thansettakij
thansettakij
BDI เดินหน้าเชื่อม 118 ชุดข้อมูลภัยพิบัติ ตามกรอบ 60 วัน

BDI เดินหน้าเชื่อม 118 ชุดข้อมูลภัยพิบัติ ตามกรอบ 60 วัน

07 ก.ย. 69 | 09:46 น.
อัปเดตล่าสุด :07 ก.ย. 69 | 09:56 น.

ระเบียบแบ่งปันข้อมูลดิจิทัล พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้ 5 ก.ย. กำหนดหน่วยงานรัฐตามภาคผนวกเชื่อมระบบกลางภายใน 60 วัน ขณะที่ BDI เดินหน้าใช้ D2 รองรับการเชื่อมข้อมูล สู่ National Data Backbone

KEY

POINTS

  • สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) เดินหน้าเชื่อมโยง 118 ชุดข้อมูลด้านการจัดการภัยพิบัติ ตามระเบียบสำนักนายกฯ ฉบับใหม่
  • หน่วยงานรัฐเจ้าของข้อมูลต้องเชื่อมโยงและนำส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบกลางที่ BDI จัดทำขึ้นภายในกรอบเวลา 60 วัน นับตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2569
  • การเชื่อมโยงข้อมูลครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลระดับประเทศ (National Data Backbone) เพื่อให้ข้อมูลพร้อมใช้สนับสนุนการตัดสินใจในภาวะฉุกเฉิน

สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI เดินหน้าขับเคลื่อนการเชื่อมโยง 118 ชุดข้อมูลดิจิทัลด้านการจัดการภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉิน หลังระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัล พ.ศ. 2569 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2569

สาระสำคัญของระเบียบกำหนดให้ หน่วยงานของรัฐที่จัดทำและครอบครองชุดข้อมูลตามภาคผนวกท้ายระเบียบ เชื่อมโยงระบบสารสนเทศกับระบบกลางเพื่อการแบ่งปันข้อมูลและนำส่งข้อมูลภายใน 60 วันนับแต่วันที่ระเบียบมีผลใช้บังคับ

ส่วนหน่วยงานที่ยังไม่มีความพร้อมในการเชื่อมโยง ต้องแจ้ง BDI ภายใน 15 วัน เพื่อหารือและทำความตกลงแผนการดำเนินการในการสร้างความพร้อม ทั้งนี้ เป็นกรอบที่กำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลของระเบียบฯ

 

ระเบียบวางระบบกลางแบ่งปันข้อมูลภาครัฐ

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฉบับนี้วางกรอบการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัลของภาครัฐ ตั้งแต่การจัดทำ การครอบครอง การนำส่ง และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน โดยมีเป้าหมายให้การแบ่งปันข้อมูลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลข้อมูล

BDI เดินหน้าเชื่อม 118 ชุดข้อมูลภัยพิบัติ ตามกรอบ 60 วัน

ในส่วนของ BDI ระเบียบกำหนดให้ สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) จัดให้มีระบบกลางเพื่อการแบ่งปันข้อมูล เพื่อรองรับการเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐ

นอกจากนี้ BDI ยังมีหน้าที่เกี่ยวกับการประมวลผลข้อมูลเพื่อใช้ประโยชน์เชิงวิเคราะห์ การเป็นตัวกลางในการส่งคำขอและส่งต่อข้อมูล การตรวจสอบสิทธิและเงื่อนไขในการแบ่งปันข้อมูล รวมถึงการดูแลระบบให้มีความมั่นคงปลอดภัยและพร้อมใช้งาน

สำหรับกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน ระเบียบยังรองรับให้ BDI ทำหน้าที่เป็น ศูนย์กลางการจัดการข้อมูล เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลที่จำเป็นต่อการจัดการสถานการณ์กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

118 ชุดข้อมูล เป็นแผนขับเคลื่อนของ BDI

สำหรับ 118 ชุดข้อมูลด้านการจัดการภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นชุดข้อมูลที่ระบุอยู่ในภาคผนวกท้ายระเบียบฯ โดยครอบคลุมข้อมูลหลายด้าน อาทิ สภาพอากาศและอุตุนิยมวิทยา ปริมาณฝน ระดับน้ำ พื้นที่เสี่ยง ข้อมูลเชิงพื้นที่ โครงสร้างพื้นฐาน เส้นทางคมนาคม ระบบสื่อสาร ข้อมูลประชาชนและกลุ่มที่ต้องได้รับการดูแล ข้อมูลด้านสุขภาพและบริการฉุกเฉิน รวมถึงข้อมูลสำหรับประเมินพื้นที่และผลกระทบจากภัยพิบัติ

อย่างไรก็ตาม การเร่งนำชุดข้อมูลดังกล่าวมาเชื่อมโยงเป็น แผนการดำเนินงานของ BDI เพื่อขับเคลื่อนการแบ่งปันข้อมูลตามกรอบของระเบียบ ไม่ใช่ข้อกำหนดที่ระบุว่า BDI ต้องเป็นผู้รวบรวมข้อมูลทั้ง 118 ชุดมาไว้ในระบบเดียว

ตามแนวทางของ BDI การเชื่อมโยงข้อมูลจะใช้ แพลตฟอร์ม D2 (Data Integration and Intelligence) เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี เพื่อรองรับการเชื่อมข้อมูลจากหน่วยงานเจ้าของข้อมูลตามสิทธิและเงื่อนไขที่กำหนด โดยไม่จำเป็นต้องนำข้อมูลทั้งหมดมารวมเก็บไว้ในที่เดียว

D2 ยังรองรับการประมวลผลข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ ภายใต้หลักเกณฑ์ด้านการกำกับดูแลข้อมูลและความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งเป็นแนวทางการดำเนินงานของ BDI เพื่อสนับสนุนระบบกลางเพื่อการแบ่งปันข้อมูลตามที่ระเบียบกำหนด

กรอบ 60 วัน เริ่มนับ 5 ก.ย.

