึกเตียน อำเภอท่ายาง โดยมีงานปรับปรุงคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวา RMC1 คลองลำห้วยยาง คลอง D1 คลอง 1L-D1 และคลองเชื่อมโยงต่างๆ
เป้าหมายคือบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ตัวเมืองและเขตเศรษฐกิจของจังหวัดเพชรบุรี พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำออกสู่อ่าวไทย และเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับภาคเกษตรและการอุปโภค-บริโภค
ประกาศเริ่มก่อสร้างแล้ว เดินหน้าจัดหาที่ดิน
ด้านการเตรียมพื้นที่ กรมชลประทานออกประกาศกำหนดวันเริ่มดำเนินการก่อสร้างเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2566 ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญของกระบวนการจัดหาที่ดินและเวนคืนเพื่อก่อสร้างโครงการ
ปัจจุบันมีการปักหลักเขตชลประทานแล้ว 28.502 กิโลเมตร จากระยะทาง 35.462 กิโลเมตร คิดเป็น 80.28% ขณะที่แผนรังวัดที่ดินกำหนดช่วงเดือนมกราคม 2568–กันยายน 2570 โดยดำเนินการแล้ว 294 แปลง จากทั้งหมด 692 แปลง หรือ 42.49%
สำหรับพื้นที่ของหน่วยงานรัฐ ได้รับอนุญาตใช้พื้นที่จากกรมทางหลวงและการรถไฟแห่งประเทศไทยแล้วตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน 2564 ส่วนพื้นที่ป่าชายเลนอยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนการขอผ่อนผันและยกเว้นมติ ครม.
6 สัญญา ก่อสร้างทยอยเดินหน้า 2570–2579
แผนก่อสร้างแบ่งออกเป็น 6 สัญญาหลัก โดยสัญญาที่ 1 ระยะ กม.0+100–7+800 แบบก่อสร้างได้รับอนุมัติแล้ว มีประตูระบายน้ำ 6 แห่ง สะพานรถยนต์ 3 แห่ง สะพานรถไฟ 1 แห่ง อาคารรับน้ำ 47 แห่ง และท่อระบายน้ำ 5 แห่ง กำหนดก่อสร้างปี 2570–2573
สัญญาที่ 2 ระยะ กม.7+800–17+000 และสัญญาที่ 3 ระยะ กม.17+000–21+300 แบบก่อสร้างได้รับอนุมัติแล้วเช่นกัน โดยมีทั้งสะพาน อาคารรับน้ำ ท่อระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ สะพานน้ำ และอาคารไซฟอน ขณะที่ประตูระบายน้ำบางส่วนอยู่ระหว่างการออกแบบ
สัญญาที่ 4 ระยะ กม.21+300–25+497 แบบก่อสร้างได้รับอนุมัติแล้ว ส่วนสัญญาที่ 5 คลอง 1L-D1 และสัญญาที่ 6 คลองสาขา ยังอยู่ระหว่างออกแบบอาคารประกอบและประตูระบายน้ำปากคลอง โดยกำหนดก่อสร้างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2573 ถึง 2579
ลงทุน 1.47 หมื่นล้าน ลดเสียหาย 5.34 หมื่นล้าน
ทั้งนี้มีวงเงินโครงการรวม 14,700 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าที่ดิน 1,000 ล้านบาท ค่าปรับปรุงคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวา RMC1 พร้อมอาคารประกอบ 12,359.494 ล้านบาท ค่าก่อสร้างส่วนประกอบอื่น 780 ล้านบาท งานเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำเขื่อนแก่งกระจาน 449.895 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายตามแผนปฏิบัติการสิ่งแวดล้อม 70.70 ล้านบาท รวมถึงค่าสำรวจออกแบบ ค่าครุภัณฑ์ และค่าปรับปรุงสิ่งก่อสร้าง
เมื่อโครงการแล้วเสร็จ คาดว่าจะช่วยบรรเทาอุทกภัยได้ประมาณ 33,690 ไร่ คิดเป็นมูลค่าผลประโยชน์จากการลดความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 53,440 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 1,068.40 ล้านบาท พร้อมเพิ่มพื้นที่ส่งน้ำเพื่อการเกษตรในฤดูฝน 4,000 ไร่ และฤดูแล้ง 2,000 ไร่ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจด้านการเกษตรปีละ 72.90 ล้านบาท และเพิ่มปริมาณน้ำกักเก็บในคลอง D1 อีกประมาณ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร
66 เวที รับฟังประชาชน เดินหน้าโครงการมีส่วนร่วม
ในด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ผลการประเมินปี 2568 ระบุว่าโครงการมีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ หรือ EIRR อยู่ที่ 7.25% ณ อัตราคิดลด 7% มีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ หรือ NPV 339.10 ล้านบาท และอัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน หรือ B/C Ratio อยู่ที่ 1.04
ขณะเดียวกัน กรมชลประทานเดินหน้ากระบวนการมีส่วนร่วมควบคู่กับการพัฒนาโครงการ โดยจัดประชุมกับราษฎร ผู้นำชุมชน และหน่วยงานท้องถิ่นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2564–2568 รวมแล้วกว่า 66 ครั้ง เพื่อสร้างความเข้าใจ รับฟังข้อคิดเห็น และนำข้อเสนอจากพื้นที่มาปรับปรุงรูปแบบโครงการให้เหมาะสมที่สุด
โครงการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่างฯ จึงเป็นการขับเคลื่อนงานบริหารจัดการน้ำจากแนวพระราชดำริสู่แผนลงทุนระยะ 10 ปี โดยมีทั้งการเพิ่มศักยภาพระบายน้ำ การลดความเสียหายจากอุทกภัย การเพิ่มน้ำต้นทุนเพื่อการเกษตรและการอุปโภค-บริโภค ตลอดจนการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง







