
ทีมไทยแลนด์บุกแอฟริกา ปักหมุดไนจีเรีย-เอธิโอเปีย เปิดเกมการค้า-ลงทุนใหม่
ทีมไทยแลนด์ผนึกเอกชนไทยบุกไนจีเรีย-เอธิโอเปีย เปิดเกมการค้าแอฟริกายุคใหม่ ไม่เน้นขายสินค้าอย่างเดียว แต่เดินหน้าหาแหล่งวัตถุดิบ พลังงาน และโอกาสลงทุน พร้อมเร่งปลดล็อกระบบชำระเงิน หวังดันการค้าโตแรง
KEY
POINTS
- ทีมไทยแลนด์ นำโดยรองนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะนักธุรกิจรายใหญ่และ SME เดินทางเยือนไนจีเรียและเอธิโอเปีย เพื่อเปิดตลาดการค้าและการลงทุนใหม่
- ภารกิจมุ่งเน้นยุทธศาสตร์ "การค้าต่างตอบแทนและการร่วมลงทุน" (Reciprocal Trade & Investment) ไม่ใช่แค่การส่งออก แต่รวมถึงการแสวงหาแหล่งวัตถุดิบ พลังงาน และโอกาสการลงทุน
- มีการจัดกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ การประชุมระดับสูงกับภาครัฐ การจัดเวทีสัมมนา และการจับคู่ธุรกิจ เพื่อสร้างความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในทั้งสองประเทศ
ประเทศไทยเดินหน้าขยายฐานการค้าและการลงทุนสู่ทวีปแอฟริกาอย่างจริงจัง โดยระหว่างวันที่ 25-29 สิงหาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะนำคณะทีมไทยแลนด์เดินทางเยือนสหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรียและสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเอธิโอเปีย ภายใต้กรอบ Thailand-Africa Initiative (TAI) พร้อมคณะนักธุรกิจไทย เพื่อขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจ เปิดตลาดใหม่ และยกระดับความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนกับสองตลาดสำคัญของแอฟริกา
ดึง 10 บริษัทไทยบุกตลาด
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า คณะภาคเอกชนที่ร่วมเดินทางในครั้งนี้มีประมาณ 10 บริษัท โดยเป็นการผนึกกำลังระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่กับผู้ประกอบการ SME เพื่อทำหน้าที่เป็นกองหน้า เปิดประตูการค้าและทดลองตลาดใหม่ในแอฟริกา โดยมีบริษัทขนาดใหญ่ อาทิ กลุ่ม SCG, CP และ PTT รวมถึงธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) ขณะที่กลุ่ม SME และธุรกิจเฉพาะทาง ได้แก่ บริษัท Solo ผู้ผลิตกุญแจและระบบความปลอดภัย กลุ่มเคมีภัณฑ์อุตสาหกรรม Star Cannery และ Taco ร่วมคณะ
ไฮไลต์สำคัญของภารกิจครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่การนำสินค้าไทยไปเสนอขายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสำรวจโอกาสทางธุรกิจแบบครบวงจร ตั้งแต่ตลาดปลายทาง แหล่งวัตถุดิบ พลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ ไปจนถึงการลงทุนและระบบการเงิน โดยนายวิศิษฐ์มองว่า ยุทธศาสตร์การค้าในยุคใหม่ต้องเปลี่ยนจากการมุ่งส่งออกฝ่ายเดียว มาเป็น “Reciprocal Trade & Investment” หรือการค้าต่างตอบแทนและการร่วมลงทุน
โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ เช่น PTT และ SCG จะเข้าไปสำรวจแหล่งวัตถุดิบต้นน้ำ พลังงาน และทรัพยากรธรรมชาติในแอฟริกา เพื่อนำกลับมาใช้ในภาคอุตสาหกรรมไทย ขณะที่ธุรกิจบริการของไทย โดยเฉพาะโรงแรมและการท่องเที่ยว ก็มีโอกาสขยายการลงทุนต่อเนื่องในตลาดแอฟริกา
ในส่วนของกิจกรรม คณะไทยจะเดินหน้า 3 ด้าน ได้แก่ การประชุมและสัมมนาทวิภาคีเพื่อสำรวจความต้องการสินค้าและศักยภาพทางการค้า การจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยกับคู่ค้าท้องถิ่น และการหารือความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนในระดับนโยบาย โดยฝ่ายไทยจะนำสินค้าเด่นไปจัดแสดงเพื่อสร้างพันธมิตรทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับไนจีเรียถือเป็นตลาดยุทธศาสตร์ของแอฟริกาตะวันตก โดยนายสีหศักดิ์มีกำหนดพบรองประธานาธิบดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และประธานคณะกรรมาธิการ ECOWAS ที่กรุงอาบูจา ก่อนนำคณะนักธุรกิจไทยเข้าร่วมงาน Thailand–Nigeria Business Forum ที่นครเลกอส ขณะที่เอธิโอเปียจะหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและผู้แทนระดับสูงของ African Union พร้อมนำคณะธุรกิจไทยเข้าร่วมงาน Thailand–Ethiopia: Building Business Bridges ที่กรุงแอดดิสอาบาบา
