thansettakij
thansettakij
ราคาสินค้าเกษตร 7-11 ก.ย. ‘ปาล์ม-ยาง’ ยืนสูง ถั่วเหลืองจ่อขาขึ้น

ราคาสินค้าเกษตร 7-11 ก.ย. ‘ปาล์ม-ยาง’ ยืนสูง ถั่วเหลืองจ่อขาขึ้น

13 ก.ย. 69 | 06:00 น.
อัปเดตล่าสุด :13 ก.ย. 69 | 06:00 น.

ราคาสินค้าเกษตรสัปดาห์ 7-11 ก.ย. 2569 ส่วนใหญ่ทรงตัว “ปาล์ม-ยาง” ยังยืนสูง ปาล์มแตะ 9 บาท/กก. ขณะที่ข้าวหอมมะลิยังแข็งแกร่ง ถั่วเหลืองตลาดโลกพุ่งสูงสุดรอบ 3 ปี สัปดาห์หน้า “ปาล์ม” ยังยืนเหนือ 8.50-9 บาท/กก. ยางมีลุ้นทรงตัวในทิศทางขาขึ้น ขณะที่ถั่วเหลืองนำเข้าจ่อปรับขึ้น

KEY

POINTS

  • ราคาปาล์มน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 8.20-9.00 บาทต่อกิโลกรัม เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยลงสวนทางกับความต้องการที่ยังสูง
  • ราคายางพาราทรงตัวในระดับสูงและมีทิศทางปรับขึ้นเล็กน้อย โดยมีปัจจัยจากฝนตกหนักในแหล่งผลิตทำให้ผลผลิตเข้าสู่ตลาดลดลง
  • ตลาดถั่วเหลืองส่งสัญญาณเป็นขาขึ้นอย่างชัดเจน โดยได้รับแรงหนุนจากราคาในตลาดโลกที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี

“ฐานเศรษฐกิจ” เกาะติดภาวะและราคาสินค้าเกษตรสำคัญของไทยในรอบสัปดาห์ 7-11 กันยายน 2569 พบว่าสินค้าส่วนใหญ่ยังเคลื่อนไหวทรงตัว ขณะที่ “ปาล์ม-ยาง” ยังยืนในระดับสูงจากอุปทานตึงตัว ส่วนตลาดถั่วเหลืองเริ่มส่งสัญญาณขาขึ้น ท่ามกลางแรงหนุนจากตลาดโลก

ปาล์มแตะ 9 บาท อุปทานตึงตัวหนุนราคา

เริ่มจากปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรที่ราคายืนอยู่ในระดับสูง โดยผลปาล์มสดอัตราน้ำมัน 18% ในช่วงวันที่ 7-11 กันยายน 2569 อยู่ที่ 8.20-9.00 บาทต่อกิโลกรัม ขยับขึ้นจากสัปดาห์ก่อนที่เฉลี่ย 8.17-8.80 บาทต่อกิโลกรัม หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 0.10-0.20 บาทต่อกิโลกรัม

ขณะที่โรงสกัดสำคัญในจังหวัดพัทลุง สุราษฎร์ธานี และกระบี่ รับซื้อผลปาล์มสดที่ระดับ 8.90-9.00 บาทต่อกิโลกรัม สะท้อนตลาดที่ยังแข็งแกร่ง จากผลผลิตที่ทยอยออกสู่ตลาดลดลงตามฤดูกาล หรืออยู่ในภาวะอุปทานตึงตัว ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบทั้งภาคบริโภคและพลังงานไบโอดีเซลยังอยู่ในระดับสูง

นอกจากนี้ การสุ่มตรวจสต็อกน้ำมันปาล์มอย่างเข้มงวดโดยคณะทำงานระดับจังหวัด ยังมีส่วนช่วยบริหารสมดุลตลาด ทำให้แนวโน้มสัปดาห์หน้า วันที่ 14-18 กันยายน 2569 คาดว่าราคาปาล์มจะทรงตัวในระดับสูง และมีโอกาสยืนเหนือระดับ 8.50-9.00 บาทต่อกิโลกรัมต่อเนื่อง

ยางยืนสูง ฝนกดผลผลิต ลุ้น Sideways Up

ด้านยางพารา ภาพรวมสัปดาห์ที่ผ่านมาเคลื่อนไหวทรงตัวในกรอบแคบ แต่มีทิศทางขยับขึ้นเล็กน้อย (Sideways Up)โดยยางแผ่นรมควันชั้น 3 (RSS3) อยู่ที่ 82.50-86.00 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับสัปดาห์ก่อนเฉลี่ย 83.66 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ยางแผ่นคุณภาพดี (USS) อยู่ที่ 80.10-83.50 บาทต่อกิโลกรัม จากสัปดาห์ก่อนเฉลี่ย 81.48 บาทต่อกิโลกรัม

