
ขัดแย้งไทย-กัมพูชาทุบการค้า 7 เดือนเหลือแค่ 5.7 หมื่นล้าน รถยนต์ยังโต น้ำตาลทรุดหนัก
การค้าไทย-กัมพูชา 7 เดือนปี 2569 วูบ 73% เหลือ 5.79 หมื่นล้านบาท ส่งออกทรุด 77% หลังปิดด่านชายแดน ขณะที่รถยนต์-เครื่องยนต์ยังโต ส่วนน้ำตาลร่วง 62% นักวิชาการชี้การค้าทางบกคิดเป็น 80% ของการค้ารวม ปิดด่านกระทบซัพพลายเชนและฐานผลิตต่างชาติ หวั่นระยะยาวไทยเสียส่วนแบ่งตลาดให้คู่แข่ง
KEY
POINTS
- ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาส่งผลให้มูลค่าการค้ารวมในช่วง 7 เดือนแรกลดลง 73% เหลือเพียง 5.7 หมื่นล้านบาท เนื่องจากการปิดจุดผ่านแดน
- สวนทางกับภาพรวม การส่งออกสินค้ากลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนยังคงเติบโต โดยรถยนต์และอุปกรณ์ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 1 มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 7%
- สินค้าที่พึ่งพาการค้าชายแดนได้รับผลกระทบหนัก โดยเฉพาะน้ำตาลซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญมีมูลค่าลดลงถึง 62%
ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ลากยาว ส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างสองประเทศอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการค้าชายแดนที่ต้องพึ่งพาการขนส่งทางบก หลังมาตรการควบคุมการผ่านแดนเริ่มเข้มข้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 และการสู้รบรุนแรงช่วงวันที่ 24–28 กรกฎาคม 2568 นำไปสู่การปิดจุดผ่านแดนทางบกทั้ง 18 แห่ง
ข้อมูลการค้าไทย-กัมพูชา 7 เดือนปี 2569 สะท้อนผลกระทบดังกล่าวอย่างชัดเจน มูลค่าการค้ารวมอยู่ที่ 57,890 ล้านบาท ลดลง 73% จากช่วงเดียวกัน ขณะที่การส่งออกของไทยอยู่ที่ 42,850 ล้านบาท ลดลงถึง 77% ส่วนการนำเข้าจากกัมพูชาอยู่ที่ 15,040 ล้านบาท ลดลง 43% ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้า 27,810 ล้านบาท ลดลง 83%
สถานการณ์ดังกล่าวถือว่ารุนแรงขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2568 ซึ่งการค้ารวมไทย-กัมพูชาอยู่ที่ 276,461 ล้านบาท ลดลง 25% การส่งออก 241,317 ล้านบาท ลดลง 26% และการนำเข้า 35,144 ล้านบาท ลดลง 18%
แม้ทั้งสองฝ่ายจะมีการหยุดยิงเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 และมีข้อตกลงหยุดยิงอีกครั้งเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 แต่การค้าชายแดนยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยกระทรวงพาณิชย์ระบุว่าในช่วงครึ่งแรกปี 2569 การค้าชายแดนในเดือนมิถุนายนยังเป็นศูนย์ เนื่องจากจุดผ่านแดนทั้ง 18 แห่งยังปิด
รถยนต์-เครื่องยนต์ยังโต สวนทางภาพรวม
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเป็นรายสินค้า จะพบว่าผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นในทุกกลุ่มเท่ากัน โดยสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ยังสามารถขยายตัวได้ แม้ภาพรวมการส่งออกของไทยไปกัมพูชาจะทรุดหนัก
ในช่วง 7 เดือนแรกปี 2569 รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เป็นสินค้าส่งออกอันดับ 1 มูลค่า 5,182 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% ขณะที่เครื่องยนต์สันดาปแบบลูกสูบและส่วนประกอบ มีมูลค่า 3,731 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% สะท้อนให้เห็นว่าห่วงโซ่การผลิตบางส่วนระหว่างไทยกับกัมพูชายังมีความต้องการสินค้าและชิ้นส่วนจากไทย ส่วนรถจักรยานยนต์และส่วนประกอบมีมูลค่า 3,379 ล้านบาท ลดลง 6% และเครื่องจักรและส่วนประกอบมีมูลค่า 3,099 ล้านบาท ลดลง 17%
ภาพดังกล่าวทำให้การค้าระหว่างสองประเทศไม่ได้หายไปทั้งหมด แต่เปลี่ยนโครงสร้างอย่างชัดเจน โดยสินค้าที่เชื่อมโยงกับภาคการผลิตและห่วงโซ่อุตสาหกรรมยังมีช่องทางการค้า ขณะที่สินค้าที่พึ่งพาตลาดชายแดนและการขนส่งทางบกได้รับผลกระทบมากกว่า
