
ยางแผ่นดิบยังทรงตัวสูง 82 บาท หัวมันสดทำนิวไฮ 4.80 บาท ข้าวโพดร่วง
“ฐานเศรษฐกิจ” เกาะติดราคาสินค้าเกษตรสัปดาห์ 3-7 ส.ค. 2569 พบ “ยาง-มัน” ราคาพุ่ง ยางแผ่นยังทรงตัวสูงที่ระดับ 82 บาท มันสดทำนิวไฮ 4.80 บาท ข้าวหอมมะลิยืนสูง ข้าวโพดสวนทางราคาลดลง จับตาทิศทางสัปดาห์นี้
KEY
POINTS
- ราคายางแผ่นดิบยังคงทรงตัวในระดับสูงที่ 82-83 บาทต่อกิโลกรัม เนื่องจากฝนตกชุกทำให้ผลผลิตลดลง สวนทางกับความต้องการจากอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของจีนที่เพิ่มขึ้น
- หัวมันสำปะหลังสดทำสถิติราคาสูงสุดใหม่ที่ 4.80 บาทต่อกิโลกรัม เนื่องจากตลาดเผชิญปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบอย่างหนัก ทำให้โรงงานต้องแข่งขันกันรับซื้อ
- ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศปรับตัวลดลง โดยราคาหน้าโรงงานอาหารสัตว์ลดจากหาบละ 612 บาท เหลือ 600 บาท ซึ่งสวนทางกับทิศทางราคาในตลาดโลก
ยางแผ่น-น้ำยางสดพุ่ง -อีวีจีนหนุนดีมานด์
สถานการณ์สินค้าเกษตรในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา(3-7 สิงหาคม 2569) มีความเคลื่อนไหวที่น่าจับตา โดยเฉพาะยางพาราที่ราคายังทรงตัวสูง จากปริมาณผลผลิตเข้าสู่ตลาดลดลง หลังพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออก ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสำคัญ มีฝนตกชุกต่อเนื่อง ทำให้เกษตรกรต้องเลื่อนการเปิดกรีดหรือไม่สามารถกรีดได้ตามปกติ
ขณะที่ความต้องการใช้ยางธรรมชาติยังได้รับแรงหนุนจากอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของจีน รวมถึงความต้องการยางที่ผ่านมาตรฐาน EUDR ซึ่งช่วยหนุนราคาสินค้าคุณภาพในตลาดพรีเมียม
สำหรับราคายางพารา ณ ปัจจุบัน (11 ส.ค. 2569) น้ำยางสดท้องถิ่นซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 67 - 71 บาทต่อกิโลกรัม และยางแผ่นดิบเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 82 - 83 บาทต่อกิโลกรัม สัปดาห์นี้ คาดราคายางยัง ทรงตัวในระดับสูงและมีโอกาสขยับขึ้น
ผลผลิตออกน้อย หนุนผลปาล์ม 6.80-7.20 บาท
ด้านปาล์มน้ำมัน ราคาผลปาล์มสดในสัปดาห์ที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เฉลี่ย 6.80-7.20 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่แหล่งรับซื้อที่ได้เปอร์เซ็นต์น้ำมันสูงและมีคุณภาพดีสามารถทำราคาหน้าโรงงานได้ถึง 8.20-9.20 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ในประเทศขยับขึ้นมาอยู่ที่ 40.25-41 บาทต่อกิโลกรัม
แนวโน้มสัปดาห์นี้คาดราคาผลปาล์มยังทรงตัวในระดับสูง เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดจำกัด โดยเฉพาะปัญหาฝนตกชุกที่กระทบการเก็บเกี่ยวและขนส่ง ขณะที่การใช้น้ำมันปาล์มในประเทศเพื่อผลิตไบโอดีเซล B20 และ B7 รวมถึงการส่งออกที่คล่องตัว ยังช่วยดูดซับ CPO และสต็อกน้ำมันปาล์มดิบในประเทศลดลงมาอยู่ในระดับปกติ
อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาการควบคุมราคาน้ำมันปาล์มขวดไม่ให้เกิน 50 บาท ซึ่งอาจจำกัดเพดานราคารับซื้อผลปาล์ม รวมถึงทิศทางหลังเดือนกันยายน 2569 หากมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายอุดหนุนไบโอดีเซล
ข้าวหอมมะลิยืนสูง ข้าวเปลือกเจ้าอ่อนตัว
ขณะที่ราคาข้าวเปลือกยังทรงตัวในระดับดี โดยข้าวเปลือกหอมมะลิความชื้น 15% อยู่ที่ 16,400-18,800 บาทต่อตัน และบางพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น สุรินทร์และบุรีรัมย์ สามารถซื้อขายระดับสูงสุดได้ถึง 18,500 บาทต่อตัน ส่วนข้าวเปลือกหอมมะลิความชื้น 25% สด ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 13,400-13,800 บาทต่อตัน จากแรงหนุนของสหกรณ์ที่เปิดจุดรับซื้อนำตลาด ขณะที่ข้าวเปลือกเจ้า 15% ขยับขึ้นเล็กน้อยที่ 8,500-9,600 บาทต่อตัน
สัปดาห์นี้คาดข้าวหอมมะลิยังทรงตัวในระดับสูง เนื่องจากอุปทานในตลาดเหลือน้อยและความต้องการข้าวคุณภาพสูงยังมีต่อเนื่อง แต่ข้าวเปลือกเจ้าอาจย่อตัวลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 8,500-9,200 บาทต่อตัน หลังมีข้าวนาปรังรอบปลายฤดูทยอยออกสู่ตลาด
ปัจจัยที่ต้องจับตาคือเงินบาทที่แข็งค่าอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้ข้าวขาวไทยแข่งขันด้านราคากับเวียดนามและอินเดียได้ยากขึ้น รวมถึงความกังวลผลผลิตข้าวนาปีที่จะออกสู่ตลาดในอีก 2-3 เดือน หากไม่มีมาตรการรองรับที่ชัดเจน อาจกดดันราคาข้าวในระยะต่อไป
หัวมันเชื้อแป้ง 30% แตะ 4.80 บาท โรงงานแย่งซื้อ
หัวมันสำปะหลังสดยังเป็นอีกหนึ่งสินค้าที่ราคายืนในระดับสูงมาก โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา หัวมันเชื้อแป้ง 30% ซื้อขายหน้าโรงแป้งในนครราชสีมาที่ 3.50-4.80 บาทต่อกิโลกรัม และบางพื้นที่ เช่น อำเภอสีคิ้ว รับซื้อสูงสุดถึง 4.80 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนหัวมันเชื้อแป้ง 25% อยู่ที่ 3.25-4.30 บาทต่อกิโลกรัม
แนวโน้มสัปดาห์นี้ราคายังมีโอกาสทรงตัวในระดับสูงสุดและอาจปรับขึ้นได้อีก เนื่องจากตลาดกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบอย่างหนัก หลัง 4 สมาคมมันสำปะหลังไทยออกมาเตือนว่าอุปทานมันสำปะหลังปี 2569/70 อาจลดลงเหลือเพียง 18.757 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้ในภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ 37-45 ล้านตันต่อปี ส่งผลให้โรงงานแป้งมันต้องแข่งขันกันซื้อวัตถุดิบจนกำลังการผลิตบางส่วนลดเหลือเพียง 20-30%
ประกอบกับราคาแป้งมันสำปะหลังสำเร็จรูปปรับขึ้นต่อเนื่องมาอยู่ที่ประมาณ 21-22 บาทต่อกิโลกรัม จึงยังเป็นแรงหนุนราคาหัวมันต้นน้ำ อย่างไรก็ตาม ปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลังและโรคพุ่มแจ้ รวมถึงการขาดแคลนท่อนพันธุ์สะอาด ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อผลผลิตในระยะต่อไป
ข้าวโพดอ่อนตัว จับตาตลาดโลก-ต้นทุนน้ำมัน
สำหรับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคาหน้าไซโลโรงงานอาหารสัตว์ในประเทศปรับลดจากหาบละ 612 บาท เหลือ 600 บาท สวนทางตลาด CBOT ที่สัญญาส่งมอบเดือนธันวาคม 2569 วันที่ 6 สิงหาคม ปิดที่ 4.62 ดอลลาร์ต่อบุชเชล เพิ่มขึ้น 2 เซนต์ หรือ 0.43%
ตลาดโลกยังมีปัจจัยจากสภาพอากาศที่กระทบพื้นที่เพาะปลูก ทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม ขณะที่ราคาน้ำมันที่ปรับลดลงยังเป็นแรงกดดันต่อตลาดธัญพืช รวมถึงต้องติดตามความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางอุปทานธัญพืชในระยะต่อไป สำหรับสัปดาห์นี้คาดราคาข้าวโพดในประเทศจะ ทรงตัว
สุกรขยับ 2 บาท ลดช่องว่างต้นทุน
ด้านสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มในสัปดาห์ที่ 32/2569 ณ วันที่ 6 สิงหาคม ปรับฐานขึ้นอีก 2 บาทในหลายพื้นที่ เพื่อช่วยให้ราคาของเกษตรกรรายย่อยขยับเข้าใกล้ต้นทุนการผลิต ซึ่งไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 71.78 บาทต่อกิโลกรัม
ราคาสุกรภาคตะวันตกอยู่ที่ 70-72 บาทต่อกิโลกรัม ภาคตะวันออก 72-75 บาท ภาคอีสาน 72 บาท ภาคเหนือ 74-76 บาท และภาคใต้ 74 บาท ขณะที่ลูกสุกรน้ำหนัก 16 กิโลกรัม อยู่ที่ 1,900 บาทต่อตัว โดยสัปดาห์นี้คาดราคาสุกรจะ ทรงตัว
ไก่เนื้อยืน 45 บาท ไก่ไข่ขยับ 20 สตางค์
ส่วนไก่เนื้อมีชีวิตหน้าฟาร์ม ณ วันที่ 3 สิงหาคม ยืนราคาที่ 45 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ลูกไก่เนื้ออยู่ที่ 19.50 บาทต่อตัว และลูกไก่ไข่ 28 บาทต่อตัว โดยแนวโน้มสัปดาห์นี้คาดราคาไก่เนื้อยังทรงตัว
ขณะที่ราคาไข่ไก่มีการปรับขึ้น โดยเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ 4 แห่ง ประกาศปรับราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มจากเดิมฟองละ 3.80 บาท เป็น 4 บาท มีผลตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2569 หรือเพิ่มขึ้น 20 สตางค์ต่อฟอง อย่างไรก็ตาม แนวโน้มสัปดาห์นี้คาดราคาไข่ไก่จะทรงตัว
ภาพรวมตลาดสินค้าเกษตรในสัปดาห์นี้จึงยังเป็นภาวะ “ซัพพลายตึงหนุนราคาสินค้าต้นน้ำ” โดยเฉพาะยางพาราและมันสำปะหลังที่มีปัญหาผลผลิตเข้าสู่ตลาดไม่เพียงพอ ขณะที่ข้าวหอมมะลิยังยืนได้ในระดับสูง ส่วนปาล์มน้ำมันและสินค้าปศุสัตว์มีแนวโน้มทรงตัว ขณะที่ข้าวโพดเริ่มอ่อนตัว ซึ่งต้องจับตาทั้งปัจจัยภายในประเทศและทิศทางตลาดโลกอย่างใกล้ชิด
แหล่งข้อมูลอ้างอิง : สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย, 4 สมาคมมันสำปะหลังไทย, สมาคมยางพาราไทย,กรมการค้าภายใน,สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร,กรมปศุสัตว์, สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย,สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ







