thansettakij
thansettakij
ในหลวงเสด็จฯเยือนเวียดนาม เอกชนชี้ 50 ปีสัมพันธ์ หนุนจับมือสู่ห่วงโซ่เศรษฐกิจใหม่

ในหลวงเสด็จฯเยือนเวียดนาม เอกชนชี้ 50 ปีสัมพันธ์ หนุนจับมือสู่ห่วงโซ่เศรษฐกิจใหม่

10 ก.ย. 69 | 06:35 น.
อัปเดตล่าสุด :10 ก.ย. 69 | 06:35 น.

“สนั่น” ชี้การเสด็จพระราชดำเนินเยือนเวียดนามสร้างความเชื่อมั่น ดันไทย–เวียดนามต่อยอดการค้า ลงทุน เทคโนโลยี และพลังงานเปลี่ยนจากคู่ค้า สู่การจับมือสร้างห่วงโซ่เศรษฐกิจร่วม รับโลกจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่

KEY

POINTS

  • การเสด็จฯ เยือนเวียดนามของในหลวงในวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นและวางรากฐานความร่วมมือทางเศรษฐกิจระยะยาว
  • ภาคเอกชนมองว่าเป็นโอกาสยกระดับความสัมพันธ์จากการเป็นคู่ค้า สู่การสร้างห่วงโซ่อุปทานและเทคโนโลยีแบบบูรณาการร่วมกัน
  • มุ่งเน้นความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น พลังงานสะอาด เซมิคอนดักเตอร์ และเชื่อมโยงเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 14–16 กันยายน 2569 ในวาระครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม เปิดจังหวะสำคัญให้สองประเทศต่อยอดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ โดยภาคเอกชนมองว่า จากฐานการค้าและการลงทุนที่มีอยู่ ไทยและเวียดนามมีโอกาสขยับจากการเป็นคู่ค้า สู่การจับมือสร้างห่วงโซ่เศรษฐกิจร่วม ตั้งแต่การผลิต เทคโนโลยี พลังงาน ไปจนถึงการเชื่อมโยงภูมิภาค

การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ระหว่างวันที่ 14–16 กันยายน 2569 ตามคำทูลเชิญของนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ถือเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และเป็นวาระสำคัญในโอกาสครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการอาวุโสหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมมิตรภาพไทย-เวียดนาม เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การเสด็จพระราชดำเนินเยือนครั้งนี้มีนัยสำคัญอย่างมาก เพราะปี 2569 เป็นวาระ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม ตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2519 ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเพิ่งได้รับการยกระดับเป็น หุ้นส่วนยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership)

ในมุมมองของภาคเอกชน การเยือนระดับสูงสุดดังกล่าวสะท้อนถึงความไว้วางใจและความสัมพันธ์ระยะยาวที่อยู่เหนือวัฏจักรทางการเมืองของรัฐบาลแต่ละชุด และช่วยสร้างพื้นฐานให้ความร่วมมือระหว่างประชาชน ภาคธุรกิจ และสถาบันของทั้งสองประเทศมีความต่อเนื่อง

สร้างความเชื่อมั่น ลงทุนระยะยาว

นายสนั่นมองว่า ผลสำคัญในเชิงเศรษฐกิจคือ ผลจากความเชื่อมั่น (Confidence Effect) เพราะนักลงทุนต้องการเห็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีเสถียรภาพและคาดการณ์ได้ โดยเฉพาะการลงทุนขนาดใหญ่ซึ่งมีอายุโครงการ 20–30 ปี ไม่ว่าจะเป็นนิคมอุตสาหกรรม (Industrial Estate) โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) พลังงาน (Energy) และห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)

เมื่อความสัมพันธ์ระดับประเทศมีความแข็งแรง ความร่วมมือทั้งในระดับรัฐบาลและภาคธุรกิจก็มีฐานที่จะเดินหน้าต่อได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจต่อการลงทุนระยะยาว และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศขยายความร่วมมือได้กว้างกว่าเดิม

ทั้งนี้ ไทยและเวียดนามมีฐานเศรษฐกิจรองรับอยู่แล้ว โดยในปี 2025 การค้าระหว่างกันอยู่ที่ประมาณ 22,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีเงินลงทุนจดทะเบียนสะสมในเวียดนามประมาณ 15,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของสองประเทศไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่มีขนาดใหญ่พอที่จะต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง (Advanced Manufacturing) พลังงาน ดิจิทัล (Digital) และนวัตกรรม (Innovation) ได้ทันที

ในหลวงเสด็จฯเยือนเวียดนาม เอกชนชี้ 50 ปีสัมพันธ์ หนุนจับมือสู่ห่วงโซ่เศรษฐกิจใหม่

จากคู่ค้า สู่ห่วงโซ่ผลิตร่วม

นายสนั่นระบุว่า โอกาสสำคัญจากการครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต และการยกระดับเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน คือการเปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจจาก ความสัมพันธ์ด้านการค้า (Trade Relationship) ไปสู่ ห่วงโซ่อุปทานแบบบูรณาการ (Integrated Supply Chain)

