
"กรมตรวจบัญชีสหกรณ์" ลุยทรานส์ฟอร์มดิจิทัล ดัน AI ตรวจบัญชี -บริการประชาชน
“กรมตรวจบัญชีสหกรณ์” เปิด 3 เสาหลักดิจิทัล สร้างภูมิคุ้มกันการเงินคนไทย SmartMe Plus มาแล้ว ผู้ช่วยการเงิน AI วิเคราะห์รายรับ-รายจ่าย ลดเสี่ยงหนี้ครัวเรือน พร้อมให้บริการประชาชน
KEY
POINTS
- กรมตรวจบัญชีสหกรณ์มุ่งทรานส์ฟอร์มสู่องค์กรดิจิทัล โดยยกระดับ 3 ด้านหลัก คือ เทคโนโลยีการสอบบัญชี, การกำกับดูแลสหกรณ์ และการให้บริการประชาชน
- เตรียมนำเทคโนโลยี AI มาช่วยในการตรวจสอบบัญชีภายในปีงบประมาณ 2570 เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและแม่นยำ พร้อมพัฒนาทักษะดิจิทัลให้บุคลากรผ่านโครงการ "Smart Auditor"
- ต่อยอดแอปพลิเคชัน "SmartMe Plus" สำหรับประชาชน เพิ่มฟังก์ชันบันทึกบัญชีด้วยเสียง และมีแผนพัฒนาสู่ AI on Cloud เพื่อช่วยวิเคราะห์สุขภาพทางการเงิน
- วางแผนจัดตั้งศูนย์ข้อมูลทางการเงิน (Financial Information Center) แห่งแรกของไทย เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการวิเคราะห์และวางนโยบายระดับประเทศ
นางสาวบุญรัตน์ อาจหาญรณฤทธิ์ รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับการให้บริการประชาชนและสนับสนุนการทำงานของบุคลากรภายในองค์กร โดยมีเป้าหมายในการพัฒนา 3 เสาหลักที่สำคัญ ได้แก่ การยกระดับเทคโนโลยีด้านการสอบบัญชี โดยเตรียมนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยในการตรวจสอบบัญชีในโปรเจกต์ที่วางแผนไว้สำหรับปีงบประมาณ 2570 เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและตอบสนองต่อความต้องการของภาคสหกรณ์ได้ดียิ่งขึ้น
เสาหลักที่สองคือ การยกระดับการกํากับดูแลภาคสหกรณ์ โดยกำลังศึกษาและพัฒนาระบบประมวลผลธุรกิจหลักของสหกรณ์แบบเรียลไทม์ (Real-time Core Business Processing) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและรองรับการกำกับดูแล ตลอดจนเตรียมจัดตั้งศูนย์ข้อมูลทางการเงิน (Financial Information Center) แห่งแรกของประเทศไทย เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลหลักในการวิเคราะห์และวางแผนนโยบายระดับประเทศ และเสาหลักสุดท้ายคือ การยกระดับเทคโนโลยีการให้บริการประชาชน โดยร่วมมือกับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ สร้างพื้นที่การเรียนรู้ด้านการเงินการบัญชีขนาดใหญ่สำหรับสหกรณ์ สมาชิก และเกษตรกร
นอกจากระบบการตรวจสอบระดับองค์กรแล้ว กรมฯ ยังได้ต่อยอดความสำเร็จของแอปพลิเคชัน SmartMe ซึ่งมีผู้ใช้งานกว่า 239,000 ราย สู่ "SmartMe Plus" แอปพลิเคชันที่รองรับการบันทึกบัญชีครัวเรือนและต้นทุนประกอบอาชีพ โดยเพิ่มศักยภาพการใช้งานด้วยการบันทึกด้วยเสียง (Voice Recording) การวิเคราะห์ข้อมูลผ่าน Dashboard และการวางแผนควบคุมงบประมาณรายจ่าย
ในอนาคตมีแผนที่จะพัฒนาไปสู่ระบบ AI on Cloud เพื่อช่วยวิเคราะห์รายรับรายจ่าย ประเมินสุขภาพทางการเงินแบบเรียลไทม์ และให้คำแนะนำในการแก้ปัญหาหนี้สิน ถือเป็นการนำเทคโนโลยีมาสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้แก่สังคมอย่างยั่งยืน
“เรื่องทำบัญชีไม่ใช่เรื่องไกลตัว การเริ่มต้นจดบันทึกบัญชีแม้เพียงวันละเล็กวันละน้อย จะถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตที่จะทำให้คุณภาพชีวิตของเราดีขึ้น เนื่องจากเราสามารถรู้ต้นทุน รู้รายได้ รู้ค่าใช้จ่าย กรมฯ จึงมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนประชาชนให้สามารถสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินได้อย่างยั่งยืน” นางสาวบุญรัตน์ กล่าว
เนื่องจากข้อมูลทางการเงินและบัญชีเป็นข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อน กรมฯ จึงให้ความสำคัญกับระบบ Data Security อย่างสูงสุด โดยขับเคลื่อนผ่านมาตรการเชิงเทคนิคและการป้องกัน เช่น การเข้ารหัสข้อมูลขั้นสูง (Encryption) และการติดตั้ง Firewall รวมถึงการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) อย่างเคร่งครัด ตลอดจนการบริหารจัดการความเสี่ยงและจัดทำแผนสำรองข้อมูล ควบคู่ไปกับการสร้างความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้กับบุคลากร สหกรณ์ และประชาชน
สำหรับการพัฒนาบุคลากรภายใน กรมฯ ได้ผลักดันโครงการ "Smart Auditor" เพื่อพัฒนาทักษะดิจิทัลของผู้สอบบัญชี โดยนำเครื่องมือและระบบคลาวด์เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลที่ผิดปกติ ลดระยะเวลาการทำงาน และเพิ่มความแม่นยำในการตรวจสอบ
นอกจากนี้ ในด้านการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ กรมฯ มุ่งเน้นการสื่อสารที่ถูกต้อง รวดเร็ว และเข้าใจง่าย โดยแปลงข้อมูลตัวเลขทางบัญชีที่ซับซ้อนให้เป็นเรื่องใกล้ตัว ผ่านสื่อหลากหลายรูปแบบ พร้อมทั้งใช้ระบบ AI ในการติดตามเสียงสะท้อนจากประชาชน (Social Listening) เพื่อนำข้อคิดเห็นมาปรับปรุงการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการความร่วมมือกับเครือข่ายส่วนราชการใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลข่าวสารจะเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว







