thansettakij
thansettakij
GEd พลิกเกมเกษตรไทย  เตือนช้ากว่านี้ "เวียดนาม-ฟิลิปปินส์" แซงแน่

GEd พลิกเกมเกษตรไทย เตือนช้ากว่านี้ "เวียดนาม-ฟิลิปปินส์" แซงแน่

29 มิ.ย. 69 | 00:35 น.
อัปเดตล่าสุด :29 มิ.ย. 69 | 00:35 น.

เวีนายกสมาคมปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์พืชฯ ชี้เทคโนโลยี Gene Editing คือจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของภาคเกษตรไทย เร่งพัฒนาพันธุ์พืชแม่นยำ ลดเวลาวิจัยจาก 10 ปีเหลือไม่กี่ปี เพิ่มผลิตภาพ-ลดต้นทุน-ยกระดับอุตสาหกรรมแปรรูป เตือนหากไทยยังหวาดกลัวเทคโนโลยี อาจเสียโอกาสให้เวียดนามและฟิลิปปินส์แซงหน้าในเวทีการค้าโลก

KEY

POINTS

  • เทคโนโลยี GEd (Gene Editing) ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้ภาคเกษตรไทย แต่หากปรับใช้ล่าช้าอาจถูกเวียดนามและฟิลิปปินส์แซงหน้า
  • GEd แตกต่างจาก GMOs เพราะเป็นการปรับปรุงยีนที่มีอยู่เดิมในพืชโดยไม่มีการใส่ DNA จากสิ่งมีชีวิตอื่น ทำให้พัฒนาสายพันธุ์ที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
  • แม้กฎหมายไทยจะปลดล็อกให้ใช้เทคโนโลยี GEd ได้แล้ว แต่ยังคงเผชิญความท้าทายจากความเข้าใจผิดของสังคม และการขาดแคลนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ

ผศ.ดร. ปิยะ กิตติภาดากุล นายกสมาคมปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์พืชแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”  ภาพรวมและทิศทางของเทคโนโลยีเกษตรไทยที่จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปในอนาคต ซึ่งประเด็นที่สังคมให้ความกังวลมากที่สุดคือความแตกต่างระหว่าง GMO และ GEd  แม้เครื่องมือที่ใช้จะคล้ายคลึงกัน แต่ผลลัพธ์เชิงวิทยาศาสตร์นั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดย GMO (Genetically Modified Organism) คือการนำ DNA จากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นมาใส่ข้ามสายพันธุ์ เช่น การนำยีนแมงกะพรุนมาใส่ในพืช

ผศ.ดร. ปิยะ กิตติภาดากุล นายกสมาคมปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์พืชแห่งประเทศไทย 

ในขณะที่ GEd (Gene Editing) ในบริบทของกฎหมายไทยนั้น กำหนดชัดเจนว่าต้อง ไม่มีชิ้นส่วน DNA แปลกปลอมจากพืชหรือสิ่งมีชีวิตอื่นหลงเหลืออยู่  คือการปรับแต่งลำดับเบสที่มีอยู่เดิมในพืชเพื่อให้ยีนบางตัวหยุดทำงานหรือทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งเปรียบเสมือนการกลายพันธุ์ตามธรรมชาติที่เราสามารถกำหนดตำแหน่งได้อย่างแม่นยำ

กลัว GEd วันนี้...พรุ่งนี้ไทยแพ้ เตือนเร่งรับเทคโนโลยีก่อนสาย

 

“คนไทยต้องเข้าใจว่า ทั้ง GEd และ GMO เหมือนเรื่องผี เราไม่เคยเห็นแต่เรากลัวไว้ก่อน แต่ความจริงคือนวัตกรรม GEd ที่เรากำลังทำ คือการทำให้พืชพัฒนาพันธุ์ได้เร็วขึ้นโดยไม่มีสิ่งแปลกปลอม ซึ่งในเชิงเศรษฐกิจ เทคโนโลยี GEd จะเข้ามาแก้ปัญหาผลิตภาพ  ที่ต่ำมานาน"

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ มันสำปะหลังชนิดแวกซี่ (Waxy) ซึ่งปกติหากใช้วิธีผสมพันธุ์แบบเดิมอาจต้องใช้เวลานานเกือบ 10 ปี และมักประสบปัญหาผลผลิตต่ำ แต่ด้วยเทคโนโลยี GEd นักวิจัยสามารถเจาะจงไปที่ยีนที่ควบคุมแป้งแวกซี่ในสายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงได้ทันที

การมีพันธุ์พืชที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแป้งและอาหารระดับโลก จะช่วยให้ไทยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มศักยภาพการส่งออก ปัจจุบันประเทศมหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และจีน ได้เปิดรับเทคโนโลยีนี้แล้ว หากไทยยังปิดกั้น จะส่งผลให้เราถอยหลังลงเรื่อย ๆ ในขณะที่คู่แข่งอย่างเวียดนามและฟิลิปปินส์กำลังก้าวกระโดด

ชี้ GEd ไทยเกิดได้ เพราะ "ธรรมนัส" ดันกฎหมายปลดล็อก

ผศ.ดร. ปิยะ ยอมรับว่าการที่ประเทศไทยสามารถออกประกาศกระทรวงเพื่อรองรับเทคโนโลยี GEd ได้นั้น ต้องให้เครดิตฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในขณะนั้  ที่เป็นผู้ขับเคลื่อนกฎหมายให้เกิดขึ้น

“ถ้าไม่มีนักการเมืองขยับ กฎหมายก็ไม่ออก ต่อให้เทคโนโลยีดีแค่ไหนมันก็อยู่แค่ในแล็บ” เนื่องจากประเทศไทยหยุดการพัฒนาด้าน GMO มานานกว่า 30 ปี ทำให้เราสูญเสียบุคลากรวิจัยไปมาก ปัจจุบันมีนักวิจัยที่เชี่ยวชาญด้าน GEd จริงๆ ไม่เกิน 20 คนทั้งประเทศ การมีกฎหมายรองรับจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่จะช่วยฟื้นฟูศักยภาพของนักวิทยาศาสตร์ไทย อาทิ การทำคลังข้อมูลยีนพืชไทย (Gene Bank) แทนการพึ่งพาข้อมูลจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว

หากประเทศไทยต้องการเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว จะต้องเลิกใช้ความรู้สึกหรือการเมืองนำหน้าความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี GEd ไม่ใช่ยาวิเศษที่จะแก้ได้ทุกปัญหา  เช่น โรคใบด่างมันสำปะหลัง ซึ่งเทคโนโลยี GEd สามารถเข้ามาช่วยแก้ปัญหาได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วกว่าการปรับปรุงพันธุ์แบบเดิม แต่ในอีกด้านหนึ่ง ยังมีคำถามเรื่อง ต้นทุนการผลิตที่อาจสูงขึ้น รวมถึงความซับซ้อนของเทคโนโลยีที่อาจทำให้เกษตรกรและคนทั่วไปเข้าถึงและเชื่อถือได้ยาก

"ความปลอดภัยเป็นคนละเรื่องกับความกลัว ทุกวันนี้เราบริโภคสินค้าจากเทคโนโลยีเหล่านี้อยู่แล้วแต่เรากลับกลัวที่จะปลูกเอง เราต้องก้าวข้ามความกลัวด้วยองค์ความรู้ที่ถูกต้องคือทางออกเดียวที่จะช่วยให้ภาคเกษตรไทยอยู่รอดได้ในยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก”  ผศ.ดร. ปิยะ กล่าวทิ้งท้าย