
จับตาปิดช่องแคบ 'บับเอลมันเดบ' เขย่าโลก น้ำมัน-ค่าไฟไทยเสี่ยงพุ่ง
ช่องแคบบับเอลมันเดบ หรือ “ฮอร์มุซแห่งที่ 2” กำลังกลายเป็นจุดเสี่ยงใหม่ของโลก หากความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านลุกลามจนปิดเส้นทางเดินเรือ จะไม่ใช่แค่วิกฤตราคาน้ำมัน แต่จะเขย่าการค้าโลก เงินเฟ้อ และเศรษฐกิจไทยในทุกมิติ
KEY
POINTS
- ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีความเสี่ยงที่จะนำไปสู่การปิดช่องแคบบับเอลมันเดบ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานและการค้าที่สำคัญของโลก เปรียบเสมือนช่องแคบฮอร์มุซแห่งที่ 2
- ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากพึ่งพานำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถึง 58% และก๊าซ LNG เพื่อผลิตไฟฟ้าอีก 24% ซึ่งต้องผ่านเส้นทางดังกล่าว
- หากช่องแคบถูกปิด จะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูง อาจทำให้ราคาน้ำมันดีเซลในไทยทะลุ 40 บาทต่อลิตร และต้นทุนค่าไฟฟ้า (Ft) ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย
- การปิดเส้นทางเดินเรือจะทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์และค่าขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้นมหาศาล กระทบต่อภาคการส่งออกของไทยไปยังยุโรปและตะวันออกกลางอย่างรุนแรง
ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่กลับมาปะทุรอบใหม่ กำลังสร้างความกังวลต่อตลาดพลังงานและการค้าโลกอีกครั้ง หลังอิหร่านส่งสัญญาณตอบโต้ผ่านเครือข่ายพันธมิตรในภูมิภาค โดยเฉพาะกลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งประกาศพร้อมยกระดับปฏิบัติการบริเวณ ช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab el-Mandeb Strait) หากสถานการณ์ทวีความรุนแรง
แม้ในเวลานี้เส้นทางเดินเรือยังไม่ถูกปิด แต่ตลาดโลกเริ่มสะท้อนความเสี่ยงผ่านราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นและเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดในรอบกว่า 1 เดือน หลังนักลงทุนกังวลว่าหากความขัดแย้งลุกลามไปกระทบเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก ผลกระทบจะไม่จำกัดอยู่แค่ตะวันออกกลาง แต่จะลามไปสู่เศรษฐกิจโลกทั้งระบบ รวมถึงประเทศไทยด้วย
“ประตูแห่งน้ำตา” จุดยุทธศาสตร์ที่โลกขาดไม่ได้
ช่องแคบบับเอลมันเดบ ซึ่งมีความหมายในภาษาอาหรับว่า “ประตูแห่งน้ำตา” (Gate of Tears) เป็นช่องแคบที่เชื่อมทะเลแดงกับอ่าวเอเดนและมหาสมุทรอินเดีย ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการค้าโลก เนื่องจากเป็นประตูสู่คลองสุเอซ เส้นทางลัดที่เชื่อมเอเชียกับยุโรป
ช่องแคบแห่งนี้รองรับการค้าทางเรือของโลกประมาณ 10-12% และคิดเป็นเกือบ 30% ของการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ทั่วโลก ขณะที่น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราว 9% ของการขนส่งทางทะเลทั่วโลก ต้องผ่านเส้นทางนี้ก่อนเดินทางสู่ยุโรปและภูมิภาคอื่น จึงไม่น่าแปลกที่นักวิเคราะห์หลายสำนักเรียกพื้นที่แห่งนี้ว่า “ช่องแคบฮอร์มุซแห่งที่ 2” เพราะหากเกิดการปิดเส้นทางขึ้นจริง จะกระทบห่วงโซ่อุปทานโลกไม่ต่างจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ยิ่งไปกว่านั้น พื้นที่ดังกล่าวยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทหารที่มหาอำนาจหลายประเทศตั้งฐานทัพไว้ ทั้งสหรัฐฯ จีน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และอิตาลี ขณะที่ฝั่งเยเมนอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มฮูตี ซึ่งมีศักยภาพใช้ขีปนาวุธและโดรนโจมตีเรือพาณิชย์ได้
ปิดเมื่อไร ค่าระวางเรือพุ่งทันที
หากช่องแคบบับเอลมันเดบถูกปิด สายการเดินเรือจะไม่สามารถใช้เส้นทางผ่านทะเลแดงและคลองสุเอซได้ ทำให้ต้องเปลี่ยนเส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ประเทศแอฟริกาใต้ การเปลี่ยนเส้นทางดังกล่าวจะเพิ่มระยะทางประมาณ 3,000-3,500 ไมล์ทะเล หรือมากกว่า 6,000 กิโลเมตร และทำให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้นอีก 10-20 วัน โดยสินค้าจากไทยไปยุโรปซึ่งเดิมใช้เวลาราว 30 วัน อาจยืดเยื้อเป็น 45-60 วัน
