thansettakij
thansettakij
นมดิบล้น 183 ตัน/วัน เขย่าโคนมไทย สหกรณ์ 50 แห่งจ่อวิกฤต

นมดิบล้น 183 ตัน/วัน เขย่าโคนมไทย สหกรณ์ 50 แห่งจ่อวิกฤต

04 ก.ค. 69 | 04:56 น.
อัปเดตล่าสุด :04 ก.ค. 69 | 05:48 น.

สภาเกษตรกรฯ ผนึกชุมนุมสหกรณ์โคนมฯ แก้วิกฤตนมดิบล้นตลาด 183 ตันต่อวัน ไม่มีที่ขาย เขย่าสหกรณ์กว่า 50 แห่งเสี่ยงล้ม ยื่น 6 ข้อเสนอ นัดเคลื่อนไหว 7 ก.ค. หากไร้มาตรการเร่งด่วน หวั่นเกษตรกรจำนวนมากต้องเลิกอาชีพ ขณะจัดสรรนมโรงเรียน ปี 69 ปิดฉาก “แมรี่ แอนแดรี่ฯ” คว้าโควตาสูงสุด

KEY

POINTS

  • อุตสาหกรรมโคนมไทยเผชิญวิกฤตน้ำนมดิบล้นตลาดกว่า 183 ตันต่อวัน ส่งผลให้สหกรณ์โคนมกว่า 50 แห่งเสี่ยงขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง
  • สาเหตุหลักเกิดจากนมโรงเรียน UHT ค้างสต็อกกว่า 235 ล้านกล่อง และผลกระทบจากข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ทำให้ภาษีนำเข้านมผงเป็น 0%
  • มีข้อเสนอให้รัฐบาลเร่งระบายนมโรงเรียนที่ค้างสต็อก ขยายโครงการนมโรงเรียน และชะลอการนำเข้านมผงเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร

อุตสาหกรรมโคนมไทย กำลังเผชิญจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ หลังปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาดรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้สหกรณ์โคนมทั่วประเทศประสบภาวะขาดสภาพคล่อง ขณะที่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมได้รับผลกระทบจากการรับซื้อน้ำนมดิบลดลง หลายฝ่ายหวั่นว่า หากรัฐบาลไม่เร่งออกมาตรการช่วยเหลือ อาจเกิดการเลิกอาชีพของเกษตรกรจำนวนมาก และสหกรณ์โคนมหลายแห่งอาจไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้

นายนัยฤทธิ์ จำเล ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ

นายนัยฤทธิ์ จำเล ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ขณะนี้องค์กรสหกรณ์โคนมทั่วประเทศกำลังเผชิญวิกฤตการจำหน่ายน้ำนมดิบอย่างหนัก ส่งผลกระทบตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ผู้จำหน่ายวัตถุดิบอาหารสัตว์ ผู้ผลิตอาหารสัตว์ ตลอดจนผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง หากปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อ สหกรณ์โคนมกว่า 50 แห่งทั่วประเทศอาจประสบปัญหาทางการเงินจนไม่สามารถอยู่รอดได้

จี้รัฐเร่งระบาย 235 ล้านกล่อง

ทั้งนี้มีข้อเสนอในการแก้ไขปัญดังกล่าว ประการแรก คือ การเร่งระบายนมกล่อง UHT ตรานมโรงเรียนที่คงค้างสะสม หลังจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 ให้ตรวจสอบคุณภาพนมกล่องประมาณ 100 ล้านกล่อง แต่เนื่องจากมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ทำให้กระบวนการแก้ปัญหาหยุดชะงัก ปัจจุบันมีนมกล่อง UHT คงเหลือสะสมเพิ่มเป็น 235,467,819 กล่อง จากสหกรณ์โคนม 25 แห่ง และองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) อีก 1 แห่ง ส่งผลให้สหกรณ์ขาดสภาพคล่องและกระทบต่อการรับซื้อน้ำนมดิบจากสมาชิกอย่างรุนแรง

นมดิบล้น 183 ตัน/วัน เขย่าโคนมไทย สหกรณ์ 50 แห่งจ่อวิกฤต

2.การสนับสนุนการใช้และการจำหน่ายน้ำปุ๋ยชีวภาพจากนมโคสด เพื่อดูดซับน้ำนมดิบส่วนเกินที่ไม่มีผู้รับซื้อ ปัจจุบันมีการนำน้ำนมดิบมาแปรรูปเป็นน้ำปุ๋ยชีวภาพแล้วกว่า 8,417 ตัน คิดเป็นมูลค่าน้ำนมดิบกว่า 151.5 ล้านบาท จึงต้องการให้ภาครัฐส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเพื่อลดความเสียหายแก่เกษตรกร

