thansettakij
thansettakij
บีโอไอเร่งลงทุนจริงโต 27% ปั้นอุตสาหกรรมไฮเทค ดึงทุนลงลึกซัพพลายเชนไทย

บีโอไอเร่งลงทุนจริงโต 27% ปั้นอุตสาหกรรมไฮเทค ดึงทุนลงลึกซัพพลายเชนไทย

27 ส.ค. 69 | 07:48 น.
อัปเดตล่าสุด :27 ส.ค. 69 | 07:49 น.

บีโอไอ เผยยอดลงทุนจริงปีที่ผ่านมาโต 27% จากราว 5 แสนล้านบาท พร้อมเดินหน้าดึงการลงทุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง หวังยกระดับไทยสู่ต้นน้ำเซมิคอนดักเตอร์และ Advanced Electronicsชู “Thailand FastPass” เร่งปลดล็อกอุปสรรคลงทุน ควบคู่มาตรการพัฒนาทักษะ-Transformation ดัน Contribution ต่อเศรษฐกิจเพิ่มแตะ 20%

KEY

POINTS

  • บีโอไอเร่งรัดให้เกิดการลงทุนจริงเติบโตขึ้น 27% และผลักดันให้สัดส่วนการลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมมีส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเป็น 20%
  • มุ่งเน้นส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น อิเล็กทรอนิกส์และระบบอัตโนมัติ เพื่อดึงดูดการลงทุนที่ช่วยยกระดับและเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานของไทยให้ลึกขึ้น
  • ใช้มาตรการอำนวยความสะดวก (Ease of Doing Business) และมาตรการเร่งด่วน (Quick Win) ด้านการพัฒนาทักษะบุคลากรและการปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน

นางสาวศิธาศินี สมิตร รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ / BOI) เปิดเผยในงานสัมมนา New Horizon : Thailand Investment Play จัดโดยกรุงเทพธุรกิจว่า การขับเคลื่อนการลงทุนของไทยในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้เป็นผลงานของ BOI เพียงหน่วยงานเดียว แต่เกิดจากการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ตลาดทุน และสมาคมธนาคารไทย เพื่อผสมผสานมาตรการด้านการเงินและการคลัง พร้อมเร่งอำนวยความสะดวกให้โครงการลงทุนเดินหน้าได้จริง

ลงทุนจริงโต 27% ดัน Contribution แตะ 20%

นางสาวศิธาศินีกล่าวว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เม็ดเงินลงทุนสำคัญไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะการออกแบบอิเล็กทรอนิกส์ แผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) และ PCBA ซึ่งถือเป็นฐานสำคัญต่อการต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงในระยะต่อไป

เป้าหมายสำคัญของ BOI คือการทำให้ประเทศไทยสามารถเชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ได้ลึกขึ้น โดยเฉพาะการขยับจากการลงทุนในกิจกรรมปลายน้ำไปสู่กิจกรรมต้นน้ำที่ใช้เทคโนโลยีและองค์ความรู้สูง ซึ่งจะช่วยสร้างฐานการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญไม่ได้อยู่ที่การให้สิทธิประโยชน์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจเอื้อต่อการลงทุนด้วย เพราะหากกระบวนการขอใบอนุญาตหรือการดำเนินการของหน่วยงานต่าง ๆ ล่าช้า ก็จะส่งผลให้การลงทุนเกิดขึ้นจริงได้ช้าเช่นกัน

“Ease of Doing Business” จึงเป็นอีกกลไกสำคัญที่ BOI ให้ความสำคัญ โดยมีการติดตามและเร่งรัดการแก้ไขปัญหาอุปสรรคด้านใบอนุญาตและขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าลงทุนได้ตามแผน

นอกจากนี้ BOI ยังมีกลไก “Thailand  FastPass” ที่ทำงานร่วมกับ 8 หน่วยงาน เพื่อเร่งอำนวยความสะดวกด้านต่าง ๆ ตั้งแต่การพิจารณาสิ่งแวดล้อม (EIA) กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมศุลกากร ไปจนถึงระบบสาธารณูปโภคและไฟฟ้า ซึ่งกลไกดังกล่าวช่วยสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยสามารถเปลี่ยนคำขอรับการส่งเสริมให้เกิดการลงทุนจริงได้

ผลจากการเร่งรัดดังกล่าวทำให้ยอดการลงทุนจริงเพิ่มขึ้น 27% จากเดิมประมาณ 500,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันสัดส่วน Contribution ของการลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI ต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพิ่มจากระดับประมาณ 10-15% ในอดีต มาอยู่ที่ราว 20% ในปีนี้ และ BOI คาดหวังว่าจะผลักดันให้การลงทุนจริงเติบโตต่อเนื่อง

2 Quick Win เร่งทักษะ-ยกระดับอุตสาหกรรม

สำหรับมาตรการเร่งรัดการลงทุน หรือ Quick Win BOI ให้ความสำคัญ 2 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาทักษะบุคลากรของไทย และการปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรม (Transformation) เพื่อรองรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ระดับสูงจากการลงทุนใหม่