ผลที่ตามมาคือค่าระวางเรือพุ่งขึ้นทันทีมากกว่า 100% โดยค่าขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุตอาจเพิ่มจากประมาณ 3,500 ดอลลาร์ เป็น 7,000 ดอลลาร์ต่อตู้ ขณะที่เบี้ยประกันภัยสงครามและค่าธรรมเนียมพิเศษจะเพิ่มขึ้นอีกหลายพันดอลลาร์ต่อตู้ ซึ่งต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้จะถูกส่งผ่านไปยังราคาสินค้า การผลิต และผู้บริโภคทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ไทยเสี่ยงน้ำมันแพง ค่าไฟขึ้น เงินเฟ้อกลับมา
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถึงประมาณ 58% ของการนำเข้าทั้งหมด หากเกิดสถานการณ์เลวร้ายที่ช่องแคบฮอร์มุซและบับเอลมันเดบได้รับผลกระทบพร้อมกัน หรือที่นักวิเคราะห์เรียกว่า Double Chokepoint เส้นทางลำเลียงน้ำมันจากตะวันออกกลางจะหยุดชะงักเกือบทั้งหมด
นักวิเคราะห์ประเมินว่า ราคาน้ำมันดิบโลกอาจพุ่งสู่ระดับ 150-200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในกรณีที่สองช่องแคบถูกปิดพร้อมกัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศไทยมีโอกาสทะลุ 40 บาทต่อลิตร
นอกจากน้ำมันแล้ว ไทยยังนำเข้า LNG จากกาตาร์เพื่อใช้ผลิตไฟฟ้าประมาณ 2.2 ล้านตันต่อปี หรือคิดเป็นราว 24% ของการนำเข้าทั้งหมด หากการขนส่งล่าช้าหรือมีต้นทุนสูงขึ้น ก็อาจสะท้อนมายังต้นทุนการผลิตไฟฟ้าและค่าไฟฟ้า (Ft) ในระยะต่อไป
ขณะเดียวกัน สำนักวิจัยหลายแห่งประเมินว่า หากราคาน้ำมันโลกทรงตัวในระดับสูงและรัฐบาลไม่สามารถอุดหนุนราคาพลังงานได้เพียงพอ อัตราเงินเฟ้อไทยอาจเร่งขึ้นสู่ระดับ 3-4.5% ขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อาจลดลงจากประมาณการเดิม
ส่งออกสะดุด ห่วงโซ่อุปทานเสี่ยงหยุดชะงัก
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านพลังงาน แต่จะลุกลามสู่ภาคการส่งออกและอุตสาหกรรมการผลิตของไทย การอ้อมแหลมกู๊ดโฮปจะทำให้สินค้าไทยที่ส่งออกไปยุโรปและตะวันออกกลางล่าช้า ขณะที่ต้นทุนโลจิสติกส์เพิ่มขึ้นอย่างมาก ภาคเอกชนประเมินว่า สินค้าส่งออกของไทยอาจตกค้างในระบบโลจิสติกส์มากกว่า 3.2 หมื่นล้านบาท และอาจสร้างความเสียหายต่อการส่งออกเฉลี่ยกว่า 3.3 หมื่นล้านบาทต่อเดือน หากสถานการณ์ยืดเยื้อ
อุตสาหกรรมปิโตรเคมี พลาสติก บรรจุภัณฑ์ ปุ๋ยเคมี และภาคเกษตร จะเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบ ขณะที่ผู้ประกอบการ SMEs จะเผชิญปัญหาสภาพคล่อง เพราะวงจรการรับชำระเงินยาวนานขึ้นจากการขนส่งที่ล่าช้า
Double Chokepoint ฝันร้ายเศรษฐกิจโลก
สิ่งที่ตลาดโลกจับตาไม่ใช่เพียงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ หรือบับเอลมันเดบเพียงแห่งเดียว แต่คือความเสี่ยงที่ทั้งสองเส้นทางจะได้รับผลกระทบพร้อมกัน หากช่องแคบฮอร์มุซเป็น “หัวใจ” ของการส่งออกน้ำมันโลก ช่องแคบบับเอลมันเดบก็คือ “หลอดเลือดแดง” ที่ลำเลียงพลังงานและสินค้าสู่ยุโรป การหยุดชะงักของทั้งสองจุดพร้อมกันจะไม่ใช่เพียงวิกฤตราคาน้ำมัน แต่จะเป็นการตัดเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง เงินเฟ้อ และห่วงโซ่อุปทานโลกเผชิญแรงกระแทกพร้อมกัน
สำหรับประเทศไทย แม้ปัจจุบันยังมีน้ำมันสำรองรองรับการใช้ได้ราว 65-95 วัน และพยายามกระจายแหล่งนำเข้าจากสหรัฐฯ แอฟริกาตะวันตก และมาเลเซียมากขึ้น แต่หากความขัดแย้งยืดเยื้อ การบริหารต้นทุนพลังงาน การรักษาเสถียรภาพราคาสินค้า และการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน จะกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลและภาคธุรกิจในทันที
เพราะท้ายที่สุดแล้ว วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสงครามในตะวันออกกลาง หากแต่เป็นบททดสอบครั้งสำคัญของเศรษฐกิจโลก และประเทศไทยก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ หาก "ประตูแห่งน้ำตา" ถูกปิดลงจริง







