thansettakij
thansettakij
ประมงดิ้นฝ่าวิกฤตน้ำมัน ชงรัฐอุ้ม 500 ล้าน ชดเชยลิตรละ 3-5 บาท

ประมงดิ้นฝ่าวิกฤตน้ำมัน ชงรัฐอุ้ม 500 ล้าน ชดเชยลิตรละ 3-5 บาท

06 ส.ค. 69 | 02:41 น.
อัปเดตล่าสุด :06 ส.ค. 69 | 02:41 น.

ต้นทุนน้ำมันพุ่งกดดันชาวประมงจนเรือทยอยหยุดเดิน สมาคมประมงฯ เสนอรัฐชดเชยลิตรละ 3-5 บาท วงเงิน 500 ล้านบาท ระบุงบซื้อเรือคืน เป็นเงินค่าปรับสะสมตลอด 10 ปี ขณะที่กรมประมงเร่งปรับโครงสร้างกองเรือ หวังเพิ่มโอกาสทำประมงและสร้างรายได้กว่า 3,160 ล้านบาท

KEY

POINTS

  • ภาคประมงกำลังเผชิญวิกฤตต้นทุนราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำนวนมากแบกรับภาระไม่ไหวและต้องหยุดเดินเรือ
  • สมาคมการประมงฯ ได้ยื่นข้อเสนอเร่งด่วนต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อขอให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือ
  • ข้อเรียกร้องหลักคือการจัดสรรงบประมาณ 500 ล้านบาท เพื่อชดเชยราคาน้ำมันให้กับชาวประมงทั้งพาณิชย์และพื้นบ้านในอัตรา 3-5 บาทต่อลิตร เป็นระยะเวลา 3 เดือน

อุตสาหกรรมประมงไทยกำลังเดินมาถึงจุดตัดสินอนาคต ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนน้ำมันพุ่ง กฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้น และจำนวนเรือประมงที่ทยอยเลิกกิจการต่อเนื่อง จนหลายฝ่ายหวั่นว่าหากรัฐยังไร้มาตรการพยุงอย่างเป็นรูปธรรม ประเทศอาจสูญเสียขีดความสามารถของภาคประมงอย่างถาวร

นายกังวาลย์ จันทรโชติ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒินักวิชาการด้านการประมงทะเล ในคณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ

นายกังวาลย์ จันทรโชติ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒินักวิชาการด้านการประมงทะเล ในคณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ  เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงสถานการณ์ทรัพยากรสัตว์น้ำและภาพรวมอุตสาหกรรมว่า แม้ปัจจุบันข้อมูลจากระบบศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออก (PIPO) จะช่วยให้การคำนวณค่าผลผลิตสูงสุดที่ยั่งยืน (MSY) มีความชัดเจนและใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น แต่สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือความอยู่รอดของผู้ประกอบการ เนื่องจากอุตสาหกรรมประมงมีความละเอียดอ่อนสูง หากล่มสลายแล้วจะไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาได้ง่ายเหมือนโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป

ประมงดิ้นฝ่าวิกฤตน้ำมัน ชงรัฐอุ้ม 500 ล้าน ชดเชยลิตรละ 3-5 บาท

“ปัจจุบันจำนวนเรือประมงไทยลดลงเหลือไม่ถึง 10,000 ลำ และยังมีเรือที่ประกาศขายอีกกว่า 3,000 ลำตามแนวชายฝั่งเนื่องจากแบกรับต้นทุนไม่ไหว กรมประมงควรปรับเปลี่ยนบทบาทจากผู้ควบคุมเพียงอย่างเดียว มาเป็นผู้สนับสนุนและส่งเสริมเพื่อพยุงให้อาชีพประมงคงอยู่ได้อย่างยั่งยืน”

นายมงคล สุขเจริญคณา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการประมงพาณิชย์ ในคณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ 

