
เอกชนหนุนแยกค่าไฟ Data Center ชี้นักลงทุนห่วงความมั่นคงระบบไฟ มากกว่าราคา
ภาคเอกชน หนุน กพช.แยกอัตราค่าไฟ Data Center สะท้อนต้นทุนจริง ชี้นักลงทุนระดับโลกไม่ได้กังวลค่าไฟแพง แต่ต้องการไฟฟ้าที่เพียงพอ เสถียร และมั่นคง พร้อมแนะรัฐเร่งสร้างความเชื่อมั่นรองรับการลงทุน AI และดาต้าเซ็นเตอร์
KEY
POINTS
- ภาคเอกชนสนับสนุนมติ กพช. ในการแยกอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับ Data Center เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและไม่ผลักภาระให้ประชาชน
- นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญกับความมั่นคง เสถียรภาพ และความเพียงพอของระบบไฟฟ้า มากกว่าประเด็นเรื่องราคาค่าไฟฟ้า
- การกำหนดอัตราค่าไฟเฉพาะสำหรับ Data Center เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ภายหลังคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติเห็นชอบ 7 มาตรการปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้า โดยกำหนดอัตราค่าไฟเฉพาะสำหรับ Data Center แยกจากผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป ภาคเอกชนมองว่าเป็นแนวทางที่เหมาะสมและสอดคล้องกับแนวปฏิบัติในหลายประเทศ แต่สิ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญมากกว่าราคาค่าไฟ คือความมั่นคงของระบบไฟฟ้า
หนุนแยกค่าไฟ Data Center สะท้อนต้นทุนจริง
ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฎ นายกสมาคมนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ และที่ปรึกษาคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า เห็นด้วยกับมติ กพช.ที่จะกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าเฉพาะสำหรับ Data Center โดยแยกจากผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป เนื่องจาก Data Center เป็นกิจการที่ใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาล และต้องการไฟฟ้าสะอาด ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่าไฟฟ้าทั่วไป
ดังนั้น หากผู้ประกอบการต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาดในปริมาณมากและต้องการเชื่อมต่อระบบอย่างรวดเร็ว ก็ควรเป็นผู้รับภาระต้นทุนส่วนเพิ่มดังกล่าว เพื่อไม่ให้ต้นทุนถูกผลักไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าภาคส่วนอื่น
ทั้งนี้ มติดังกล่าวสอดคล้องกับหนึ่งใน 7 มาตรการของ กพช. ที่กำหนดให้ Data Center ใช้อัตราค่าไฟฟ้าที่สะท้อนต้นทุนจริง เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องรับภาระต้นทุนการลงทุนระบบโครงข่ายไฟฟ้า
มาเลเซียเก็บ Funding ผู้ใช้ไฟสะอาด
ดร.สัมพันธ์ กล่าวว่า หลายประเทศมีแนวทางบริหารต้นทุนลักษณะเดียวกัน ยกตัวอย่างประเทศมาเลเซียที่จัดเก็บเงินเข้ากองทุน (Funding) ถึง 9 กองทุน สำหรับผู้ที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาด เพื่อนำเงินไปใช้ในการวิจัย พัฒนา และสนับสนุนระบบพลังงานในอนาคต
สำหรับประเทศไทย แนวคิดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนก็อยู่ระหว่างการหารือเช่นกัน ซึ่งถือเป็นแนวทางที่ช่วยให้ผู้ใช้ไฟฟ้าแต่ละกลุ่มรับผิดชอบต้นทุนของตนเอง และทำให้โครงสร้างค่าไฟมีความเป็นธรรมมากขึ้น
โจทย์ใหญ่ไม่ใช่ค่าไฟ แต่คือไฟต้องพอและมั่นคง
อย่างไรก็ตาม ดร.สัมพันธ์ มองว่า ประเด็นที่นักลงทุนระดับโลกให้ความสำคัญมากกว่าราคาค่าไฟ คือความพร้อมของระบบไฟฟ้า โดยนักลงทุนระดับ Big Investment ไม่ได้กังวลว่าค่าไฟจะสูงขึ้นเท่าไร แต่กังวลว่าจะได้ไฟเมื่อไร ระบบมีไฟฟ้าเพียงพอหรือไม่ และมีความเสถียรกับความมั่นคงเพียงใด
ทั้งนี้แม้การลงทุน Data Center จะถูกตั้งคำถามว่าจ้างงานไม่มาก แต่ใช้ไฟฟ้าและน้ำในปริมาณสูง ขณะเดียวกันก็เป็นอุตสาหกรรมที่สร้างโอกาสในการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และยกระดับผู้ประกอบการ SME รวมถึงภาคการศึกษาของไทย ปัจจุบันนักลงทุนส่วนใหญ่ยังรอความชัดเจนเรื่องไฟฟ้าสะอาด ขณะที่นักลงทุนจากยุโรปให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าวมากเป็นพิเศษ
หนุนปฏิรูปค่าไฟ เพิ่มศักยภาพแข่งขันประเทศ
ดร.สัมพันธ์ ยังสนับสนุนมติ กพช.ที่ให้แยกค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลค่าไฟบ้าน โดยมองว่าเป็นเรื่องที่ควรดำเนินการมานานแล้ว แม้มูลค่าที่ประชาชนได้รับอาจไม่มากนัก แต่ถือเป็นการสร้างความโปร่งใสและธรรมาภิบาลในการจัดเก็บค่าไฟ
"ใครควรรับผิดชอบต้นทุนส่วนใด ก็ควรเป็นผู้รับผิดชอบต้นทุนนั้น ไม่ควรนำภาระมารวมไว้กับประชาชน" ดร.สัมพันธ์ ระบุ
พร้อมกันนี้ ยังเห็นว่า 7 มาตรการของ กพช. ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเสรีซื้อขายไฟฟ้าสะอาด (Direct PPA) การกำหนดอัตราค่าไฟสำหรับ Data Center การทบทวนสัญญา Adder และการปรับโครงสร้างค่าไฟ ล้วนเป็นการปฏิรูประบบไฟฟ้าไทยที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้ง Data Center, Semiconductor และยานยนต์ไฟฟ้า (EV)







