
ราคายางพาราปีนี้ยังไม่ถึง 100 บาท กูรูชี้ปีหน้ามีลุ้น มาตรา 301 ไม่กระทบ
กูรูมองตลาดยางพาราไทยยังแข็งแกร่ง แม้ปีนี้ราคายังไม่แตะ 100 บาทต่อกิโลกรัม แต่มีโอกาสในปีหน้า หากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ขณะที่มูลค่าส่งออกปี 2569 คาดโต 10% ส่วนมาตรา 301 ของสหรัฐฯ ไม่กระทบยางพาราวัตถุดิบไทย
KEY
POINTS
- ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าราคายางพาราในปีนี้ยังเป็นไปได้ยากที่จะแตะระดับ 100 บาทต่อกิโลกรัม เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
- มีโอกาสที่ราคายางพาราจะปรับขึ้นถึง 100 บาทต่อกิโลกรัมได้ในปีหน้า หากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศคลี่คลาย
- มาตรการภาษีมาตรา 301 ของสหรัฐฯ ไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกยางพาราวัตถุดิบของไทย เนื่องจากสหรัฐฯ ยังมีความจำเป็นต้องนำเข้า
ท่ามกลางความกังวลต่อมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบาง “ยางพารา” ยังคงเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรดาวเด่นของไทย ที่ผ่านมาประเทศไทยยังคงรักษาสถานะผู้ผลิตและส่งออกยางพารารายใหญ่ของโลก ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
แม้ช่วงกลางปีราคาจะอ่อนตัวลงจากแรงกดดันของราคาน้ำมันและการเปิดฤดูกาลกรีดยาง แต่ภาพรวมตลาดยังมีเสถียรภาพ โดยภาคเอกชนประเมินว่ามูลค่าการส่งออกยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางในปี 2569 ยังมีแนวโน้มขยายตัวราว 10% จากระดับราคาที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี
นายหลักชัย กิตติพล นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมยางพาราไทย และประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มผู้ผลิตและผู้ส่งออกพืชเกษตร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์กับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แม้ราคายางพาราในปีนี้อาจยังไม่สามารถทะยานถึงระดับ 100 บาทต่อกิโลกรัม แต่หากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวต่อเนื่องและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศคลี่คลาย ก็มีโอกาสเห็นระดับราคาดังกล่าวในปีหน้า
ส่งออกยางยังแข็งแกร่ง คาดมูลค่าปีนี้โต 10%
นายหลักชัย กล่าวว่า ภาพรวมตลาดยางพาราตั้งแต่ต้นปี 2569 ถือว่าอยู่ในทิศทางที่ดี แม้จะมีช่วงสะดุดในเดือนมิถุนายนและต้นเดือนกรกฎาคม จากการปรับลดลงของราคาน้ำมันดิบโลก หลังสถานการณ์ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์เริ่มผ่อนคลาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันลดลงจากระดับประมาณ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เหลือเพียงกว่า 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้ต้นทุนการผลิตยางสังเคราะห์ลดลงและกดดันราคายางธรรมชาติในระยะสั้น
ขณะเดียวกัน ช่วงเวลาดังกล่าวยังตรงกับการเริ่มเปิดฤดูกาลกรีดยางของไทย ทำให้ปริมาณผลผลิตทยอยเข้าสู่ตลาดมากขึ้น ราคาจึงปรับฐานลงตามกลไกตลาด อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันราคากลับมาทรงตัว และแนวโน้มตลาดโดยรวมยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ
แม้ข้อมูลการส่งออกยางธรรมชาติของไทยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 1.20 ล้านตัน มูลค่า 72,688 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่การลดลงดังกล่าวไม่ได้สะท้อนว่าความต้องการยางธรรมชาติในตลาดโลกชะลอตัวลง
นายหลักชัยอธิบายว่า สาเหตุสำคัญเกิดจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการนำเข้าของประเทศคู่ค้า ซึ่งหันมานำเข้า “ยางผสม” (Rubber Compound) มากขึ้น โดยเป็นการผสมระหว่างยางธรรมชาติกับยางสังเคราะห์ และถูกจัดอยู่ในหมวดผลิตภัณฑ์ยาง ทำให้ตัวเลขการส่งออกในหมวดยางธรรมชาติลดลงในทางสถิติ ทั้งที่ความต้องการใช้ยางธรรมชาติยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งขณะนี้ภาคเอกชนอยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อปรับแนวทางการจัดหมวดหมู่สินค้าให้สะท้อนภาพรวมการส่งออกยางพาราได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
"หากนับรวมทั้งยางธรรมชาติ ยางผสม และผลิตภัณฑ์ยางแล้ว มูลค่าการส่งออกทั้งปี 2569 มีโอกาสขยายตัวได้ประมาณ 10% แม้ว่าปริมาณการส่งออกอาจทรงตัวหรือลดลงเล็กน้อยจากผลกระทบของเอลนีโญที่ทำให้ผลผลิตลดลงในบางพื้นที่" นายหลักชัย กล่าว
จีนยังนำเข้าหลัก มาตรา 301 ไม่กระทบยางวัตถุดิบ
สำหรับตลาดส่งออก ยังคงเป็น จีน ที่ครองสัดส่วนสูงสุดประมาณ 52-53% ของการส่งออกทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และมาเลเซีย ขณะที่การใช้ยางภายในประเทศอยู่ที่ประมาณ 1.2 ล้านตันต่อปี หรือคิดเป็นเกือบ 30% ของผลผลิต โดยส่วนใหญ่ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตยางรถยนต์และถุงมือยาง
ในประเด็นที่ผู้ประกอบการจับตา คือ การที่สหรัฐอเมริกาใช้มาตรการภาษีตาม มาตรา 301 กับสินค้าไทยที่ 12.5% นั้น นายหลักชัยยืนยันว่า ยางพาราวัตถุดิบของไทยไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากสหรัฐฯ ยังมีความจำเป็นต้องนำเข้ายางธรรมชาติ และไม่สามารถจัดหาวัตถุดิบทดแทนได้เพียงพอจากแหล่งอื่น ส่วนผลิตภัณฑ์แปรรูปบางประเภท เช่น ยางรถยนต์ ยังคงอยู่ภายใต้โครงสร้างภาษีที่สหรัฐฯ บังคับใช้ตามมาตรา 232 ซึ่งมีอัตราแตกต่างกันไปตามประเภทสินค้า
ลุ้นยางแตะ 100 บาท แต่ปีนี้ยังไม่ใช่จังหวะ
สำหรับสถานการณ์ราคายางพาราในประเทศ นายหลักชัย กล่าวว่า แม้ราคาจะอ่อนตัวลงจากช่วงปิดกรีดที่เคยปรับขึ้นไปใกล้ระดับ 90-100 บาทต่อกิโลกรัม แต่ปัจจุบันยังถือว่าอยู่ในระดับที่ดีเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยราคาที่เกษตรกรจำหน่ายได้ ณ วันที่ 4 สิงหาคม 2569 น้ำยางสดอยู่ที่ประมาณ 75 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ยางแผ่นดิบและยางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่ประมาณ 86 บาทต่อกิโลกรัม
อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ราคาปรับขึ้นสูงสุดนั้น กลับเป็นช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย ทำให้มีสินค้าไม่เพียงพอต่อความต้องการซื้อ แตกต่างจากปัจจุบันที่ผลผลิตทยอยออกสู่ตลาดมากขึ้น ราคาจึงปรับเข้าสู่ระดับที่สะท้อนภาวะอุปสงค์และอุปทานมากขึ้น
นายหลักชัย ประเมินว่า แม้หลายฝ่ายจะจับตาว่าราคายางพาราจะมีโอกาสแตะ 100 บาทต่อกิโลกรัม ในปีนี้หรือไม่ แต่จากปัจจัยแวดล้อมในปัจจุบันยังเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ประกอบกับความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังส่งผลต่อการค้าและการลงทุนทั่วโลก