น้ำตาลทรุด 62% สินค้าชายแดนสะเทือน
ในอีกด้านหนึ่ง สินค้าบางรายการได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะน้ำตาล ซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปกัมพูชา ช่วง 7 เดือนปี 2569 มีมูลค่า 3,926 ล้านบาท ลดลงถึง 62% ขณะที่เครื่องจักรและส่วนประกอบลดลง 17% และรถจักรยานยนต์และส่วนประกอบลดลง 6% สะท้อนแรงกดดันจากการขนส่งและกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามแนวชายแดนที่ชะลอตัว
ด้านการนำเข้าจากกัมพูชา สินค้าสำคัญส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และสินค้าที่ใช้ในภาคการผลิตของไทย โดยแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ มีมูลค่า 5,602 ล้านบาท ลดลง 11% เสื้อผ้าสำเร็จรูป 2,083 ล้านบาท ลดลง 8% สายไฟและสายเคเบิล 1,708 ล้านบาท ลดลง 15% เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ 1,518 ล้านบาท ลดลง 4% และอุปกรณ์และส่วนประกอบรถยนต์ 948 ล้านบาท ลดลง 9%
จึงเห็นได้ว่าผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ส่งออก แต่ลามไปถึงภาคการผลิตของไทยที่ต้องใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนจากกัมพูชาด้วย
ปิดด่านตัดเส้นเลือดซัพพลายเชน
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า หากแยกการค้าไทย-กัมพูชาออกเป็น 2 ส่วน คือการค้าผ่านด่านชายแดนทางบก และการค้าผ่านเส้นทางอื่น เช่น ทางทะเลและทางอากาศ จะเห็นว่าการค้าทางบกมีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 80% ของการค้ารวม
เมื่อด่านทางบกถูกปิด การค้าส่วนดังกล่าวจึงแทบหายไปทันที โดยไทยเคยส่งออกไปกัมพูชาประมาณ 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หากคิดจากสัดส่วนการค้าทางบก 80% จะเท่ากับมูลค่าประมาณ 7,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่ได้รับผลกระทบ ขณะที่ช่องทางที่ยังดำเนินการได้ส่วนใหญ่เป็นการขนส่งทางทะเล ส่วนการขนส่งทางอากาศมีปริมาณน้อย
ที่น่ากังวลมากกว่าตัวเลขการค้า คือผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิต เนื่องจากไทยและกัมพูชามีฐานการผลิตที่เชื่อมโยงกัน โดยเฉพาะบริษัทญี่ปุ่นและเกาหลีที่ลงทุนในทั้งสองประเทศ เช่น การส่งชิ้นส่วนเครื่องยนต์จากไทยไปประกอบในกัมพูชา เมื่อเส้นทางขนส่งถูกตัด ย่อมกระทบต่อสายการผลิตและเพิ่มแรงกดดันต่อนักลงทุนต่างชาติ
นอกจากนี้ กัมพูชายังมีฐานการผลิตรถยนต์และอุตสาหกรรมสิ่งทอที่เชื่อมโยงกับพื้นที่ชายแดนไทย หากสถานการณ์ยืดเยื้อและด่านยังไม่กลับมาเปิดตามปกติ ต้นทุนโลจิสติกส์จะเพิ่มขึ้น และภาคธุรกิจอาจต้องปรับเส้นทางหรือรูปแบบการขนส่งใหม่ อย่างไรก็ตาม การลงทุนต่างชาติอาจไม่ได้ถอนออกจากไทยหรือกัมพูชาโดยตรงในทันที แต่ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่การชะลอการลงทุนใหม่และการปรับแผนซัพพลายเชน หากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย
ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงระยะยาวไม่ได้อยู่เพียงแค่ตัวเลขส่งออกที่หายไป แต่คือ การสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในกัมพูชา เพราะเมื่อสินค้าจากไทยเข้าสู่ตลาดได้ยาก ผู้บริโภคและผู้ประกอบการกัมพูชาย่อมหันไปหาสินค้าจากเวียดนาม มาเลเซีย หรือออสเตรเลียมากขึ้น หากพฤติกรรมดังกล่าวฝังตัว แม้เปิดด่านกลับมาแล้ว ไทยอาจต้องใช้เวลาและต้นทุนมากขึ้นในการทวงคืนตลาดเดิม
ดังนั้น การฟื้นการค้าไทย-กัมพูชาไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงการเปิดด่าน แต่ต้องเร่งฟื้นความเชื่อมั่นและทำให้ห่วงโซ่การผลิตกลับมาเดินได้อีกครั้ง เพราะยิ่งความขัดแย้งยืดเยื้อ ความเสี่ยงจากการค้าหาย อาจพัฒนาไปสู่ตลาดเปลี่ยน และกระทบขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว







