
วงการเหล็กแจงปม IF-EF ย้ำวัดกันที่มาตรฐาน ไม่ใช่เทคโนโลยี
วงการเหล็กออกโรงชี้แจงปมขัดแย้ง “เตา IF-EF” ย้ำผลตรวจคุณภาพเหล็กต้องแยกจากสาเหตุอาคารถล่ม พร้อมค้านการนำประเด็นราคามาเชื่อมโยงการผ่อนมาตรฐาน ชี้ทุกเทคโนโลยีต้องแข่งขันภายใต้เกณฑ์เดียวกัน
KEY
POINTS
- การตัดสินคุณภาพเหล็กต้องยึดที่ “มาตรฐานผลิตภัณฑ์” เป็นหลัก ไม่ใช่เทคโนโลยีการผลิตว่าเป็นเตาหลอมแบบเหนี่ยวนำ (IF) หรือเตาอาร์กไฟฟ้า (EF)
- ต้องแยกประเด็น “เหล็กไม่ได้มาตรฐาน” ออกจาก “สาเหตุอาคารถล่ม” ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน และไม่ควรนำปัจจัยด้านราคาหรือการเมืองมาลดทอนความสำคัญของมาตรฐานความปลอดภัย
- ผู้ผลิตเหล็กทุกรายไม่ว่าจะใช้เทคโนโลยีใด ควรแข่งขันอย่างเป็นธรรมภายใต้มาตรฐานคุณภาพเดียวกัน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทยและคุ้มครองผู้บริโภค
ความขัดแย้งระหว่างผู้ผลิตเหล็กด้วยเทคโนโลยีเตาหลอมเหนี่ยวนำไฟฟ้า (IF) และเตาอาร์กไฟฟ้า (EF) ที่กำลังเป็นประเด็นถกเถียงในอุตสาหกรรมเหล็กไทย ล่าสุดแหล่งข่าวจากวงการอุตสาหกรรมเหล็กออกมาชี้แจง 3 ประเด็นสำคัญ โดยย้ำว่าการตรวจสอบคุณภาพเหล็กต้องพิจารณาจากมาตรฐานผลิตภัณฑ์เป็นหลัก และควรแยกออกจากประเด็นสาเหตุของอาคารถล่ม รวมถึงไม่ควรนำเรื่องราคาหรือปัจจัยทางการเมืองมาเบี่ยงประเด็นด้านคุณภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภค
คำชี้แจงดังกล่าวมีขึ้นหลังจากก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวตั้งข้อสังเกตถึงความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผู้ผลิตเหล็ก IF และ EF รวมถึงข้อเสนอเกี่ยวกับการจำกัดกระบวนการผลิตเหล็กบางประเภท โดยมีการเชื่อมโยงไปถึงประเด็นคุณภาพเหล็ก การตรวจสอบโรงงาน และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อตลาดเหล็กและต้นทุนภาคก่อสร้าง
แยก “เหล็กไม่ได้มาตรฐาน” กับ “อาคารถล่ม”
แหล่งข่าวระบุว่า ประเด็นแรกที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัดคือ การตรวจสอบเหล็กกับการหาสาเหตุของอาคารถล่มเป็นคนละเรื่องกัน โดยการสุ่มตรวจเหล็กเป็นกระบวนการตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานที่กำหนด ไม่ใช่กระบวนการตัดสินว่าอาคารถล่มด้วยสาเหตุใด
จากการตรวจสอบที่เกิดขึ้น แหล่งข่าวระบุว่า เหล็กจากกระบวนการ EF ที่ถูกตรวจสอบผ่านเกณฑ์ ขณะที่เหล็กจากกระบวนการ IF บางตัวอย่างไม่ผ่านมาตรฐานที่กำหนด ดังนั้น หากภาครัฐมีข้อสรุปเพิ่มเติมในภายหลังว่าสาเหตุของอาคารถล่มเกิดจากการออกแบบหรือการก่อสร้าง ก็เป็นข้อสรุปในส่วนของ “สาเหตุการถล่ม” ซึ่งต้องแยกออกจาก “ผลการทดสอบคุณภาพเหล็ก”
กล่าวคือ คำถามว่าอาคารถล่มเพราะอะไรเป็นคำถามหนึ่ง ส่วนคำถามว่าเหล็กตัวอย่างที่สุ่มตรวจผ่านมาตรฐานหรือไม่เป็นอีกคำถามหนึ่ง หากผลการทดสอบระบุว่าเหล็กตัวอย่างใดไม่ผ่านมาตรฐาน การมีข้อสรุปภายหลังว่าอาคารถล่มเกิดจากปัจจัยอื่น ก็ไม่ได้ทำให้ผลการทดสอบคุณภาพเหล็กเปลี่ยนแปลงไป
แหล่งข่าวเห็นว่า การนำข้อสรุปเกี่ยวกับสาเหตุอาคารถล่มมาใช้เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจว่าเหล็กที่ตรวจไม่ผ่านมาตรฐานไม่มีปัญหา เป็นการนำคนละประเด็นมาสรุปแทนกัน
“หัวใจของเรื่องจึงไม่ใช่การกล่าวโทษผู้ผลิต แต่คือคำถามว่า เหล็กที่ผลิตและนำมาใช้ในโครงสร้างของประเทศ ได้มาตรฐานตามที่กำหนดจริงหรือไม่” แหล่งข่าวระบุ
ราคาเหล็กไม่ใช่เหตุผลลดมาตรฐาน
ประเด็นที่สอง แหล่งข่าวเห็นว่า ไม่ควรนำความกังวลว่า หากโรงงาน IF ลดหรือหยุดการผลิตแล้วจะทำให้เหล็กขาดตลาดและราคาสูงขึ้น มาใช้เป็นเหตุผลในการลดหรือผ่อนปรนมาตรฐาน
โดยราคาสินค้าเหล็กขึ้นหรือลงตามกลไกตลาดและปัจจัยหลายด้าน ทั้งต้นทุนวัตถุดิบ ราคาพลังงาน อุปสงค์และอุปทาน การนำเข้า รวมถึงสถานการณ์ตลาดเหล็กโลก ดังนั้น การมีหรือไม่มีผู้ผลิตรายใดรายหนึ่งจึงไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่จะกำหนดราคาเหล็กในประเทศ