ส่วนน้ำยางสดอยู่ที่ 77.50-80.50 บาทต่อกิโลกรัม จากสัปดาห์ก่อนเฉลี่ย 78.60 บาทต่อกิโลกรัม และยางก้อนถ้วย DRC 100% อยู่ที่ 69.50-74.10 บาทต่อกิโลกรัม จากสัปดาห์ก่อนเฉลี่ย 71.30 บาทต่อกิโลกรัม

ปัจจัยหนุนราคายางมาจากฝนตกชุกและฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กระทบการกรีดยางและทำให้ผลผลิตเข้าสู่ตลาดลดลง ประกอบกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ทรงตัวในระดับสูง ช่วยหนุนราคายางสังเคราะห์

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยกดดันจากเศรษฐกิจจีนที่ฟื้นตัวช้า ทำให้คำสั่งซื้อชะลอตัว รวมถึงผู้ซื้อจีนบางส่วนหันไปนำเข้าน้ำยางข้นจากเวียดนามและเกาะไหหลำ ซึ่งมีราคาต่ำกว่ายางไทย

สำหรับสัปดาห์หน้า คาดว่ายางพาราจะเคลื่อนไหวแบบ Sideways Up โดยร่องมรสุมและฝนตกหนักยังเป็นปัจจัยจำกัดปริมาณยางเข้าสู่ตลาด มีโอกาสทำให้ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 เคลื่อนไหวในกรอบ 83.00-86.50 บาทต่อกิโลกรัม

ถั่วเหลืองตลาดล่วงหน้า สูงสุดรอบ 3 ปี จ่อขาขึ้น

อีกหนึ่งสินค้าที่ต้องจับตาคือถั่วเหลือง โดยกากถั่วเหลืองจากเมล็ดถั่วเหลืองนำเข้าในประเทศยังยืนราคาที่ 18.00 บาทต่อกิโลกรัม แต่ตลาดโลกเริ่มมีสัญญาณขาขึ้น หลังผลผลิตถั่วเหลืองสหรัฐฯ มีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยจากภาวะแห้งแล้ง ขณะที่ปริมาณซื้อในตลาด โดยเฉพาะจากจีนยังทรงตัว

ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้าที่นครชิคาโก (CBOT) วันที่ 10 กันยายน 2569 สำนักข่าวอินโฟเควสท์รายงาน สัญญาถั่วเหลืองส่งมอบเดือนพฤศจิกายน 2569 เพิ่มขึ้น 22.75 เซนต์ หรือ 1.74% ปิดที่ 13.3225 ดอลลาร์ต่อบุชเชล แตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี และทำสถิติสูงสุดของอายุสัญญา

โดยได้แรงหนุนสำคัญจากการที่จีนทยอยซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ขณะที่การประชุมระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนที่กำลังจะมีขึ้น ยังเป็นปัจจัยหนุนตลาด และราคา นอกจากนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งในหลายประเทศยังทำให้ราคาน้ำมันและค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง

จากปัจจัยดังกล่าว แนวโน้มสัปดาห์หน้าคาดว่าราคาถั่วเหลืองนำเข้ามีโอกาสปรับตัวขึ้น ถือเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรที่มีทิศทางแตกต่างจากสินค้าส่วนใหญ่ที่ยังทรงตัว

ข้าวหอมมะลิยืนสูง รอผลผลิตใหม่เดือนพ.ย.

ตลาดข้าวยังเคลื่อนไหวในทิศทางทรงตัว โดยข้าวเปลือกหอมมะลิ ความชื้น 15% ในสัปดาห์นี้อยู่ที่ 17,000-18,500 บาทต่อตัน ขณะที่ราคาเฉลี่ยหน้าโรงสีอยู่ที่ 16,450-17,370 บาทต่อตัน ทรงตัวถึงปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากสัปดาห์ก่อน

แรงหนุนมาจากปริมาณข้าวหอมมะลิสต็อกเก่าที่ทยอยลดลง ขณะที่ผลผลิตข้าวนาปีฤดูกาลใหม่ยังไม่ถึงช่วงเก็บเกี่ยวหลัก ซึ่งจะอยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ทำให้อุปทานข้าวหอมมะลิในตลาดยังตึงตัว ประกอบกับความต้องการจากตลาดต่างประเทศยังเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ

ส่วนข้าวเปลือกเจ้า ความชื้น 15% อยู่ที่ 8,700-9,600 บาทต่อตัน ขณะที่ข้าวเปลือกเจ้า 5% หน้าโรงสีเฉลี่ย 8,570-8,700 บาทต่อตัน ทรงตัวจากสัปดาห์ก่อนที่เฉลี่ย 8,570-9,600 บาทต่อตัน โดยโรงสียังคงรับซื้อตามคำสั่งซื้อทั้งในประเทศและต่างประเทศ และมีมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกปี 2569/70 ของภาครัฐช่วยพยุงราคา

ด้านข้าวสาร สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยรายงานว่า ข้าวขาว 100% ชั้น 2 ยืนราคาที่กระสอบละ 1,470 บาท ขณะที่ปลายข้าว เอ.วัน.เลิศ ปรับขึ้นจาก 1,120 บาท เป็น 1,150 บาทต่อกระสอบ

สำหรับราคาข้าวสารส่งออก (F.O.B.) ข้าวสาร 100% ชั้น 2 ส่งออกท่าเรือกรุงเทพฯ ปรับขึ้นจาก 489 เป็น 496 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ส่วนปลายข้าว เอ.วัน.เลิศ ปรับขึ้นจาก 382 เป็น 397 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน โดยแนวโน้มสัปดาห์หน้าคาดว่าราคาข้าวจะยังทรงตัว

หมู-ไก่-ไข่ ราคายังแช่แข็ง

ด้านตลาดปศุสัตว์ ราคาส่วนใหญ่ยังทรงตัว โดยราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มตามข้อมูลสัปดาห์ที่ 36/2569 ณ วันที่ 5 กันยายน 2569 ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือยืนราคา ขณะที่ภาคเหนืออยู่ที่ 76-78 บาทต่อกิโลกรัม และภาคใต้ 78 บาทต่อกิโลกรัม

ส่วนลูกสุกรน้ำหนัก 16 กิโลกรัมต่อตัว อยู่ที่ 2,100 บาท บวกลบ 72 บาท โดยแนวโน้มสัปดาห์หน้าคาดว่าราคาสุกรจะยังทรงตัว

ขณะที่ราคาไก่เนื้อมีชีวิตหน้าฟาร์มเกษตรกร ณ วันที่ 7 กันยายน 2569 อยู่ที่ 46 บาทต่อกิโลกรัม ลูกไก่เนื้ออยู่ที่ตัวละ 20.50 บาท และลูกไก่ไข่อยู่ที่ตัวละ 28 บาท โดยคาดว่าราคาไก่เนื้อจะทรงตัวในสัปดาห์หน้า

ส่วนไข่ไก่ เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ 4 แห่ง ยืนราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มเกษตรกรที่ฟองละ 4 บาท และคาดว่าราคาจะยังทรงตัว

ข้าวโพดยังนิ่ง จับตาทิศทางตลาดโลก

สำหรับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ ราคาณ ไซโลโรงงานอาหารสัตว์ยังทรงตัวที่หาบละ 588 บาท ขณะที่ตลาด CBOT วันที่ 10 กันยายน สัญญาข้าวโพดส่งมอบเดือนธันวาคม 2569 เพิ่มขึ้น 6 เซนต์ หรือ 1.14% ปิดที่ 5.3375 ดอลลาร์ต่อบุชเชล

ตลาดโลกยังจับตารายงานของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) เพื่อประเมินผลกระทบจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยต่อผลผลิตข้าวโพดสหรัฐฯ รวมถึงความไม่แน่นอนในภูมิภาคทะเลดำต่อการค้าธัญพืชโลก โดยนักวิเคราะห์คาดว่า USDA จะปรับลดประมาณการผลผลิตข้าวโพดสหรัฐฯ ขณะที่หลายพื้นที่มีแนวโน้มผลผลิตลดลงจากสภาพดินที่ไม่ดี

อย่างไรก็ตาม สำหรับตลาดไทย แนวโน้มสัปดาห์หน้า ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยังคาดว่าจะทรงตัว

โดยสรุป สัปดาห์วันที่ 14-18 กันยายน 2569 ราคาสินค้าเกษตรส่วนใหญ่ยังมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบทรงตัว ขณะที่ปาล์มน้ำมันยังยืนระดับสูงเหนือ 8.50-9.00 บาทต่อกิโลกรัม จากอุปทานที่ทยอยลดลง ยางพารามีโอกาสขยับขึ้นเล็กน้อยจากผลผลิตที่ถูกกระทบด้วยฝน ส่วนข้าวหอมมะลิยังยืนราคาได้ดีระหว่างรอผลผลิตใหม่

ขณะที่ ถั่วเหลืองนำเข้าเป็นสินค้าที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ หลังตลาดโลกขยับขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี จากแรงซื้อของจีนและแนวโน้มผลผลิตสหรัฐฯ ที่ลดลง จึงมีโอกาสเห็นราคาถั่วเหลืองนำเข้าปรับขึ้นในสัปดาห์หน้า ส่วนสุกร ไก่เนื้อ ไข่ไก่ และข้าวโพด ยังมีแนวโน้มทรงตัว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และสำนักงานตลาดกลางยางพารา (สงขลา/บุรีรัมย์), สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย, สมาคมโรงสีข้าวไทย, สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ, สมาคมยางพาราไทย, สมาคมน้ำยางข้นไทย, กรมปศุสัตว์, กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์, สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.), ศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (NABC) และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่แหล่งผลิตสำคัญ