thansettakij
thansettakij
ไทยเร่งปิดดีล ART สหรัฐฯ ลุ้นข่าวดีภาษีไม่เสียเปรียบ ‘ทรัมป์’ เคาะขั้นสุดท้าย

ไทยเร่งปิดดีล ART สหรัฐฯ ลุ้นภาษี 10% หวั่น Section 301 เพิ่มแรงกดดัน

16 ก.ย. 69 | 06:35 น.
อัปเดตล่าสุด :16 ก.ย. 69 | 06:36 น.

ไทยเร่งปิดดีล ART สหรัฐฯ “ศุภจี” ถก USTR สรุปเนื้อหาก่อนนายกฯ อนุทินต่อสายคุย “ทรัมป์” 17-18 ก.ย.นี้ ลุ้นอัตราภาษีให้อยู่ในระดับเดียวกับประเทศเพื่อนบ้าน อธิบดีกรมเจรจาการค้าฯ เผยยังมีรายละเอียดค้างต้องเคลียร์ ชี้หาก Section 301 ประกาศผลก่อน ไทยเสี่ยงเจอภาษีสูงกระทบความสามารถแข่งขัน

KEY

POINTS

  • ไทยกำลังเร่งเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) กับสหรัฐฯ ในขั้นตอนสุดท้าย โดยนายกรัฐมนตรีจะหารือทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อตัดสินใจในประเด็นสำคัญ
  • เป้าหมายหลักของไทยคือการเจรจาเงื่อนไขด้านภาษีให้ไม่เสียเปรียบประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ
  • ไทยเผชิญแรงกดดันในการปิดดีล ART ให้สำเร็จ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะถูกสหรัฐฯ ขึ้นภาษีภายใต้มาตรา 301 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออก

การเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐฯ (Agreement on Reciprocal Trade: ART) เดินทางเข้าสู่ช่วงสำคัญ หลังนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผย ว่า ทีมไทยแลนด์มีกำหนดหารือกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ในคืนวันที่ 15 กันยายน 2569 เพื่อสรุปรายละเอียดสุดท้ายของการเจรจา ก่อนเตรียมข้อมูลให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หารือทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐในวันที่ 17 หรือ 18 กันยายน 2569

นางศุภจีระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างสหรัฐฯ พิจารณาว่าจะนัดหมายการหารือระหว่างวันที่ 17 หรือ 18 กันยายน โดยต้องการตกลงกรอบเนื้อหาต่าง ๆ ก่อนที่นายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางไปสหรัฐฯ และมีกำหนดพบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในเวทีสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ต่อไป โดยตัวเลขและอัตราภาษียังไม่มีการเปิดเผย เนื่องจากต้องการให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้เจรจาข้อเสนอพิเศษกับประธานาธิบดีทรัมป์ ขณะที่กระทรวงพาณิชย์รับหน้าที่ผลักดันรายละเอียดเนื้อหาการเจรจาให้มีความสมบูรณ์

เป้าหมายสำคัญของไทยคือการรักษาเงื่อนไขด้านภาษีให้อยู่ในระดับเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค โดยนางศุภจีระบุว่ายังรอลุ้นข่าวดี พร้อมเชื่อว่าสหรัฐฯ น่าจะมีมุมมองต่อไทยเป็นบวกมากขึ้น หลังไทยชี้แจงข้อสงสัยเกี่ยวกับการส่งผ่านสินค้า (Transshipment) โดยนำข้อมูลเชิงลึกและหลักฐานชี้แจงว่า 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ถูกไต่สวนไม่ได้กระทำผิด และมีกำลังการผลิตจริงอยู่ที่ 75-100% ไม่ใช่ต่ำกว่า 60% ตามข้อมูลที่สหรัฐฯ เคยเข้าใจ

“โชติมา” เผยยังอยู่ขั้นเจรจาร่างความตกลง

นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ (จร.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงความคืบหน้าการเจรจา ART ว่า ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจาร่างความตกลง โดยแม้จะมีความพยายามเร่งรัดให้การเจรจาจบโดยเร็ว แต่รายละเอียดและประเด็นที่อยู่ในความตกลงมีจำนวนมาก ทำให้ยังต้องหารือเพื่อหาจุดลงตัวในประเด็นที่ค้างอยู่