นายมงคล สุขเจริญคณา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการประมงพาณิชย์ ในคณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ  กล่าวว่า ในส่วนของโครงการซื้อเรือคืนเพื่อนำเรือออกนอกระบบนั้น แหล่งที่มาของงบประมาณที่รัฐนำมาใช้แท้จริงแล้วก็คือเงินที่ได้จากการจับปรับชาวประมงในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีคดีประมงเกิดขึ้นกว่า 5,000 คดี โดยมีค่าปรับเฉลี่ยตั้งแต่หลักล้านไปจนถึงหลักร้อยล้านบาทต่อคดี รวมมูลค่าที่รัฐจัดเก็บเข้าคลังไปแล้วกว่า 4,000-5,000 ล้านบาท ดังนั้น การที่รัฐนำงบประมาณมาซื้อเรือคืน จึงเป็นการนำเงินค่าปรับชาวประมงกลับมาเยียวยาระบบนั่นเอง

นายมงคล มงคลตรีลักษณ์ นายกสมาคมการประมงสมุทรสาคร

สอดคล้องกับ นายมงคล มงคลตรีลักษณ์ นายกสมาคมการประมงสมุทรสาคร ระบุถึงวิกฤตต้นทุนน้ำมันว่า ปัจจุบันราคาน้ำมันดีเซลหน้าคลังพุ่งสูงถึง 34 บาทต่อลิตร ขณะที่น้ำมันเขียวอยู่ที่ประมาณ 29 บาทบาทต่อลิตร ส่งผลให้ผู้ประกอบการเริ่มรับภาระไม่ไหวและเริ่มหยุดเดินเรือ ทางสมาคมฯ จึงมีข้อเสนอเร่งด่วนต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้สนับสนุนเงินชดเชยราคาน้ำมันในรูปแบบคูปองหรือการอุดหนุนโดยตรง ให้กับทั้งประมงพาณิชย์และประมงพื้นบ้าน โดยมีรายละเอียดข้อเรียกร้อง อัตราชดเชย 3-5 บาทต่อลิตร ในระยะเวลา 3 เดือน คาดว่าจะใช้งบประมาณ 500 ล้านบาท 

“วิกฤตน้ำมันรอบนี้เป็นรอบที่ 2 แล้ว แต่ที่ผ่านมาภาครัฐยังไม่มีมาตรการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม ซึ่งข้อเรียกร้องทั้งหมดได้เสนอผ่านคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีซึ่งได้นำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เรียบร้อยแล้ว จึงต้องการให้เร่งดำเนินการโดยเร็วที่สุดเพื่อต่อลมหายใจให้ชาวประมงทั่วประเทศ” นายมงคล กล่าวย้ำ

แหล่งข่าวกรมประมง กล่าวว่า ก่อนปี 2558 ภาคประมงไทยดำเนินกิจการภายใต้ระบบเสรี ไม่มีการจำกัดวันทำการประมง ส่งผลให้เกิดการทำประมงเกินศักยภาพของทรัพยากรทางทะเล กระทั่งมีการประกาศใช้พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 พลิกโฉมการบริหารจัดการประมงไทยสู่ระบบจำกัดสิทธิ์ โดยยึดหลักวิทยาศาสตร์ด้านปริมาณสัตว์น้ำที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน (Maximum Sustainable Yield: MSY) เป็นเกณฑ์กำหนดจำนวนวันทำการประมง เพื่อรักษาสมดุลของทรัพยากรสัตว์น้ำในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวทำให้เรือประมงพาณิชย์ไม่สามารถออกทำการประมงได้เต็มศักยภาพตลอดทั้งปี หรือประมาณ 291 วัน ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนคงที่ ทั้งค่าจ้างแรงงาน ค่าบำรุงรักษาเรือ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในช่วงที่เรือจอดไม่สามารถออกทำการประมงได้ กระทบต่อรายได้และความสามารถในการแข่งขันของภาคประมงไทย

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมง จึงเดินหน้า โครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ เพื่อปรับขนาดกองเรือให้สอดคล้องกับปริมาณทรัพยากรสัตว์น้ำ และเพิ่มโอกาสให้เรือที่ยังอยู่ในระบบสามารถทำประมงได้เต็มศักยภาพ หากดำเนินการได้ จะสามารถนำโควตาปริมาณสัตว์น้ำของเรือที่ออกจากระบบ จำนวน 62,537 ตัน คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 3,160.91 ล้านบาท ไปจัดสรรให้แก่เรือที่ยังอยู่ในระบบ ส่งผลให้สามารถเพิ่มวันทำการประมง สร้างรายได้ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน

 

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,224 วันที่ 5 - 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569