thansettakij
thansettakij
TDRI ชงเก็บเงินค่าธรรมเนียมส่งออกมันสำปะหลัง-ปลดล็อก 700 ล้าน กู้อุตสาหกรรม

TDRI ชงเก็บเงินค่าธรรมเนียมส่งออกมันสำปะหลัง-ปลดล็อก 700 ล้าน กู้อุตสาหกรรม

08 ส.ค. 69 | 01:00 น.
อัปเดตล่าสุด :08 ส.ค. 69 | 01:17 น.

นักวิชาการ TDRI เตือนหากไม่เร่งแก้ อุตสาหกรรมมันสำปะหลัง อาจเกิดการล่มสลายทั้งห่วงโซ่ พร้อมเสนอเก็บค่าธรรมเนียมส่งออก ตั้งกองทุนฟื้นอุตสาหกรรม ปลดล็อกเงินสะสมกว่า 600-700 ล้านบาท มาใช้กู้วิกฤต

KEY

POINTS

  • TDRI เสนอให้เก็บค่าธรรมเนียมจากการส่งออกมันสำปะหลัง เพื่อนำเงินไปจัดตั้งกองทุนสำหรับวิจัย พัฒนาพันธุ์ และแก้ปัญหาวิกฤตอุตสาหกรรม
  • เสนอให้ปลดล็อกเงินสะสมของมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังฯ ที่มีอยู่ประมาณ 600-700 ล้านบาท เพื่อนำเงินต้นมาใช้ฟื้นฟูอุตสาหกรรม
  • เป้าหมายของข้อเสนอทั้งสองคือการกู้วิกฤตอุตสาหกรรมมันสำปะหลังที่เกิดจากปัญหาโรคใบด่าง ซึ่งทำให้ผลผลิตตกต่ำและการส่งออกทรุดตัวอย่างหนัก

อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยกำลังเผชิญ "จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่" หลังปัญหาโรคใบด่างยืดเยื้อ ฉุดผลผลิตลดลงต่อเนื่อง กระทบตั้งแต่เกษตรกร โรงงานแปรรูป ผู้ส่งออก ไปจนถึงธุรกิจโลจิสติกส์ ขณะที่การส่งออกมันเส้นทรุดหนักจนเหลือเพียงหลักหมื่นตันต่อเดือน ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนเร่ง "ช่วยตัวเอง" ก่อนรอความช่วยเหลือจากภาครัฐ

ชงเก็บค่าธรรมเนียมส่งออก ตั้งกองทุนกู้วิกฤต

 

รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดเผยว่า วิกฤตที่เกิดขึ้นไม่ได้กระทบเฉพาะรายได้ของเกษตรกร แต่กำลังลุกลามไปตลอดห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรม หากปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อ อาจนำไปสู่การปิดกิจการของโรงงาน ระบบขนส่งสะดุด และการว่างงานจำนวนมาก

“เสนอให้ทุกสมาคมที่เกี่ยวข้องกับมันสำปะหลัง ทั้งผู้ค้า ผู้ผลิตแป้ง และผู้ส่งออก ร่วมกันเสนอให้กระทรวงพาณิชย์อนุมัติการจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ผลิตและการส่งออก เพื่อนำเงินเข้าสถาบันพัฒนามันสำปะหลัง ใช้เร่งวิจัย พัฒนาพันธุ์ และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ  ถึงเวลาที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันเสียสละ เพราะหากยังไม่สามารถตกลงกันได้ อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยอาจเดินเข้าสู่ภาวะล่มสลายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า”

ไทยเสียเปรียบเพื่อนบ้าน ผลิตภาพต่ำ ต้องพึ่งพันธุ์ต่างชาติ

อีกประเด็นที่น่ากังวลคือ "ผลิตภาพ" ของมันสำปะหลังไทยที่ต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะผลกระทบจากโรคใบด่างที่ยังแก้ไขได้อย่างจำกัด ส่งผลให้ไทยสูญเสียความได้เปรียบด้านพันธุ์พืช