เมื่อระเบียบมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2569 หน่วยงานของรัฐที่จัดทำและครอบครองชุดข้อมูลตามภาคผนวกจึงมีกรอบเวลา 60 วัน ในการเชื่อมโยงระบบสารสนเทศกับระบบกลางและนำส่งข้อมูล

ขณะที่หน่วยงานที่ยังไม่พร้อมเชื่อมโยง ต้องแจ้ง BDI ภายใน 15 วัน เพื่อหารือและทำความตกลงแผนการดำเนินการสร้างความพร้อม

กรอบดังกล่าวทำให้การแบ่งปันข้อมูลภาครัฐมีทั้งข้อกำหนดด้านเวลาและกลไกสำหรับหน่วยงานที่ยังไม่พร้อม โดย BDI ทำหน้าที่สนับสนุนการเชื่อมโยงภายใต้ระบบกลางและเงื่อนไขที่กำหนด

ในมุมการนำข้อมูลไปใช้ ประโยชน์ของการเชื่อมโยงข้อมูลภัยพิบัติครอบคลุมตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ระหว่างเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ โดยข้อมูลสภาพอากาศ ปริมาณฝน ระดับน้ำ พื้นที่เสี่ยง และข้อมูลเชิงพื้นที่ สามารถนำมาใช้ประกอบการประเมินสถานการณ์และการเตรียมความพร้อม

ระหว่างเกิดเหตุ ข้อมูลพื้นที่ได้รับผลกระทบ ประชาชนและกลุ่มที่ต้องได้รับความช่วยเหลือ เส้นทางคมนาคม จุดให้ความช่วยเหลือ และทรัพยากรของหน่วยงานต่าง ๆ สามารถนำมาประกอบการประเมินพื้นที่เร่งด่วนและจัดลำดับความสำคัญในการช่วยเหลือ

ส่วนหลังเกิดเหตุ ข้อมูลความเสียหาย ข้อมูลเชิงพื้นที่ และข้อมูลจากเทคโนโลยีสำรวจต่าง ๆ สามารถนำมาใช้ประเมินผลกระทบ การเยียวยา และการวางแผนฟื้นฟูพื้นที่

BDI เดินหน้า National Data Backbone

ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่

ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ กล่าวว่า ประเทศไทยมีข้อมูลจำนวนมากอยู่ในความดูแลของหน่วยงานต่าง ๆ แต่ความท้าทายสำคัญคือการทำให้ข้อมูลสามารถเชื่อมโยงและนำมาใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ โดยยังคงรักษาสิทธิและความรับผิดชอบของหน่วยงานเจ้าของข้อมูล

โดยเฉพาะสถานการณ์ภัยพิบัติที่ต้องอาศัยข้อมูลจากหลายแหล่งและต้องตัดสินใจภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลา การมีกติกากลางและโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลที่พร้อม จะช่วยเปลี่ยนข้อมูลที่กระจายอยู่ในหลายหน่วยงานให้สามารถนำมาใช้สนับสนุนการตัดสินใจได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น

ทั้งนี้ การพัฒนา National Data Backbone หรือโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลระดับประเทศ เป็นแนวทางการดำเนินงานของ BDI เพื่อให้ข้อมูลสำคัญจากหน่วยงานต่าง ๆ สามารถเชื่อมโยงและนำมาใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ภายใต้กติกา มาตรฐาน สิทธิการเข้าถึง และการกำกับดูแลที่ชัดเจน

BDI ยังมีแนวทางผลักดัน High Value Datasets (HVD) หรือชุดข้อมูลที่มีคุณค่าสูงเข้าสู่โครงสร้างดังกล่าว เพื่อเพิ่มจำนวนชุดข้อมูลและหน่วยงานที่สามารถใช้ข้อมูลร่วมกัน สนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย การบริหารราชการ และการให้บริการประชาชน

สำหรับ BDI การเชื่อมโยง 118 ชุดข้อมูลด้านภัยพิบัติ จึงเป็นหนึ่งใน Use Case สำคัญของการขับเคลื่อน National Data Backbone ให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม

ศ. ดร.ธีรณี กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญคือทำให้ข้อมูลของประเทศ “พร้อมเชื่อม พร้อมใช้ และพร้อมสนับสนุนการตัดสินใจ” โดยเฉพาะเมื่อเกิดภัยพิบัติที่ทุกนาทีมีความสำคัญ หากมีโครงสร้างข้อมูลและกติกาการเชื่อมโยงที่พร้อมตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ จะทำให้ประเทศไทยสามารถนำ Big Data และ AI มาใช้ได้เต็มศักยภาพมากขึ้น ตั้งแต่การพยากรณ์และแจ้งเตือน การวิเคราะห์สถานการณ์ การบริหารจัดการความช่วยเหลือ ไปจนถึงการประเมินความเสียหายและการฟื้นฟู

ปลายทางจึงไม่ใช่เพียงการเชื่อมข้อมูล แต่คือการทำให้ข้อมูลถูกนำไปใช้เพื่อช่วยให้ภาครัฐตัดสินใจได้ดีขึ้น และประชาชนได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและตรงจุดมากขึ้น