
‘สุริยะ’ สั่งกรมชลฯ บริหารน้ำเชิงรุกรับฝน ส.ค. เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง 24 ชั่วโมง
"สุริยะ" กำชับกรมชลประทานบริหารจัดการน้ำเชิงรุกรับมือฝนเดือนสิงหาคม สั่งเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงตลอด 24 ชั่วโมง ขณะที่อ่างเก็บน้ำทั่วประเทศยังรองรับน้ำได้อีกกว่า 3.32 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร
KEY
POINTS
- รมว.เกษตรฯ (สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ) สั่งการให้กรมชลประทานบริหารจัดการน้ำเชิงรุก เพื่อเตรียมรับมือปริมาณฝนที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในเดือนสิงหาคม
- กรมชลประทานใช้ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่เสี่ยงตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเตรียมเครื่องจักรเข้าช่วยเหลือได้ทันที
- เน้นการบริหารจัดการน้ำเพื่อป้องกันผลกระทบจากอุทกภัย ควบคู่ไปกับการเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง โดยปัจจุบันอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 3.3 หมื่นล้าน ลบ.ม.
ท่ามกลางสถานการณ์ฝนที่ยังมีแนวโน้มตกต่อเนื่องในหลายพื้นที่ของประเทศ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับให้กรมชลประทานติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารจัดการน้ำเชิงรุกให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ เพื่อรองรับปริมาณฝนที่อาจเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ เน้นการป้องกันและลดผลกระทบต่อประชาชน พื้นที่เกษตร และพื้นที่เศรษฐกิจ ควบคู่กับการเก็บกักน้ำต้นทุนไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเตรียมความพร้อมทั้งด้านบุคลากร เครื่องจักร เครื่องมือ และระบบชลประทานให้สามารถรองรับสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างรวดเร็ว แม่นยำ และสอดคล้องกับข้อมูลพยากรณ์อากาศที่มีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
SWOC เฝ้าระวังน้ำ 24 ชั่วโมง
ด้าน นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทานได้ขานรับข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยติดตามสถานการณ์น้ำผ่านศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (Smart Water Operation Center : SWOC) ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมประเมินแนวโน้มฝนและปริมาณน้ำในลุ่มน้ำสำคัญ เพื่อปรับการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา ทั้งการเก็บกักน้ำ การพร่องน้ำ และการระบายน้ำ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของอาคารชลประทานและผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำเป็นสำคัญ
อ่างเก็บน้ำยังรับน้ำได้อีก 3.32 หมื่นล้าน ลบ.ม.
ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 3 สิงหาคม 2569) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวม 43,425 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 57% ของความจุรวม และยังสามารถรองรับน้ำได้อีก 33,241 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งกรมชลประทานจะบริหารจัดการน้ำอย่างสมดุลให้สอดคล้องกับปริมาณฝนที่ตกในแต่ละพื้นที่ เพื่อรองรับน้ำหลากในช่วงฤดูฝน ขณะเดียวกันยังคงรักษาปริมาณน้ำต้นทุนไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งอีกด้วย
อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้สั่งการให้โครงการชลประทานทั่วประเทศเพิ่มความถี่ในการติดตามสถานการณ์ในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่ริมแม่น้ำ และพื้นที่ที่มีประวัติเกิดน้ำท่วมซ้ำซาก มั่นตรวจสอบความพร้อมของอาคารชลประทาน ระบบระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน รวมถึงจัดเตรียมเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และเครื่องจักรกลไว้ประจำจุดเสี่ยง เพื่อสามารถนำเข้าไปให้ความช่วยเหลือประชาชนได้ทันที
นอกจากนี้ กรมชลประทานยังบูรณาการข้อมูลร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและประเมินแนวโน้มสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง ก่อนนำข้อมูลมาปรับแผนการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่และปริมาณฝนที่เกิดขึ้นจริง หวังเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและลดความเสี่ยงจากอุทกภัย
“กรมชลประทาน จะติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมปรับแผนการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง และเตรียมความพร้อมเข้าไปช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที หากเกิดสถานการณ์ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัยให้มากที่สุด” นายสุริยพล กล่าว