ในส่วนการพัฒนาทักษะ BOI ร่วมมือกับสมาคมธนาคารไทย เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการที่ต้องการยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่

ขณะที่มาตรการ Transformation มุ่งเน้นทั้งด้านความยั่งยืนและดิจิทัล โดยผู้ประกอบการที่เข้าร่วมสามารถได้รับการสนับสนุนงบประมาณพัฒนาประสิทธิภาพอุตสาหกรรม 50% ของเงินลงทุนจริง เปรียบเสมือน “คนละครึ่งภาคอุตสาหกรรม” พร้อมเชื่อมโยงการสนับสนุนสินเชื่อจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) ซึ่งเป็นมาตรการของกระทรวงการคลัง การทำงานร่วมกันระหว่างมาตรการส่งเสริมการลงทุน การเงิน และการคลัง จึงเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนจากยอดขอรับการส่งเสริมไปสู่ “การลงทุนจริง” และเพิ่มผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทย

ไม่วัดแค่ยอดเงิน เน้น “คุณภาพการลงทุน”

นางสาวศิธาศินีกล่าวถึงข้อกังวลเรื่องการลงทุนที่กระจุกตัวในบางอุตสาหกรรมว่า BOI ไม่ได้พิจารณาเฉพาะตัวเลขเม็ดเงินลงทุน แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของการลงทุนควบคู่กันไป ทั้งนี้การที่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์มีสัดส่วนเงินลงทุนสูง เป็นผลจากลักษณะธุรกิจที่ต้องใช้เครื่องจักรและอุปกรณ์มูลค่าสูง ขณะที่อุตสาหกรรมที่ใช้ความรู้เข้มข้น เช่น Software Development แม้มีมูลค่าเพิ่มสูง แต่เม็ดเงินลงทุนต่อโครงการอาจไม่มากเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมการผลิต

อีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ BOI ให้ความสำคัญคือ ระบบอัตโนมัติและเครื่องจักรระบบอัตโนมัติ (Automation) ซึ่งมีการส่งเสริมทั้งด้าน Demand และ Supply โดย ฝั่ง Demand คือผู้ประกอบการเดิมที่ต้องการยกระดับประสิทธิภาพด้วยระบบอัตโนมัติ BOI มีมาตรการสนับสนุนโดยให้สิทธิประโยชน์ในมูลค่า 50% ของเงินลงทุนจริง ขณะที่ฝั่ง Supply มุ่งสนับสนุนผู้จัดระบบ หรือ System Integrator (SI) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใช้ทักษะด้านการออกแบบวิศวกรรมและองค์ความรู้สูง

BOI เริ่มให้น้ำหนักกับการพัฒนา SI มากขึ้นตั้งแต่ปี 2560 และปัจจุบันมีสมาคมผู้ประกอบการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ไทย (TARA) เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยการทำให้ SI เข้าถึงตลาดและเชื่อมโยงกับผู้ใช้งานจริง จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ในประเทศตามมา

เชื่อมผู้ผลิตไทย รับลงทุนใหม่-ดัน EV ใช้ชิ้นส่วนในประเทศ

ขณะเดียวกัน BOI ยังเดินหน้าสร้างความเชื่อมโยงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายในห่วงโซ่อุปทานผ่านกิจกรรม Subcon Thailand ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมานานกว่า 17-18 ปี เพื่อเป็นสะพานเชื่อมผู้ประกอบการไทยเดิมกับนักลงทุนรายใหม่ที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศ

สำหรับข้อกังวลว่าการลงทุน EV รายใหม่อาจไม่ได้ใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากนัก นางสาวศิธาศินีระบุว่า หากพิจารณาเป็นรายโครงการจะพบว่า ในช่วงเริ่มต้นผู้ผลิตจำเป็นต้องใช้เวลาในการตรวจสอบและรับรองคุณภาพวัตถุดิบและชิ้นส่วน หรือ Qualifying Process

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ระยะขยายการผลิตของค่ายรถที่ตั้งโรงงานในไทยมาแล้วประมาณ 2-3 ปี ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตสัญชาติใด จะพบว่าสัดส่วนการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 50-60% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขึ้นอยู่กับประเภทผลิตภัณฑ์

“การเปลี่ยนผ่านอาจต้องใช้เวลา” แต่ BOI พยายามวางกลไกเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการไทยที่ต้องการปรับตัวไปสู่การผลิตชิ้นส่วนหรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีสูงขึ้น ก็มีมาตรการรองรับและพร้อมสนับสนุน"

นอกจากนี้ BOI ยังทำงานร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อพัฒนาและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทย ให้สามารถก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Global Supply Chain ได้อย่างมั่นคง ภาพการลงทุนของไทยในระยะต่อไปจึงไม่ได้มุ่งเพียงการสร้างยอดเงินลงทุน แต่เป็นการดึงการลงทุนที่มีคุณภาพ เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทย ถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาทักษะแรงงาน และยกระดับห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศให้กลายเป็นฐานการผลิตและความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว