
“กิตติรัตน์” แฉวิกฤตนมโรงเรียน เปิดปม “หวย MOU” เอื้อทุนใหญ่ โรงงานเล็กเจ๊ง
“ฐานเศรษฐกิจ” รายงานเจาะลึกวิกฤตอุตสาหกรรมนมไทย หลังอดีตนายกสมาคมผู้ผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ เปิดโปงความล้มเหลวของการบริหารจัดการโควตานมโรงเรียน ระบุกติกา “ซื้อหวยล่วงหน้า” พ่นพิษ เอกชนรายเล็กเจ๊งระนาว ขณะที่ อ.ส.ค. แบกสต็อกอ่วมและค้างหนี้เกษตรกร จี้รัฐปรับเกณฑ์ประกาศสิทธิ์ก่อนทำ MOU เพื่อความอยู่รอดของอุตสาหกรรม
KEY
POINTS
- ปัญหาหลักเกิดจากเกณฑ์ "หวย MOU" ที่บังคับให้ผู้ประกอบการทำสัญญาซื้อน้ำนมดิบล่วงหน้า 6 เดือนก่อนรู้โควตา ทำให้โรงงานเล็กต้องแบกรับภาระน้ำนมดิบส่วนเกินจนขาดทุนและปิดกิจการไปแล้วกว่า 10 แห่ง
- ชี้ว่าการบริหารจัดการของภาครัฐล้มเหลวและมีการแทรกแซงทางการเมืองที่เอื้อประโยชน์ให้สหกรณ์และทุนใหญ่ ทำให้ผู้ประกอบการเอกชนรายย่อยไม่สามารถแข่งขันได้
- ผลกระทบต่อเนื่องทำให้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ต้องรับภาระน้ำนมดิบส่วนเกินจนล้นสต็อกและเกิดหนี้สิน เนื่องจากโรงงานเอกชนปิดตัวลง
นายกิตติรัตน์ ภัทรปรีชากุล อดีตนายกสมาคมผู้ผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงสถานการณ์โครงการอาหารเสริม (นมโรงเรียน) หรือ "นมโรงเรียน" ในปัจจุบันว่า กำลังเผชิญกับปัญหาการบริหารจัดการที่ผิดพลาดจากส่วนราชการและภาคการเมืองที่เข้ามาแทรกแซง จนส่งผลให้ผู้ประกอบการภาคเอกชน โดยเฉพาะรายเล็กต้องหยุดกิจการไปแล้วกว่า 10 แห่ง
แฉเกณฑ์ “หวย MOU” กับดักทำลายรายเล็ก
"ต้นตอของปัญหาสำคัญคือ หลักเกณฑ์การจัดสรรสิทธิ์ที่ไม่สะท้อนความเป็นจริง โดยรัฐกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องทำบันทึกข้อตกลง (MOU) จองซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรตั้งแต่เดือนกันยายน แต่กว่าจะมีการจัดสรรสิทธิ์หรือโควตานมโรงเรียนจริงกลับเป็นช่วงเดือนมีนาคมหรือเมษายน เหมือนเราต้องซื้อหวยทิ้งไว้ล่วงหน้า 6 เดือน โดยไม่รู้ว่าหวยจะออกยังไง”
นายกิตติรัตน์ กล่าวเปรียบเทียบ โดยระบุว่าโรงงานต้องแบกภาระรับซื้อนมดิบตาม MOU เช่น จองซื้อไว้ 10 ตัน แต่เมื่อผลโควตาออกมากลับได้สิทธิ์ทำนมโรงเรียนเพียง 3 ตัน ส่วนอีก 7 ตันที่เหลือกลายเป็นภาระที่โรงงานต้องแบกรับเอง ซึ่งโรงงานขนาดเล็กไม่มีตลาดนมพาณิชย์มารองรับเหมือนโรงงานใหญ่ ทำให้ต้องแบกสต็อกจนขาดทุนและเดินหน้าต่อไม่ได้
ชี้รัฐบริหารล้มเหลว-การเมืองแทรกเอื้อสหกรณ์
สำหรับการบริหารของคณะกรรมการนมโรงเรียนในปัจจุบันถือว่าล้มเหลว เนื่องจากตัวแทนในคณะกรรมการส่วนใหญ่เป็นข้าราชการที่ไม่มีความเข้าใจในโครงสร้างและวงจรน้ำนมดิบ (Supply Chain) อย่างแท้จริง ต่างจากในอดีตที่มีตัวแทนผู้ประกอบการทุกภาคส่วนร่วมให้คำแนะนำ นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่าภาคการเมืองเข้ามาแทรกแซงและเอื้อประโยชน์ให้ภาคสหกรณ์ ทำให้สหกรณ์ไม่ต้องแบกรับภาระเท่าเอกชน ระบบที่เกิดขึ้นจึงกลายเป็น “อุปสงค์เทียม” (Demand เทียม) ที่ไม่สอดคล้องกับการใช้งานจริง
นมล้นระบบ อ.ส.ค. แบกหนี้-สต็อกเต็มโกดัง
ผลกระทบจากการที่โรงงานเอกชนปิดตัวลง ทำให้น้ำนมดิบไม่มีที่ไปและไหลกลับเข้าสู่ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ตามคำสั่งฝ่ายการเมืองเพื่อป้องกันการประท้วงของเกษตรกร ส่งผลให้ปัจจุบันองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) อยู่ในสภาวะลำบาก นมล้นสต็อกเต็มโกดัง และไม่มีเงินจ่ายค่าผลิตภัณฑ์ให้เกษตรกร ซึ่งเป็นปัญหาหมักหมมมานาน
นายกิตติรัตน์ กล่าวเสนอแนะควรประกาศเกณฑ์ก่อนทำ MOU-เลิกผูกพัน 3 ปี เพื่อแก้ปัญหานี้ ขอเสนอแนวทางต่อร่าง พ.ร.บ. กฎหมายใหม่ ดังนี้ปรับลำดับการทำงานใหม่ รัฐควรประกาศหลักเกณฑ์การจัดสรรสิทธิ์ให้ชัดเจนก่อน แล้วจึงให้ผู้ประกอบการทำ MOU เพื่อให้แต่ละโรงงานรู้โจทย์และศักยภาพของตัวเอง
1.คัดค้าน MOU 3 ปี หลังมีกระแสข่าวว่าจะให้ทำ MOU ผูกพันระยะยาว 3 ปี นายกิตติรัตน์ มองว่าจะเป็นการซ้ำเติมและกีดกันรายเล็ก เพราะมีความเสี่ยงสูงเกินไปหากธุรกิจเกิดปัญหาในอนาคต
2.รักษาโรงงานเล็กในภูมิภาค ควรจัดสรรโควตาให้โรงงานขนาดเล็กที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ เช่น ในอุดรธานี นครสวรรค์ กำแพงเพชร ขอนแก่น และเพชรบูรณ์ เพื่อช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์และรองรับนมดิบในพื้นที่,
“ความต้องการใช้นมในประเทศจริงๆ มากกว่าปริมาณนมดิบ 3,000 ตันต่อวันเสียอีก ไม่ควรจะล้นถ้าบริหารจัดการดีๆ ปัจจุบันตนเองยังได้รับความเสียหาย มีนมกล่องค้างสต็อกอยู่กว่า 1 ล้านกล่องจากการที่กติกาไม่เอื้อให้ดำเนินธุรกิจต่อได้” นายกิตติรัตน์กล่าวทิ้งท้าย







