thansettakij
thansettakij
ไข่ไก่-หมูจี้รัฐรื้อ ‘ประกันข้าวโพด’ ชี้ต้นทุนพุ่ง ไทยเสียเปรียบคู่แข่ง

ไข่ไก่-หมูจี้รัฐรื้อ ‘ประกันข้าวโพด’ ชี้ต้นทุนพุ่ง ไทยเสียเปรียบคู่แข่ง

27 ส.ค. 69 | 11:12 น.
อัปเดตล่าสุด :27 ส.ค. 69 | 11:12 น.

ผู้เลี้ยงไก่ไข่-หมู ผนึกกำลังจี้รัฐทบทวนประกันราคาข้าวโพด ชี้เงินไม่ถึงเกษตรกรตัวจริง แต่ดันต้นทุนอาหารสัตว์พุ่ง กระทบขีดแข่งขันไทยเสนอเปลี่ยนเป็นช่วยลดต้นทุนปัจจัยการผลิต พร้อมรื้อสูตร 3:1 เปิดทางวัตถุดิบราคาถูกสู้มาเลเซีย-เวียดนาม

KEY

POINTS

  • ผู้เลี้ยงไก่ไข่และสุกรเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนนโยบายประกันราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากทำให้ต้นทุนอาหารสัตว์พุ่งสูงขึ้น
  • ชี้ว่ามาตรการดังกล่าวไม่ได้ช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยอย่างแท้จริง แต่เอื้อประโยชน์ให้พ่อค้าคนกลาง และผลักภาระต้นทุนมาให้ภาคปศุสัตว์
  • นโยบาย 3:1 (ซื้อข้าวโพดในประเทศ 3 ส่วน ต่อนำเข้า 1 ส่วน) ทำให้ต้นทุนการผลิตของไทยสูงกว่าคู่แข่งในภูมิภาค ส่งผลให้เสียเปรียบในการแข่งขัน

นางจุฑามาศ บุญแสง ประธานสหกรณ์เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ลุ่มแม่น้ำน้อย เปิดเผยว่า รัฐควรทบทวนโครงสร้างการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยปรับจากมาตรการประกันราคาไปเป็นการลดต้นทุนปัจจัยการผลิต เนื่องจากเกษตรกรรายย่อยจำนวนมากไม่มีเงินทุนและสถานที่จัดเก็บผลผลิต จึงจำเป็นต้องขายผลผลิตล่วงหน้าให้พ่อค้าคนกลาง เพื่อนำเงินมาใช้จ่ายก่อน

ต้นทุนอาหารสัตว์พุ่ง กดผู้เลี้ยงไก่ไข่

ปัญหาสำคัญอยู่ที่ช่วงเก็บเกี่ยวข้าวโพดซึ่งตรงกับหน้าฝน ทำให้ผลผลิตมีความชื้นสูงประมาณ 30-38% และถูกหักค่าความชื้น ส่งผลให้เกษตรกรขายได้จริงเพียงประมาณ 5-6.50 บาทต่อกิโลกรัม ต่ำกว่าราคาประกันที่กำหนดไว้ที่ความชื้น 14% กิโลกรัมละ 9.80 บาท โดยหากคิดที่ความชื้น 30% จะเหลือประมาณ 7.05 บาทต่อกิโลกรัม

ขณะที่เมื่อพ้นฤดูเก็บเกี่ยว ข้าวโพดส่วนใหญ่ไปอยู่กับพ่อค้ารับซื้อแล้ว แต่ราคากลับปรับขึ้นสูงถึง 12-13 บาทต่อกิโลกรัม ผู้ประกอบการที่ต้องใช้วัตถุดิบจึงต้องซื้อในราคาที่สูงขึ้น ทำให้ต้นทุนผู้เลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้น แต่เกษตรกรที่ขายผลผลิตไปก่อนหน้านั้นกลับไม่ได้รับประโยชน์จากราคาที่เพิ่มขึ้น

นางจุฑามาศกล่าวว่า ต้นทุนการเลี้ยงไก่ไข่มากกว่า 60% เป็นค่าอาหารสัตว์ ดังนั้น เมื่อราคาข้าวโพดสูงและมีความผันผวน ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต ขณะที่การปรับราคาไข่ไก่ทำได้ยาก ทำให้ผู้เลี้ยงต้องแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

ชี้สูตร 3:1 ดันต้นทุนไทย แพ้มาเลย์-เวียดนาม

อีกปัจจัยที่ส่งผลต่อต้นทุนคือมาตรการ 3:1 ซึ่งกำหนดให้โรงงานอาหารสัตว์ซื้อข้าวโพดในประเทศ 3 ส่วน ต่อการนำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน ส่งผลให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์ต้องใช้วัตถุดิบในประเทศที่มีราคาสูง ขณะที่มาเลเซียและเวียดนามสามารถนำเข้าข้าวโพดจากตลาดโลกได้ในราคาประมาณ 5-7 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้มีต้นทุนอาหารสัตว์ต่ำกว่าไทย

สำหรับประเทศไทยมีผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ประมาณ 4.5 ล้านตัน หากซื้อในประเทศตามสัดส่วน 3:1 ทั้งหมด จะมีสิทธินำเข้าข้าวสาลีอีกประมาณ 1.5 ล้านตัน รวมเป็นวัตถุดิบ 6 ล้านตัน แต่ยังขาดวัตถุดิบอีกประมาณ 3-4 ล้านตัน

นางจุฑามาศ เสนอให้รัฐเปลี่ยนแนวทางจากการประกันราคาข้าวโพด มาเป็นการสนับสนุนต้นทุนปัจจัยการผลิตให้เกษตรกรโดยตรง ทั้งปุ๋ย ยา เมล็ดพันธุ์ และน้ำมัน ผ่านระบบบัตรสวัสดิการ เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงเกษตรกรตัวจริงมากขึ้น พร้อมทั้งทบทวนมาตรการ 3:1 เพื่อให้ต้นทุนอาหารสัตว์ของไทยสามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้

ด้านสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กของสมาคม โดยระบุว่า กลุ่มผู้เลี้ยงสุกรไทยไม่เห็นด้วยกับการสร้างภาระให้ภาคปศุสัตว์จากการประกันราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้แก่พ่อค้า เพราะเท่ากับเป็นการนำภาระขาดทุนที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง 3 ปี รวมถึงการสร้างภาระหนี้จากการประกันราคาไปให้ผู้รวบรวม

สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติเห็นว่า หากรัฐจะดำเนินมาตรการประกันราคา ควรใช้งบประมาณแผ่นดินในการประกันราคาโดยตรง มากกว่าการผลักภาระต้นทุนไปยังภาคปศุสัตว์ ซึ่งท้ายที่สุดจะสะท้อนกลับมาเป็นต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้เลี้ยงสัตว์ไทย