“กรมฯ พยายามเต็มที่ แต่ยังไม่สามารถระบุกรอบเวลาที่แน่นอนได้ว่าจะปิดดีลได้เร็วที่สุดเมื่อใด โดยบริบทของ ART มีลักษณะคล้ายกรณีของอินโดนีเซียและมาเลเซียที่ต้องใช้เวลาในการหารือรายละเอียด แม้ทั้งสองประเทศจะลงนาม ART กับสหรัฐฯ ไปแล้วเป็นปี แต่ข้อตกลงก็ยังไม่มีผลบังคับใช้”

นางสาวโชติมาอธิบายว่า เมื่อสามารถสรุปเนื้อหาความตกลงได้แล้ว ยังไม่สามารถนำไปบังคับใช้ได้ทันที โดยในส่วนของไทยจะต้องผ่านกระบวนการเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขออนุมัติ หากมีการลงนามแล้วจะต้องดำเนินการประชาพิจารณ์และเสนอเข้าสู่สภาตามขั้นตอนปกติ เนื่องจาก ART มีลักษณะเป็นความตกลงฉบับหนึ่ง กระบวนการจึงมีรายละเอียดใกล้เคียงกับการจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA)

ลุ้นภาษี 12.5% แยกจาก Reciprocal Tariff

อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือโครงสร้างภาษีของไทยที่เปลี่ยนแปลงจากเดิม โดยอธิบกรมกรมเจรจาการค้าฯระบุว่า อัตรา 12.5% ที่สหรัฐฯ ใช้อยู่ในปัจจุบัน ไม่ใช่ Reciprocal Tariff แต่เป็นมาตรการอีกเครื่องมือหนึ่งภายใต้มาตรา 301 (Section 301) สืบเนื่องจากการตรวจสอบกรณีกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ

ก่อนหน้านี้ไทยเคยถูกสหรัฐฯ กำหนดอัตรา Reciprocal Tariff ที่ 19% ก่อนมีการเปลี่ยนแปลง และอัตรา Reciprocal Tariff เดิมถูกยกเลิก หลังศาลสูงของสหรัฐฯ มีคำตัดสินตีตกมาตรการดังกล่าว ทำให้สหรัฐฯ เปลี่ยนมาใช้มาตรการตาม Section 301 จัดเก็บในอัตรา 12.5% แทน

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่สร้างความกังวลมากกว่าคือ Section 301 ยังครอบคลุมการพิจารณาเรื่อง กำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) โดยสหรัฐฯ มองว่ากำลังการผลิตในไทยกับปริมาณการส่งออกไปสหรัฐฯ อาจไม่สอดคล้องกัน จนนำไปสู่ข้อสงสัยว่าอาจมีสินค้าจากประเทศอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับประเด็นการสวมสิทธิ์สินค้า

นางสาวโชติมาระบุว่า ตัวเลขที่สหรัฐฯ นำมาใช้อ้างอิงเป็นข้อมูลเก่า ขณะที่กระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งประสานกรมการค้าต่างประเทศเพื่อปรับปรุงข้อมูลให้สะท้อนสถานการณ์จริงของไทยมากขึ้น

หวั่น Section 301 เพิ่มภาษี หากปิดดีลไม่ทัน

สำหรับความเสี่ยงที่ไทยอาจถูกจัดเก็บภาษีเพิ่มจากประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน  มีโอกาสที่จะถูกจัดเก็บภาษีทวีขึ้นไปอีก โดยขณะนี้ยังไม่ทราบว่าสหรัฐฯ จะประกาศผลการพิจารณาในประเด็นกำลังผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) เมื่อใด แต่คาดว่าน่าจะใกล้แล้ว

ในทางกลับกัน หากไทยสามารถบรรลุความตกลงในกรอบ ART ได้ คาดว่าสหรัฐฯ จะกำหนดอัตราภาษีให้ใกล้เคียงกับประเทศพาร์ตเนอร์อื่น โดยกรณีแรงงานบังคับ ประเทศที่มีความตกลงกับสหรัฐฯ จะได้รับอัตราภาษีพิเศษที่ 10%

