thansettakij
thansettakij
กูรูชี้สงครามภูมิรัฐศาสตร์เป็น New Normal ราคาสินค้าตะวันอออกลางพุ่ง 20%

กูรูชี้สงครามภูมิรัฐศาสตร์เป็น New Normal ราคาสินค้าตะวันออกกลางพุ่ง 20%

15 ก.ค. 69 | 06:24 น.
อัปเดตล่าสุด :15 ก.ค. 69 | 06:31 น.

ผู้เชี่ยวชาญการค้าระหว่างประเทศชี้ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านอาจยืดเยื้อจนกลายเป็น "New Normal" ของโลกการค้า แนะผู้ส่งออกไทยเร่งปรับเส้นทางขนส่ง บริหารความเสี่ยงด้านการเงิน พร้อมคาดส่งออกปีนี้ยังโต 8% แต่เป็นการเติบโตแบบ K-Shape

KEY

POINTS

  • ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกกลายเป็น “New Normal” ที่สร้างความไม่แน่นอนและมีแนวโน้มยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อการค้าและโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ
  • ผู้เชี่ยวชาญแนะผู้ส่งออกไทยต้องปรับตัวเร่งด่วน โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งสินค้าเพื่อเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง และบริหารจัดการความเสี่ยงด้านการชำระเงินและสินค้าคงคลัง
  • แม้ภาพรวมการส่งออกไทยยังคาดว่าจะเติบโต แต่จะเป็นลักษณะ K-Shape คือกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนขยายตัวดี สวนทางกับอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่ยังฟื้นตัวช้า

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่กลับมาปะทุอีกครั้ง กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลก การค้า และโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ แม้ไทยจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงมากนัก แต่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งปรับตัวรับความไม่แน่นอนที่อาจยืดเยื้อและกลายเป็น “ความปกติใหม่” ของการค้าโลก

ดร.ชัยชาญ เจริญสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศ และอดีตประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่กลับมารุนแรงอีกระลอก มีแนวโน้มจะยืดเยื้อและดำรงอยู่ในระดับความตึงเครียดต่อไปอีกระยะ คล้ายกับสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อมาหลายปี จนกลายเป็น “New Normal” ของโลก

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าภูมิรัฐศาสตร์โลก (Geopolitics) จะยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญ โดยเฉพาะความไม่แน่นอนของเส้นทางเดินเรือและการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งอาจมีการเปิดและปิดเส้นทางเดินเรือสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซสลับกันไปตามสถานการณ์ ทำให้การวางแผนด้านโลจิสติกส์ทำได้ยากขึ้น

เร่งปรับโลจิสติกส์ รับโลกการค้าไม่แน่นอน

ดร.ชัยชาญระบุว่า สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้ไม่ใช่การรอให้สงครามยุติ แต่คือการปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลง เพราะผู้ประกอบการจะต้องดำเนินธุรกิจภายใต้ความไม่แน่นอนเช่นนี้ต่อไป สำหรับผู้ประกอบการไทยที่ทำตลาดในตะวันออกกลาง ควรเร่งปรับรูปแบบการขนส่งสินค้าเพื่อลดความเสี่ยง โดยหลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และเปลี่ยนไปใช้เส้นทางทะเลแดง ก่อนขนส่งต่อทางบกเข้าสู่ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคแทน

กูรูชี้สงครามภูมิรัฐศาสตร์เป็น New Normal ราคาสินค้าตะวันออกกลางพุ่ง 20%

นอกจากนี้ ผู้ส่งออกจำเป็นต้องประสานงานกับสายเรือและคู่ค้าอย่างใกล้ชิด รวมถึงบริหารความเสี่ยงด้านการชำระเงินและสินค้าคงคลังอย่างรอบคอบ เพราะหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงกะทันหันจนลูกค้าขอเลื่อนหรือปฏิเสธการรับสินค้า จะส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดของผู้ประกอบการทันที

ปัจจุบันเริ่มเห็นผลกระทบเกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศของตะวันออกกลาง โดยสินค้าบางประเภทเริ่มขาดแคลนบนชั้นวางในซูเปอร์มาร์เก็ต ขณะที่ราคาสินค้าเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นราว 20% สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาโลจิสติกส์ได้ส่งผลต่อค่าครองชีพและกำลังซื้อของผู้บริโภคในพื้นที่แล้ว

ส่งออกยังโต 8% แต่เป็นเศรษฐกิจ K-Shape

อย่างไรก็ตาม ดร.ชัยชาญประเมินว่า ผลกระทบต่อการส่งออกไทยในภาพรวมยังอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากตลาดตะวันออกกลางมีสัดส่วนเพียงประมาณ 5% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทย แม้บางประเทศในภูมิภาคจะได้รับผลกระทบโดยตรง แต่ยังไม่ถึงขั้นกระทบภาพรวมการส่งออกของประเทศ

สิ่งที่น่าจับตามากกว่าคืออุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งมีตลาดตะวันออกกลางเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญ หากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจส่งผลต่อคำสั่งซื้อและการส่งมอบสินค้า ขณะที่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้ายังมีแนวโน้มเติบโตได้ดี จากความต้องการของตลาดสหรัฐอเมริกาที่ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง

“แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญความเสี่ยงจากสงคราม แต่ยังคงคาดการณ์ว่าการส่งออกไทยทั้งปีจะขยายตัวได้ประมาณ 8% อย่างไรก็ตาม การเติบโตจะอยู่ในลักษณะ K-Shape คือมีทั้งผู้ที่เติบโตและผู้ที่เผชิญความยากลำบาก”

โดยกลุ่มที่อยู่บนขาขึ้นของตัว K ได้แก่ ธุรกิจที่มีการลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการย้ายฐานการผลิตและอุปสงค์ของตลาดโลก ส่วนขาล่างของตัว K คืออุตสาหกรรมดั้งเดิมของผู้ประกอบการไทย เช่น เกษตรแปรรูป สิ่งทอ และอัญมณี ที่ยังเผชิญการแข่งขันสูงและฟื้นตัวได้ช้ากว่า

ทั้งนี้ภาครัฐควรเร่งออกมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและอุตสาหกรรมดั้งเดิม เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มมูลค่าสินค้า และสร้างความยั่งยืนให้กับภาคการส่งออกในระยะยาว

แนะลดพึ่งน้ำมัน รับมือความเสี่ยงระยะยาว

ด้านราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ดร.ชัยชาญประเมินว่าจะเคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล บวกลบประมาณ 5 ดอลลาร์ โดยทิศทางจะขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หากความขัดแย้งขยายวงกว้างก็อาจผลักดันราคาน้ำมันให้ปรับตัวสูงขึ้นได้ ซึ่งในระยะยาประเทศไทยควรเร่งผลักดันมาตรการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานทดแทน เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานโลกในอนาคต

ดร.ชัยชาญ เผยช่วงท้ายว่า ต้นเดือนสิงหาคมนี้ตนมีกำหนดเดินทางไปกรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เพื่อติดตามสถานการณ์และพบลูกค้า แม้จะยังมีความไม่แน่นอนเรื่องเที่ยวบิน แต่จำเป็นต้องเดินทางเพื่อประเมินสถานการณ์จริง เพราะในยุคที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็น New Normal การปรับตัวอย่างต่อเนื่องคือสิ่งที่ภาคธุรกิจไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้ และผู้ประกอบการจะต้องพร้อมเปลี่ยนแผนอยู่ตลอดเวลาเพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในโลกการค้าใหม่