
ทรัมป์ขึ้นภาษียา 100% ไทยไม่เจ็บตรง แต่เกมแย่งฐานผลิตโลกเพิ่งเริ่ม
สหรัฐเดินหน้าดึงฐานผลิตยาสามัญกลับประเทศ หวังลดพึ่งพาการนำเข้า ขณะที่ข้อมูลส่งออกชี้ไทยไม่ได้พึ่งตลาดอเมริกา โดยปี 2568 ส่งออกผลิตภัณฑ์เภสัชภัณฑ์ไปสหรัฐเพียง 1,044 ล้านบาท หรือราว 5% แต่โจทย์ใหญ่คือการแข่งขันรอบใหม่ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมยาโลก
KEY
POINTS
- สหรัฐฯ เตรียมขึ้นภาษีนำเข้ายาสามัญ 100% แต่ผลกระทบโดยตรงต่อไทยมีจำกัด เนื่องจากไทยส่งออกยาไปสหรัฐฯ ในสัดส่วนไม่ถึง 5% ของการส่งออกทั้งหมด
- นโยบายภาษีดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การดึงฐานการผลิตกลับประเทศ (Reshoring) และสร้างความมั่นคงด้านยา (Drug Security) ซึ่งเป็นแนวโน้มใหม่ของอุตสาหกรรมยาโลก
- แม้ไทยจะไม่ได้รับผลกระทบจากภาษีโดยตรง แต่ต้องเผชิญความท้าทายในการยกระดับอุตสาหกรรมยาของตนเอง เพื่อแข่งขันในเกมการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานและแย่งชิงฐานการผลิตยาของโลกที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้น
จากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ได้ประกาศแผนปรับขึ้นภาษีนำเข้ายาสามัญ (Generic Drugs) โดยจะเริ่มเก็บภาษีในอัตรา 100% ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2028 และเพิ่มเป็น 200% ในเดือนสิงหาคม 2029 หากบริษัทผู้ผลิตไม่ตัดสินใจลงทุนสร้างโรงงานและติดตั้งเครื่องจักรภายในสหรัฐตามกรอบเวลาที่กำหนด ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่ออุตสาหกรรมยาโลกอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาตัวเลขการส่งออกผลิตภัณฑ์เภสัชภัณฑ์ของไทยกลับพบว่า สหรัฐอเมริกาไม่ได้เป็นตลาดหลักของผู้ผลิตยาไทย โดยมูลค่าการส่งออกไปตลาดสหรัฐคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 5% ของการส่งออกทั้งหมด ดังนั้น ผลกระทบโดยตรงจากมาตรการดังกล่าวต่อไทยอาจยังมีจำกัด
แต่สิ่งที่ไทยต้องจับตาคือ "เกมแย่งฐานผลิตยาโลก" ที่กำลังเริ่มต้นขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางการลงทุนและการแข่งขันของอุตสาหกรรมยาในระยะยาว
ทรัมป์ใช้ภาษี ดึงฐานผลิตยากลับสหรัฐ
มาตรการของทรัมป์ไม่ได้เป็นเพียงมาตรการทางการค้า แต่เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดการนำอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์กลับมาผลิตภายในประเทศ (Reshoring)โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยา ซึ่งหลังเกิดวิกฤตโควิด-19 หลายประเทศเริ่มให้ความสำคัญกับ ความมั่นคงด้านยา (Drug Security) มากขึ้น
ที่ผ่านมา ห่วงโซ่อุตสาหกรรมยาของโลกมีการกระจายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีต้นทุนแข่งขันได้ โดยเฉพาะการผลิตยาสามัญ ซึ่งเป็นยาที่หมดสิทธิบัตรและสามารถผลิตโดยผู้ผลิตหลายราย ประเทศอย่างอินเดียก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในฐานผลิตยาสามัญที่สำคัญของโลก ขณะที่จีนมีบทบาทสูงในด้านวัตถุดิบและสารออกฤทธิ์ทางยา ขณะที่สหรัฐและยุโรปยังคงเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมยา การวิจัยและพัฒนา รวมถึงบริษัทเภสัชกรรมระดับโลกจำนวนมาก