นั่นคือ ไทยและเวียดนามไม่ควรมองความสัมพันธ์เพียงการซื้อขายสินค้า แต่ควรขยับไปสู่การร่วมกันผลิตและส่งออก ใช้จุดแข็งที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศมาเสริมกัน เพื่อสร้างห่วงโซ่การผลิตที่แข็งแรงและมีขีดความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจะทำให้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจมีความลึกมากขึ้น จากเดิมที่ต่างฝ่ายต่างทำธุรกิจในตลาดของกันและกัน ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตเดียวกัน ซึ่งจะเปิดพื้นที่ให้เกิดการลงทุนและความร่วมมือในอุตสาหกรรมใหม่

จับมือเทคโนโลยี ดันอุตสาหกรรมใหม่

อีกมิติที่มีโอกาสเปลี่ยนแปลง คือการขยับจาก การลงทุนแบบดั้งเดิม (Traditional Investment) ไปสู่ หุ้นส่วนด้านเทคโนโลยี (Technology Partnership) โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) การบิน (Aviation) โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Digital Infrastructure) และพลังงานสะอาด (Clean Energy)

นายสนั่นมองว่า ความร่วมมือในกลุ่มอุตสาหกรรมเหล่านี้จะเป็นอีกฐานสำคัญในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ และทำให้ความสัมพันธ์ไทย–เวียดนามก้าวไปไกลกว่ารูปแบบการค้าและการลงทุนในอดีต ขณะเดียวกัน ทั้งสองประเทศยังสามารถต่อยอดความร่วมมือไปสู่การเชื่อมโยงในระดับภูมิภาค โดยเปลี่ยนจาก การเชื่อมโยงระดับทวิภาคี (Bilateral Connectivity) ไปสู่ การเชื่อมโยงอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Mekong Connectivity) เชื่อมไทย–ลาว–เวียดนาม และระเบียงเศรษฐกิจ (Economic Corridor) เข้ากับจีนตอนใต้และตลาดโลก

เชื่อมไทย–ลาว–เวียดนาม สู่ตลาดโลก

นายสนั่นกล่าวว่า ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับกรอบหุ้นส่วนยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน และแนวทาง สามเชื่อม (Three Connects) ที่รัฐบาลไทยและเวียดนามกำหนดไว้แล้ว โดยครอบคลุมความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทาน อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ความมั่นคงด้านพลังงาน (Energy Security) เซมิคอนดักเตอร์ และเทคโนโลยีใหม่

การเชื่อมโยงไทย–ลาว–เวียดนามจึงมีโอกาสขยายจากความร่วมมือระหว่างสองประเทศไปสู่เครือข่ายเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับตลาดที่กว้างขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังถูกจัดระเบียบใหม่

ในมุมนี้ หากไทยและเวียดนามสามารถนำจุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาผนวกกัน ทั้งด้านการผลิต การลงทุน เทคโนโลยี และการเชื่อมโยงภูมิภาค ก็จะช่วยเพิ่มขนาดและขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ และสร้างอำนาจต่อรองได้มากกว่าการแข่งขันกันเพียงลำพัง

สร้างเศรษฐกิจโตคู่ สู่ความยั่งยืน

อีกมิติสำคัญคือการเปลี่ยนจาก การเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth) ไปสู่ การเติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable Growth) โดยมีโอกาสต่อยอดความร่วมมือในด้านนิคมอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industrial Estate) พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) การลดการปล่อยคาร์บอน (Carbon Reduction) และเศรษฐกิจชีวภาพ-หมุนเวียน-สีเขียว (BCG)

นายสนั่นมองว่า แนวทางดังกล่าวจะเป็นฐานของความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป เพราะอุตสาหกรรมแห่งอนาคตไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะด้านต้นทุน แต่ต้องสามารถตอบโจทย์เทคโนโลยี พลังงาน และความยั่งยืนควบคู่กัน

ดังนั้น การเสด็จพระราชดำเนินเยือนเวียดนามในวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ จึงมีโอกาสเป็นมากกว่าหมุดหมายสำคัญทางการทูต แต่เป็นจังหวะในการวางรากฐานความร่วมมือทางเศรษฐกิจระยะยาว ให้ไทยและเวียดนามขยับจากความสัมพันธ์ที่มีอยู่แล้วไปสู่รูปแบบความร่วมมือที่ลึกและเชื่อมโยงกันมากขึ้น

นายสนั่นสรุปว่า ไทยและเวียดนามไม่ควรถามว่าใครจะเป็นผู้ชนะหรือผู้แพ้ แต่ควรถามว่าจะใช้จุดแข็งที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศอย่างไร เพื่อสร้างห่วงโซ่เศรษฐกิจที่แข็งแรงที่สุดแห่งหนึ่งของอาเซียน

“ไทยและเวียดนามไม่ควรถามว่าใครจะชนะใคร แต่ควรถามว่าเราจะใช้จุดแข็งที่แตกต่างกันอย่างไร เพื่อสร้างห่วงโซ่เศรษฐกิจที่แข็งแรงที่สุดแห่งหนึ่งของอาเซียน”

เพราะในโลกที่ห่วงโซ่อุปทานกำลังถูกจัดระเบียบใหม่ ประเทศอาเซียนที่สามารถจับมือกันสร้าง ขนาดทางเศรษฐกิจ (Scale) และขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี (Technology Capability) จะมีอำนาจต่อรองสูงกว่าการแข่งขันกันเพียงลำพัง นี่จึงเป็นโอกาสที่ไทยและเวียดนามจะใช้วาระ 50 ปีความสัมพันธ์ต่อยอดไปสู่การเติบโตที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน หรือ Win-Win ในระยะยาว