3.เสนอให้ขยายโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน จากเดิม 260 วัน เป็น 365 วันต่อปี และขยายสิทธิการดื่มนมจากระดับอนุบาลถึงประถมศึกษาปีที่ 6 ไปจนถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 เพื่อรองรับผลผลิตน้ำนมดิบในประเทศ หลังจำนวนนักเรียนระดับอนุบาลถึงประถมศึกษาปีที่ 6 ลดลงจาก 7.95 ล้านคนในปี 2559 เหลือ 6.08 ล้านคนในปี 2569 หรือลดลงกว่า 23.6%

4.การผลักดันให้มีการแก้ไขหลักเกณฑ์การแสดงฉลากผลิตภัณฑ์นม โดยแยกความแตกต่างระหว่างนมโคสดที่ผลิตจากน้ำนมดิบภายในประเทศกับผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากนมผงนำเข้า เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจเลือกซื้อได้อย่างถูกต้อง และสร้างความเป็นธรรมแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไทย

 5.ขอให้รัฐบาลชะลอการนำเข้านมผงขาดมันเนย งวดที่ 2 ปี 2569 ภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ และองค์การการค้าโลก (WTO) เป็นการชั่วคราว จนกว่าสถานการณ์น้ำนมดิบล้นตลาดจะคลี่คลาย และการจัดทำบันทึกข้อตกลงรับซื้อน้ำนมดิบของผู้ประกอบการจะแล้วเสร็จ

และ 6.การเร่งฟื้นฟู อ.ส.ค. เนื่องจากหากไม่สามารถดำเนินภารกิจได้ตามปกติ จะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อสหกรณ์โคนมกว่า 40 แห่ง เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม และพนักงานในระบบอีกหลายหมื่นครอบครัว

นัดรวมพล 7 ก.ค. รับศึกนมผงศูนย์ภาษี

 

นายสุบิน ป้อมโอชา ประธานชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด

ด้านนายสุบิน ป้อมโอชา ประธานชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด ได้ออกหนังสือด่วนถึงประธานสหกรณ์โคนมทั่วประเทศ เชิญประชุมสมาชิกในวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ณ สหกรณ์โคนมกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เพื่อกำหนดแนวทางรับมือวิกฤตอุตสาหกรรมโคนมไทย หลังผลกระทบจากความตกลงการค้าเสรีไทย-นิวซีแลนด์ และไทย-ออสเตรเลีย ซึ่งยกเลิกภาษีนำเข้านมผงขาดมันเนยเหลือ 0% ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ส่งผลให้น้ำนมดิบภายในประเทศเผชิญการแข่งขันรุนแรงและการรับซื้อลดลงอย่างต่อเนื่อง

“การรับซื้อน้ำนมดิบตามบันทึกข้อตกลง (MOU) ปี 2568/2569 จากศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ 158 แห่ง มีปริมาณรวม 3,024.53 ตันต่อวัน แต่ผู้ประกอบการรับซื้อจริงเพียง 2,841.19 ตันต่อวัน หรือประมาณ 94% ส่งผลให้ยังมีน้ำนมดิบส่วนเกินกว่า 183 ตันต่อวัน ไม่มีผู้รับซื้อ”

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกษตรกรหลายพื้นที่ต้องจำหน่ายน้ำนมดิบในราคาต่ำกว่าปกติ ขณะที่สหกรณ์ต้องเร่งแปรรูปเป็นนมกล่อง UHT นมเปรี้ยว และผลิตภัณฑ์อื่นเพื่อระบายสต็อก แต่ยังไม่เพียงพอ ส่งผลให้หลายแห่งเผชิญปัญหาหนี้สะสม ขาดเงินหมุนเวียนสำหรับรับซื้อน้ำนมดิบ จัดซื้ออาหารสัตว์ จ่ายค่าจ้างพนักงาน และชำระหนี้กับสถาบันการเงิน

อนึ่ง โครงการนมโรงเรียนปีการศึกษา 2569  ผู้ประกอบการที่ได้รับจัดสรรพื้นที่จำหน่ายมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ บริษัท แมรี่ แอน แดรี่ โปรดักส์ จำกัด รองลงมา สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์),สหกรณ์โคนมพัทลุง.สหกรณ์โคนมไทยมิลค์ และ อ.ส.ค.

 

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,215 วันที่ 5 - 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569