แต่แนวโน้มใหม่หลังโควิด-19 ทำให้หลายประเทศต้องการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานต่างประเทศมากเกินไป นโยบายภาษีของทรัมป์จึงสะท้อนความพยายามในการดึงการผลิตกลับเข้าสู่สหรัฐ
ไทยไม่ใช่เป้าหมายหลัก ส่งออกไปสหรัฐไม่ถึง 5%
ข้อมูลจากศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร ระบุว่า ปี 2568 ไทยมีการส่งออกสินค้ากลุ่ม ผลิตภัณฑ์เภสัชภัณฑ์ ซึ่งครอบคลุมสินค้ายาและผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่อง มูลค่ารวม 21,505 ล้านบาท
- ตลาดส่งออกหลักของไทย 5 อันดับแรก ได้แก่
อันดับ 1 เมียนมา มูลค่า 2,760 ล้านบาท
อันดับ 2 เวียดนาม มูลค่า 2,484 ล้านบาท
อันดับ 3 กัมพูชา มูลค่า 2,018 ล้านบาท
อันดับ 4 ฟิลิปปินส์ มูลค่า 1,571 ล้านบาท
อันดับ 5 ญี่ปุ่น มูลค่า 1,329 ล้านบาท
ขณะที่ตลาดสหรัฐอเมริกาอยู่ในอันดับ 9 มีมูลค่าการส่งออก 1,044 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 4.9% ของมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์เภสัชภัณฑ์ทั้งหมดของไทย ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ไทยไม่ได้พึ่งพาตลาดสหรัฐในระดับเดียวกับประเทศผู้ส่งออกยาสามัญรายใหญ่ของโลก ดังนั้น หากมองเฉพาะผลกระทบจากภาษีนำเข้า ความเสียหายโดยตรงต่อผู้ผลิตไทยอาจไม่รุนแรงนัก
ปี 2569 สหรัฐยังอยู่ลำดับ 9
แนวโน้มในปี 2569 ยังสะท้อนภาพเดิม ช่วง 5 เดือนแรก (มกราคม-พฤษภาคม 2569) ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์เภสัชภัณฑ์รวม 8,908 ล้านบาท ตลาดส่งออก 5 อันดับแรก ได้แก่
- เวียดนาม 1,289 ล้านบาท
- เมียนมา 1,247 ล้านบาท
- ฟิลิปปินส์ 742 ล้านบาท
- ญี่ปุ่น 651 ล้านบาท
- มาเลเซีย 572 ล้านบาท
ส่วนสหรัฐอเมริกายังคงอยู่ในอันดับ 9 มูลค่า 361 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 4% ของการส่งออกในช่วงดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดหลักของผู้ผลิตยาไทยยังอยู่ในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะตลาดอาเซียน
จุดแข็งไทยอยู่ที่ฐานผลิตภูมิภาค
ข้อมูลการส่งออกสะท้อนภาพชัดว่า จุดแข็งของอุตสาหกรรมยาไทยอยู่ที่การเป็นฐานผลิตเพื่อรองรับตลาดภูมิภาค ตลาดหลักของไทย ได้แก่ เมียนมา เวียดนาม กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตลาดอาเซียน ทำให้ไทยมีบทบาทในฐานะฐานการผลิตยาของภูมิภาค ทั้งด้าน
- การผลิตยาสำเร็จรูป
- การกระจายสินค้าในภูมิภาค
- มาตรฐานการผลิตที่ได้รับการยอมรับ
อย่างไรก็ตาม เมื่อเกมการแข่งขันเปลี่ยนจากการผลิตเพื่อขายในภูมิภาค ไปสู่การแข่งขันด้านความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน ไทยจำเป็นต้องมองไกลกว่าเดิม
โจทย์ใหญ่ไทย ไม่ใช่ภาษี แต่คือการยกระดับห่วงโซ่ยา