ประเด็นนี้จึงเป็นแรงกดดันสำคัญต่อการเร่งเจรจา โดยนางสาวโชติมาระบุว่า หากสหรัฐฯ ประกาศผลมาตรการ Section 301 ออกมาก่อน ไทยอาจเผชิญอัตราภาษีที่สูงมาก เนื่องจาก Section 301 ไม่มีเพดานอัตราภาษีจำกัดไว้ แตกต่างจาก Reciprocal Tariff เดิมที่มีเพดานไม่เกิน 50% หากไทยถูกเรียกเก็บภาษีสูงกว่าคู่แข่ง จะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ

ปัจจุบันมาเลเซียและอินโดนีเซียถูกจัดเก็บอัตรา 10% และทั้งสองประเทศ รวมถึงอีก 16 ประเทศ อยู่ระหว่างการสอบสวนกรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเช่นเดียวกัน ขณะที่เวียดนามนอกจากประเด็นดังกล่าวและกรณีแรงงานบังคับแล้ว ยังมีประเด็นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มเติม

ART ยังไม่ใช่ทางเปิด FTA ไทย-สหรัฐฯ

ส่วนกระแสข่าวการเจรจาไทย-สหรัฐฯ ใน 6 กลุ่มสินค้า หรือ 6 ข้อบท นางสาวโชติมายืนยันว่า ยังอยู่ภายใต้กรอบ ART ไม่ใช่การเปิดเจรจา FTA ทวิภาคี เนื่องจากนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่เน้นการจัดทำ FTA ฉบับใหม่ แต่ใช้แนวทางการค้าต่างตอบแทนเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายการค้า

รายละเอียดการเจรจา ART ในแต่ละประเด็นยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากเป็นชั้นความลับของการเจรจา แต่หลักสำคัญคือการขอให้ไทยลดอุปสรรคทางการค้า อำนวยความสะดวกด้านการลงทุน และเปิดทางให้ภาคเอกชนสหรัฐฯ เข้าถึงตลาดไทยได้สะดวกขึ้น

นางสาวโชติมาระบุอีกว่า  เนื้อหาของ ART มีลักษณะคล้ายกับที่สหรัฐฯ ดำเนินการกับมาเลเซียและอินโดนีเซีย โดยอิงจากรายงานประมาณการอุปสรรคการค้าข้ามชาติ (National Trade Estimate: NTE) ของ USTR ซึ่งรวบรวมข้อร้องเรียนจากภาคเอกชนสหรัฐฯ เกี่ยวกับมาตรการทางภาษีและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Measures) กฎระเบียบ สินค้าเกษตร บริการ การลงทุน และทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น ที่มีต่อประเทศคู่ค้า และมีการจัดทำรายงานดังกล่าวต่อเนื่องมานานกว่า 20-30 ปี

ทั้งนี้ การทำงานของฝ่ายไทยเพื่อเร่งหาข้อสรุปใช้หลายช่องทาง โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการประสานทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ทั้งการเดินทางไปเจรจาที่สหรัฐฯ ร่วมกับคณะของนางศุภจี และการประชุมผ่านระบบทางไกล เพื่อหาจุดลงตัวในทุกประเด็น

สำหรับการจัดซื้อสินค้าสหรัฐฯ ที่เคยหารือกันก่อนหน้านี้ เช่น เครื่องบิน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และกากถั่วเหลือง ยังอยู่ในกรอบความเข้าใจ แต่ภาครัฐไม่สามารถบังคับภาคเอกชนให้จัดซื้อตามมูลค่าที่กำหนดได้ การลงนามความตกลงหรือ MOU เช่น กรณีข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จึงเป็นเรื่องที่ภาคเอกชนจะดำเนินการตามความต้องการทางธุรกิจจริง

ขณะเดียวกัน ไทยยังเดินหน้าเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป โดยตั้งเป้าบรรลุผลภายในปลายปี 2569 แต่กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศย้ำว่า แม้ต้องการให้การเจรจาเดินหน้าเร็ว แต่สิ่งสำคัญคือการรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ เนื่องจากบริบทการค้าโลกมีความซับซ้อนมากขึ้น และหลายประเทศกำลังเร่งสร้างความสัมพันธ์ทางการค้ากับตลาดใหญ่อย่าง EU เพื่อรับมือกับมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