แหล่งข่าวมองว่า ประเด็นสำคัญควรอยู่ที่การแข่งขันของผู้ผลิตบนพื้นฐานของ ราคาและประสิทธิภาพ ภายใต้มาตรฐานคุณภาพเดียวกัน มากกว่า โดยผู้บริโภคควรมีสิทธิเลือกซื้อสินค้าที่มีราคาที่เหมาะสม แต่ต้องมั่นใจว่าสินค้าเหล็กทุกประเภทที่เข้าสู่ตลาดอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน
ดังนั้น การยกระดับมาตรฐานไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ประชาชนต้องซื้อเหล็กในราคาที่สูงขึ้นเสมอไป แต่เป็นการสร้างสนามแข่งขันที่ผู้ผลิตทุกรายต้องปฏิบัติตามเกณฑ์เดียวกัน และแข่งขันกันด้วยประสิทธิภาพ ต้นทุน และคุณภาพ
ย้ำทุกเทคโนโลยีต้องแข่งขันอย่างเป็นธรรม
สำหรับประเด็นที่สาม แหล่งข่าวเห็นว่า ไม่ควรนำเรื่องการเมือง นโยบายรัฐบาล สินค้านำเข้า หรือสินค้าอุตสาหกรรมประเภทอื่นเข้ามาเชื่อมโยงจนทำให้ประเด็นด้านมาตรฐานถูกลดความสำคัญลง ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตรายใด ใช้เทคโนโลยีใด หรือเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศหรือนำเข้าจากต่างประเทศ หลักเกณฑ์สำคัญควรเป็นคำถามเดียวกัน คือ “ผ่านมาตรฐานหรือไม่”
หากสินค้าผ่านมาตรฐาน ผู้ผลิตก็ควรได้รับสิทธิในการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ขณะที่หากไม่ผ่านมาตรฐาน ผู้ผลิตควรปรับปรุงกระบวนการให้สามารถผลิตสินค้าได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด
แหล่งข่าวจึงเห็นว่า ประเด็น IF-EF ไม่ควรถูกทำให้กลายเป็น “สงครามระหว่างผู้ผลิต” หรือการต่อสู้ทางการเมือง แต่ควรนำไปสู่การยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมเหล็กไทย โดยมีคุณภาพ ความปลอดภัย และประโยชน์ของผู้บริโภคเป็นหลัก
ยกระดับมาตรฐาน ต้องใช้หลักฐานวิทยาศาสตร์
ทั้งนี้ ข้อถกเถียงเรื่อง IF-EF จึงควรกลับไปอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลทางเทคนิคและวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะผลการทดสอบคุณภาพสินค้าและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง มากกว่าการพิจารณาจากประเภทของผู้ผลิตหรือผลประโยชน์ทางธุรกิจ
ประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญต่อทิศทางอุตสาหกรรมเหล็กไทย เนื่องจากการกำหนดมาตรฐานหรือข้อจำกัดด้านกระบวนการผลิตย่อมส่งผลต่อผู้ผลิตต้นน้ำ ผู้ประกอบการปลายน้ำ ต้นทุนการก่อสร้าง ตลอดจนความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมในระยะยาว
ดังนั้น แนวทางที่ควรเกิดขึ้นคือการเปิดให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งผู้ผลิต IF และ EF ผู้ใช้เหล็ก หน่วยงานกำกับดูแล ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมและมาตรฐาน เข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาบนข้อมูลเดียวกัน เพื่อให้ข้อสรุปที่ออกมามีความชัดเจน โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้
แหล่งข่าวย้ำว่า ประเด็น IF-EF ไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นสงครามระหว่างผู้ผลิต หรือถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้งทางการเมือง แต่ควรนำไปสู่การยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมเหล็กไทย โดยไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตรายใด ใช้เทคโนโลยีใด หรือเป็นสินค้าจากประเทศใด ต้องใช้เกณฑ์เดียวกันในการพิจารณา คือ ผ่านมาตรฐานต้องแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม และหากไม่ผ่านต้องปรับปรุงให้ได้มาตรฐาน
“ท้ายที่สุด ชีวิตและทรัพย์สินของคนไทยไม่ควรถูกนำมาเป็นราคาที่ต้องจ่าย เพื่อแลกกับการรักษากระบวนการผลิตหรือผลประโยชน์ของผู้ผลิตรายใดรายหนึ่ง” แหล่งข่าวระบุ พร้อมย้ำว่าการพิจารณาข้อเท็จจริงควรยึดหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และมาตรฐานที่ตรวจสอบได้ มากกว่าการตีความเชิงความเห็น