ไนจีเรียขาดดุล-เอธิโอเปียโตแรง
ตัวเลขการค้าสะท้อนว่าไนจีเรียมีขนาดตลาดและทรัพยากรที่น่าสนใจ แต่โครงสร้างการค้าไทยยังเสียเปรียบอย่างมาก โดยปี 2568 การค้าไทย-ไนจีเรียมีมูลค่า 39,203 ล้านบาท ไทยส่งออก 7,816 ล้านบาท แต่นำเข้า 31,387 ล้านบาท ทำให้ไทยขาดดุล 23,572 ล้านบาท ขณะที่ 6 เดือนแรกปี 2569 การค้าพุ่งเป็น 39,277 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 129% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยไทยส่งออก 3,676 ล้านบาท ลดลง 12% แต่นำเข้า 35,601 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 175% ส่งผลให้ขาดดุลเพิ่มเป็น 31,925 ล้านบาท
สินค้าส่งออกหลักของไทยไปไนจีเรีย ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยาง เม็ดพลาสติก ผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียม รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเครื่องสำอาง สบู่และผลิตภัณฑ์รักษาผิว ขณะที่ไทยนำเข้าน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ สินแร่โลหะ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ รวมถึงอัญมณีและทองคำ สะท้อนชัดว่าไนจีเรียมีศักยภาพเป็นทั้งตลาดสินค้าไทยและแหล่งวัตถุดิบพลังงานของไทย
ด้านเอธิโอเปีย แม้มูลค่าการค้าจะเล็กกว่า แต่มีทิศทางเติบโตโดดเด่น โดยปี 2568 การค้ารวมอยู่ที่ 2,776 ล้านบาท ไทยส่งออก 2,505 ล้านบาท นำเข้า 271 ล้านบาท เกินดุล 2,234 ล้านบาท ขณะที่ 6 เดือนแรกปี 2569 การค้าเพิ่มเป็น 2,209 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 126% ไทยส่งออก 2,056 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 134% และนำเข้า 154 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59% ส่งผลให้ไทยเกินดุล 1,902 ล้านบาท
สินค้าส่งออกหลักของไทยไปเอธิโอเปีย ได้แก่ เคมีภัณฑ์ อัญมณีและเครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์เภสัชภัณฑ์ ยางพารา และผลิตภัณฑ์ยาง ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ สินแร่โลหะ อัญมณีและทองคำ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผ้าผืน และผลิตภัณฑ์พลาสติก
ปลดล็อกโอนเงิน-ลุยค้าต่างตอบแทน
นายวิศิษฐ์กล่าวว่า อุปสรรคใหญ่ที่ต้องเร่งแก้คือระบบชำระเงิน เพราะการค้าระหว่างไทยกับหลายประเทศในแอฟริกายังต้องผ่านธนาคารประเทศที่สาม เช่น ดูไบ ทำให้ต้นทุนสูงและยุ่งยาก โดยเฉพาะ SME หากไทยสามารถพัฒนาช่องทางโอนเงินโดยตรงระหว่างธนาคารได้ จะช่วยลดต้นทุนและปลดล็อกการค้าได้อย่างมาก ซึ่ง EXIM Bank จะมีบทบาทในการศึกษาโครงสร้างทางการเงินและหาแนวทางสนับสนุนผู้ประกอบการไทย
ขณะเดียวกัน จีนยังเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดแอฟริกา หลังเข้าไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและทำธุรกิจในหลายประเทศอย่างต่อเนื่อง แต่หลายประเทศเริ่มต้องการกระจายความเสี่ยงและไม่พึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป จึงเป็นโอกาสของไทยในการเสนอทางเลือกใหม่ผ่านการค้า การลงทุน และความร่วมมือระยะยาว
ดังนั้น ภารกิจไนจีเรีย-เอธิโอเปียครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการเปิดตลาดส่งออก แต่เป็นการวางหมากให้ไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่เศรษฐกิจแอฟริกา ตั้งแต่การขายสินค้า การร่วมลงทุน การจัดหาวัตถุดิบและพลังงาน ไปจนถึงการสร้างระบบการเงินที่เอื้อต่อการค้า หากเดินหน้าต่อเนื่องได้สำเร็จ แอฟริกาอาจกลายเป็นหนึ่งในตลาดใหม่ที่ช่วยไทยกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสการค้าในระยะยาว