ปัจจุบันไทยต้องพึ่งพันธุ์มันสำปะหลังจากเวียดนามและจีน เช่นเดียวกับพันธุ์ข้าวบางพื้นที่ที่ต้องใช้พันธุ์จากต่างประเทศ เพราะพันธุ์ไทยไม่สามารถตอบโจทย์ด้านผลผลิตได้เพียงพอ สะท้อนว่าประเทศกำลังสูญเสียจุดแข็งที่เคยเป็นข้อได้เปรียบสำคัญ ประเด็นดังกล่าวจะถูกหยิบยกหารือร่วมกับผู้แทน World Bank และ IMF ในช่วงต้นเดือนตุลาคม เพื่อผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติด้านการเพิ่มผลิตภาพภาคเกษตร

คาดการณ์ผลผลผลิตมันสำปะหลัง ฤดูการผลิต 2569/70

จี้ปฏิรูปข้อมูล สศก. ฟื้นความเชื่อมั่นตลาด

นอกจากปัญหาการผลิตแล้ว รศ.ดร.นิพนธ์ ยังมองว่าการขาดความเชื่อมั่นในข้อมูลภาครัฐ โดยเฉพาะตัวเลขคาดการณ์ผลผลิตของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เป็นอีกอุปสรรคสำคัญ ทำให้ภาคเอกชนต้องเสียเวลาและต้นทุนลงพื้นที่สำรวจข้อมูลกันเอง จึงเสนอให้ปฏิรูปกระบวนการจัดทำข้อมูลภาครัฐ ลดการแทรกแซงทางการเมือง และยกระดับมาตรฐานให้ใกล้เคียงประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐฯ ออสเตรเลีย และแคนาดา ที่ให้ความสำคัญกับความเป็นอิสระของข้อมูล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดและนักลงทุน

ส่งออกมันเส้นทรุดหนัก เหลือเพียงหลักหมื่นตัน

นายบุญชัย ศรีชัยยงพานิช ประธานคณะสำรวจติดตามภาวะการผลิตมันสำปะหลัง

ด้านนายบุญชัย ศรีชัยยงพานิช ประธานคณะสำรวจติดตามภาวะการผลิตมันสำปะหลังฯ กล่าวว่า ภาคการส่งออกกำลังอยู่ในภาวะวิกฤต โดยการส่งออกมันเส้นในเดือนล่าสุดเหลือเพียงประมาณ 10,000 ตัน จากเดิมที่เคยส่งออกได้หลายแสนตันต่อเดือนขณะเดียวกัน โรงงานแป้งมันสำปะหลังกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ ส่วนใหญ่อยู่ในภาวะยากลำบาก มีเพียงผู้ผลิตแป้งดัดแปรรายใหญ่บางรายที่ยังสามารถประคองธุรกิจต่อไปได้

ชงปลดล็อกเงินสะสม 700 ล้าน ฟื้นอุตสาหกรรม

"ปัจจุบันมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย ซึ่งจัดตั้งขึ้นจากเงินที่เคยจัดเก็บจากการส่งออกมันเม็ดไปยุโรป มีเงินสะสมอยู่ประมาณ 600-700 ล้านบาท ที่ผ่านมา มูลนิธินำมาใช้เฉพาะผลตอบแทนจากการลงทุนเพื่อสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาพันธุ์ แต่ขณะนี้มีแนวคิดหารือฝ่ายกฎหมายและคณะกรรมการมูลนิธิ เพื่อหาแนวทางนำเงินต้นบางส่วนออกมาใช้ฟื้นฟูอุตสาหกรรมและช่วยเหลือเกษตรกรในภาวะวิกฤต ซึ่งได้รับการยืนยันว่าสามารถดำเนินการได้ภายใต้กรอบกฎหมาย"