แม้ไทยอาจไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากภาษียาของสหรัฐ แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สะท้อนทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมยาโลก การแข่งขันในอนาคตจะไม่ได้วัดกันเฉพาะต้นทุนแรงงาน หรือความสามารถในการผลิตยาสำเร็จรูปเท่านั้น แต่จะวัดกันตั้งแต่ต้นน้ำ ตั้งแต่
- วัตถุดิบทางยา (API)
- เทคโนโลยีชีวภาพ
- ยาชีววัตถุ (Biologics)
- การวิจัยและพัฒนา
- ความสามารถในการผลิตสินค้ามูลค่าสูง
ประเทศที่สามารถสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมยาได้ครบวงจร จะเป็นผู้ได้เปรียบในการดึงดูดการลงทุนรอบใหม่
Generic Drug ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์เภสัชภัณฑ์ทั้งหมด
ประเด็นสำคัญที่ต้องแยกให้ชัดคือ มาตรการของทรัมป์มุ่งเป้าไปที่ ยาสามัญ (Generic Drugs) ขณะที่ข้อมูลการส่งออกของไทยเป็นข้อมูลกลุ่ม ผลิตภัณฑ์เภสัชภัณฑ์ (Pharmaceutical Products) ซึ่งครอบคลุมสินค้าหลายประเภท ดังนั้น ไม่ใช่สินค้าทุกประเภทในกลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าวโดยตรง
กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับยาสามัญมากที่สุดคือกลุ่มยาสำเร็จรูป ซึ่งใช้สำหรับรักษาหรือป้องกันโรค และเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูงในระดับโลก
ใครได้-ใครเสียจากเกมภาษียาทรัมป์
ผู้ได้ประโยชน์
สหรัฐอเมริกา
- เพิ่มแรงจูงใจให้บริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนผลิตยาในประเทศ
- เพิ่มความมั่นคงด้านยา
- สร้างฐานการผลิตภายในประเทศ
ผู้ผลิตยาที่พร้อมลงทุนในสหรัฐ
- ลดความเสี่ยงจากภาษีนำเข้า
- ได้เข้าถึงตลาดสหรัฐโดยตรง
ประเทศที่มีศักยภาพดึงการลงทุนใหม่
- ประเทศที่มีระบบวิจัย
- มีบุคลากร
- มีมาตรฐานการผลิตสูง
ผู้เสียประโยชน์
ผู้ส่งออกยาสามัญเข้าสหรัฐ
- ต้นทุนเพิ่มขึ้นจากภาษี
- ต้องปรับกลยุทธ์การผลิต
ประเทศที่พึ่งพาตลาดสหรัฐสูง
- มีความเสี่ยงจากการสูญเสียความสามารถแข่งขัน
ประเทศที่อยู่ปลายน้ำของห่วงโซ่
- อาจเสียโอกาสดึงการลงทุน หากไม่สามารถยกระดับอุตสาหกรรม
ไทยไม่เจ็บตรง แต่ต้องเร่งเกมใหม่
บทสรุปเบื้องต้นจากตัวเลขการส่งออกยาของไทยไปสหรัฐชี้ว่า ไทยอาจไม่ได้เป็นเป้าหมายหลักของมาตรการขึ้นภาษียาสามัญของสหรัฐ เพราะตลาดอเมริกาคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 5% ของการส่งออกผลิตภัณฑ์เภสัชภัณฑ์ไทย แต่สิ่งที่ไทยไม่ควรมองข้าม คือการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องภาษี แต่คือการเริ่มต้นของการแข่งขันครั้งใหม่ในอุตสาหกรรมยาโลก
จากเดิมที่โลกแข่งขันกันด้วยต้นทุนต่ำ กำลังเปลี่ยนไปสู่การแข่งขันด้านความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานคำถามสำคัญของไทยจึงไม่ใช่เพียงว่าจะได้รับผลกระทบจากภาษีสหรัฐหรือไม่ แต่คือ ไทยจะใช้จังหวะที่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมยาโลกกำลังปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ยกระดับจากฐานผลิตยาในภูมิภาค ไปสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมยาแห่งอนาคตได้หรือไม่ เพราะเกมแย่งฐานผลิตยาโลกเพิ่งเริ่มต้น และประเทศที่เตรียมพร้อมก่อน อาจเป็นผู้คว้าโอกาสในทศวรรษหน้า