"ปีนี้คงยังยากที่จะเห็นราคายางแตะ 100 บาทต่อกิโลกรัม แต่หากปีหน้าเศรษฐกิจโลกขยายตัวต่อเนื่อง และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศคลี่คลาย ก็มีโอกาสเห็นราคาปรับขึ้นถึงระดับดังกล่าวได้" นายหลักชัย กล่าว
อุปสงค์โลกหนุนตลาด มั่นใจราคาดีต่ออีก 5-10 ปี
นายหลักชัย มองว่า ปัจจัยพื้นฐานของตลาดยางธรรมชาติยังอยู่ในทิศทางที่แข็งแกร่ง เนื่องจากความต้องการใช้ยางของโลกยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และเติบโตเร็วกว่าปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาด อีกทั้งราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับอดีต ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตยางสังเคราะห์สูงขึ้น ผู้ประกอบการหลายอุตสาหกรรมจึงยังเลือกใช้ยางธรรมชาติมากขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยางล้อรถยนต์ ซึ่งเป็นตลาดหลักของไทย
ขณะเดียวกัน การขยายพื้นที่ปลูกยางแห่งใหม่ทั่วโลกเกิดขึ้นในอัตราที่ชะลอลงอย่างมาก เนื่องจากต้นทุนที่ดิน ค่าแรง และการลงทุนสูงขึ้น อีกทั้งยางพาราเป็นพืชที่ต้องใช้เวลาประมาณ 7-10 ปี จึงจะสามารถเปิดกรีดได้ ส่งผลให้การเพิ่มกำลังการผลิตทำได้ไม่รวดเร็ว
"ผมเชื่อว่าปัจจัยเหล่านี้จะทำให้ราคายางธรรมชาติมีเสถียรภาพในระดับที่ดีต่อเนื่องไปอีกประมาณ 5-10 ปี หากไม่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งใหญ่" นายหลักชัย กล่าว
จับตาไตรมาส 4 ช่วงพีคของการส่งออก
สำหรับแนวโน้มในช่วง 5 เดือนสุดท้ายของปี นายหลักชัย คาดว่า ภาพรวมการส่งออกจะใกล้เคียงกับช่วงครึ่งปีแรก ก่อนจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้าย ซึ่งเป็นฤดูกาลที่ประเทศคู่ค้าทยอยนำเข้ายางเพื่อรองรับการผลิตในปีถัดไป หากไม่มีปัจจัยลบเพิ่มเติม ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจโลก ความผันผวนของราคาพลังงาน หรือมาตรการกีดกันทางการค้า เชื่อว่าการส่งออกยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางของไทยจะสามารถรักษาการเติบโตได้ตามเป้าหมาย
ในอีกด้านหนึ่ง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้จัดตั้งคณะอนุกรรมการพืชเศรษฐกิจหลัก 5 ชนิด ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา น้ำตาล และปาล์มน้ำมัน เพื่อผลักดันยุทธศาสตร์การผลิตและการส่งออกให้สอดรับกับสถานการณ์การค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าจะมีข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการสนับสนุนภาคเกษตรทยอยออกมาในระยะต่อไป
มองครึ่งปีหลังด้วยความระมัดระวัง เชื่อมั่นศักยภาพยางไทย
แม้ตลาดโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ แต่ภาคเอกชนยังเชื่อมั่นว่าศักยภาพของยางพาราไทยยังคงแข็งแกร่ง จากคุณภาพวัตถุดิบที่ได้รับการยอมรับในตลาดโลก ฐานอุตสาหกรรมแปรรูปที่ครบวงจร และความต้องการใช้ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง
ปัจจัยดังกล่าวทำให้ยางพารายังคงเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มสดใสที่สุดของไทยในปี 2569 โดยแม้ราคาจะยังไม่สามารถก้าวข้ามระดับ 100 บาทต่อกิโลกรัม ได้ในปีนี้ แต่หากเศรษฐกิจโลกทยอยฟื้นตัวและไม่มีปัจจัยลบเข้ามากระทบเพิ่มเติม เป้าหมายดังกล่าวก็ยังมีความเป็นไปได้ในปีหน้า ขณะที่มูลค่าการส่งออกทั้งปีมีโอกาสเติบโตได้ราว 10% ตามที่ภาคเอกชนประเมินไว้







