
จับตาฮูตีปิด ‘บับเอลมันเดบ’ ดันน้ำมัน 100 ดอลลาร์ ฉุดส่งออก-จีดีพีไทยดิ่ง
ผู้เชี่ยวชาญ ประเมินโอกาสฮูตีปิดช่องแคบบับเอลมันเดบมีสูง หากปิดพร้อมฮอร์มุซจะกระทบเส้นทางพลังงานโลก จับตาดันราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
KEY
POINTS
- ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน มีความเสี่ยงสูงที่กลุ่มฮูตีจะปิดช่องแคบบับเอลมันเดบ ซึ่งอาจผลักดันราคาน้ำมันดิบโลกให้พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
- การปิดช่องแคบจะกระทบเส้นทางขนส่งสินค้าสำคัญ ส่งผลให้ต้นทุนการส่งออกและนำเข้าของไทย ทั้งค่าระวางเรือและค่าประกันภัยปรับตัวสูงขึ้น
- ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงและปัญหาด้านการขนส่ง จะเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทย อาจฉุดให้การเติบโตของภาคส่งออกและ GDP ต่ำกว่าเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ประเมินสถานการณ์ผ่าน “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ความเป็นไปได้ที่กลุ่มฮูตีโดยการสนับสนุนของอิหร่านจะปิดช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab-el-Mandeb) เพื่อตอบโต้สหรัฐมีค่อนข้างสูง หลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านรอบใหม่ยกระดับความรุนแรง โดยมองว่าความขัดแย้งครั้งนี้แตกต่างจากอดีต เพราะข้อตกลงที่เคยมีระหว่างทั้งสองฝ่ายถูกทำลายลงแล้ว และเหตุโจมตีในอิหร่านที่ลุกลามมานานกว่าหนึ่งสัปดาห์ในเวลานี้ยิ่งสร้างแรงผลักดันให้สถานการณ์ยืดเยื้อ
หากช่องแคบบับเอลมันเดบถูกปิดพร้อมกับช่องแคบฮอร์มุซ จะเป็นแรงกระแทกครั้งใหญ่ต่อระบบพลังงานและการค้าโลก เนื่องจากทั้งสองช่องแคบเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันรวมกันราว 30% ของการขนส่งน้ำมันทางทะเลทั่วโลก ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกอาจหายไปกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน และมีโอกาสผลักดันราคาน้ำมันดิบทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล คล้ายกับช่วงที่สหรัฐ-อิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านครั้งแรกเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
เอเชียรับแรงกระแทก ไทยเสี่ยงต้นทุนพุ่ง
ดร.อัทธ์ กล่าวว่า ประเทศในเอเชียจะได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะน้ำมันที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซกว่า 80% มีปลายทางอยู่ในเอเชีย ทั้งจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และอาเซียน รวมถึงประเทศไทย
นอกจากนี้ หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ท่าเรือจาเบล อาลี (Jebel Ali) ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(ยูเออี) ซึ่งเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าสำคัญของภูมิภาคและรองรับตู้คอนเทนเนอร์จากไทยและอาเซียนจำนวนมาก จะได้รับผลกระทบ ส่งผลให้การส่งออกและนำเข้าของไทยเผชิญความล่าช้า ต้นทุนค่าระวางเรือและค่าประกันภัยทางทะเลปรับตัวสูงขึ้น และกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลก
อย่างไรก็ดีประเมินว่า ความขัดแย้งดังกล่าวมีแนวโน้มยืดเยื้อไปจนถึงสิ้นปี เนื่องจากเป็นการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ในการควบคุมเส้นทางเดินเรือระหว่างสหรัฐและอิหร่าน
น้ำมันแพง ซ้ำเติมเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
ดร.อัทธ์ ระบุว่า หากราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลต่อเนื่อง จะทำให้ต้นทุนพลังงาน ต้นทุนการผลิต และค่าขนส่งของภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นเป็นวงกว้าง ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย และเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งกำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และการค้าโลกอยู่แล้ว
จากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว ดร.อัทธ์ มองว่า เป้าหมายการส่งออกไทยปี 2569 ที่ภาครัฐคาดว่าจะขยายตัว 7-8% มีโอกาสทำได้ยาก และประเมินว่าทั้งปีอาจขยายตัวเพียงประมาณ 4% ขณะที่การส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังอาจเติบโตเพียงราว 3% แม้ช่วง 5 เดือนแรกของปีจะขยายตัวได้ถึง 17%
เตือน "ภาพลวงตาส่งออกไทย"
ดร.อัทธ์ ยังเตือนถึงสิ่งที่เรียกว่า ภาพลวงตาของการส่งออกไทย โดยระบุว่า แม้ตัวเลขการส่งออกโดยรวมยังขยายตัว แต่เมื่อพิจารณาข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี จะพบว่าการเติบโตของไทยกระจุกตัวอยู่เพียงตลาดอเมริกาเหนือและอินเดีย ขณะที่ตลาดหลักอื่น ๆ ทั้งจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อาเซียน แอฟริกา และตะวันออกกลาง ต่างอยู่ในภาวะหดตัว
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าฐานการส่งออกของไทยยังมีความเปราะบาง หากวิกฤตในตะวันออกกลางลุกลามจนกระทบเส้นทางขนส่งและราคาพลังงานโลก จะยิ่งซ้ำเติมภาคการส่งออก ภาคการผลิต และเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีอย่างมีนัยสำคัญ







